หัวข้อข่าวปีที่ 5 ฉบับที่ 36 ประจำวันที่ 2004-09-06

ข่าวการศึกษา

นักเรียนไทยไปเรียนรู้ที่"อินเดีย"สู่อัจฉริยภาพซอฟต์แวร์โลก
ม.6เตรียมสอบ NT ปีนี้ จัดทดลองสอบผ่านคอมพ์
ปูนซิเมนต์เฟ้นหา สุดยอดศิลปินรุ่นเยาว์
รร.เคร่งวินัยบั่นความคิดเด็กเก่ง ข่มพัฒนาการเรียนรู้-จิตใจรุนแรง
ทปอ.นัดถกมาตรการ 3 ย้ำวางมาตรฐานประเมิน
เน้น 3 มาตรฐาน วางกฎคุมเข้ม เข้าสู่วิชาชีพครู
32 ปี สสวท. ฟันเฟืองแห่งการพัฒนาการศึกษาไทย ปูมาตรฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
เผยยอดสมัครวัดความรู้-ชี้รับตรงส่งผลเด็กวิ่งรอก
ชวนเที่ยวสวนวิทยาศาสตร์
อดิศัย" สั่ง สกศ. ปั้นครูต้นแบบ อัดฉีดตำแหน่ง
กมธ.วุฒิสภาชี้อุดมศึกษาไทยสมองพิการ แข่งกันหาเงินนศ.ขาดคุณภาพ
แนะเปิดค่ายภาษาเยอรมัน เตรียมเด็กทุนหวยไปนอก
ศธ.ออกกฎเหล็กอาชีวะ แต่งเครื่องแบบเดียวกัน
เตรียมส่งนักเรียนไทย แข่งคอมพิวเตอร์ที่เอเธนส์
“อดิศัย” เชื่อมือสสวท.ปั้นนักวิทย์
เสนอ รมว.ศธ.ตั้งวิทยาลัยชุมชนเพิ่มอีก 5 แห่ง
ม.มหิดลจัดค่ายคุณหมอ แนะเรียนต่อคณะแพทย์

ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี

ตำรวจไฮเทคตรวจผิวหนังหาสารเสพติด สะดวก รู้ผลเร็ว ต้นทุนต่ำกว่าตรวจปัสสาวะ
เนคเทคติวแกนนำคุมกฎหมายไอซีที
โชว์บ้านยุคพลังงานแพง ออกแบบพิเศษเร่งคลายอากาศร้อน
ศึกษาพบจะเกิดแผ่นดินไหวถล่มทำลายล้างกรุงโตเกียวพินาศลง
กำจัดอีเมลขยะด้วยเทคนิควิเคราะห์ดีเอ็นเอ...
ผู้ว่าอาร์โนลด์ ดันบ้านล้านหลัง ติดโซลาร์เซลล์
เผยเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์กินไฟน้อยประมวลผลข้อมูลไว
ฟาร์มวัวไร้สาย
เสนอ200ล. สร้างคอมพ์สมรรถนะสูง
ปี49พบวินโดวส์ใหม่ หนุนคอมพ์เล่นภาพ3มิติ
สินเชื่อเทคโนโลยี
'เวบ' อายุครบ 35 ปีแล้ว เร่งเพิ่มความเร็ว-ฉลาด
ช่างไทยเลิกใช้ CFC
โสมขาวเผยเคยทดลองแปรรูปยูเรเนียม

ข่าววิจัย/พัฒนา

ชุดเครื่องมือแปรรูปสมุนไพรขนาดเล็ก
ตั้งโรงไฟฟ้าพลังกล้วยหอมเน่า ต้องทิ้งเสียเปล่าจำนวนมหาศาล
"เดินรีบเดิน"เพื่อโทรศัพท์มือถือ ชาร์จไฟแบตเตอรี่ไม่ให้หมด
พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ขึ้นสู่ระดับซูเปอร์ด้วยฝีมือนักวิจัยไทย
เสื้อติดพัดลมคลายร้อน กรรมกรหน้าบานทำงานกลางแดด
'สบู่ดำ'พืชพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล
ฮอนด้าพัฒนาสกูตเตอร์ เติมเซลล์เชื้อเพลิงแทนน้ำมัน
เฟ้นหาสุดยอดนักกีฬาจากดีเอ็นเอ
พยาบาลบ้านหมี่คิดเทคนิคใหม่ ช่วยงานเทปัสสาวะเป็นเรื่องง่าย
ชม.คิดค้นเครื่องแกะเม็ดลำไยทุ่นแรงงานคน
องค์การเภสัชเปิดตัวครีมหน้าเด้งสูตรใหม่ หวังตีตลาดแบรนด์เนม ติดตลาดโลกเหมือน 'โสมเกาหลี'
แม่เหล็กพลาสติก ประยุกต์ช่วยงานแพทย์
เจลเคลือบผลไม้ไม่ให้เน่า ผลงานคิดค้นนักเรียนมัธยม
วิจัยเทคโนฯ ปรับปรุงพันธุ์ สร้างอ้อยเกรดเอ
บลูเบอร์รี่ลดอ้วนรักษาหัวใจ
สั่งทำโรดแมปพลังงานชีวภาพ เอกชนแนะบังคับใช้เอทานอล
เตือนผู้ไปถ่ายเอกซเรย์สแกนทั้งตัวอาบรังสี เท่ากับเหยื่อระเบิดปรมาณู
ถังเชื้อเพลิงหนังเหนียว ซ่อมตัวเองอัตโนมัติหลังถูกยิง
สหรัฐติดเซ็นเซอร์อินฟาเรดใบไม้ คำนวณปริมาณปุ๋ยลดสิ้นเปลืง
เฟ้นสายพันธุ์ฟ่างหวาน ผลิตเอทานอลแทนอ้อย
นักวิจัยย้ำ 'ฉี่'รักษาโรค ทาแก้สิว-สระแก้รังแค
เทคนิคใหม่ตรวจมะเร็งทรวงอก เช็คเลือดหาปริมาณเซลล์เนื้องอก
ศูนย์วิทย์ชีวภาพฯ มุ่ง'เฮล์ทไซม์' ลดวิจัยพืชจีเอ็ม
เภสัชวิจัยรับรอง 'น้ำมันมะพร้าว' ส่งผลดีต่อหัวใจ
แปรรูปเม็ดข้าวเป็นสารเคลือบผ้าบาติก
จีนพัฒนา'ซูเปอร์ข้าว'ผลผลิต2ตัน/ไร่
เชียร์ “ทีมหุ่นยนต์หอยหลอด 2004” สู้ สู้ คว้าแชมป์หุ่นยนต์นานาชาติ
วิจัยอวัยวะปลูกถ่ายจากหมูใช้กับคนก็ปลอดภัยพอ
มอนซานโต้สร้างถั่วไขมันต่ำ ดีต่อหัวใจ-ลดเส้นเลือดตีบ
คณะนักวิจัยเบลเยียมประกาศความสำเร็จการค้นพบยารักษาโรคซาร์ส
พัฒนาศักยภาพจัดการน้ำเสีย
ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ เพิ่มพลังงาน
หม้อประหยัดแก๊ส

ข่าวทั่วไป

2 หน่วยงานร่วมกันแก้ไขมลพิษหมอกควันจากการเผา
พระราชทานรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น
ไฟเขียวเอกชน16รายตั้งโรงงานเอทานอล
รางวัลแด่เจ้าหญิงนักต่อต้านยาเสพติด
ยกให้นิ้วหัวแม่เท้าอวัยวะสำคัญที่สุดหากขาดไป จะไม่อาจก้าวเดินได้
ค้างคาวสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือ "หนึ่งเดียว" ในโลกที่บินได้
สาเหตุโรคหัวใจเหมือนกันทั้งโลกทำนายให้รู้ตัวก่อนได้ล่วงหน้า
กินช็อกโกแลตบำรุงหลอดโลหิตกันเส้นเลือดแข็งต้นเหตุหัวใจวาย
ประชาชนแห่ซื้อครีมหน้าเด้งขมิ้น
พิษภัยในผลิตภัณฑ์ธัญพืชนำเข้า
พบหวัดนกติดแมวได้
สารเร่งเนื้อแดง มันมาอีกแล้ว
ผลดาวเทียมพบป่าไม้ไทย ถูกบุกรุก 3.8 ล้านไร่





ข่าวการศึกษา


นักเรียนไทยไปเรียนรู้ที่"อินเดีย"สู่อัจฉริยภาพซอฟต์แวร์โลก

จากการไปเยือนบริษัทอินโฟซิสของ นายกร ทัพพะรังสี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะนักศึกษาไทยในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ตามคำเชิญของ นายนารายัน เมอร์ธี ประธานบริษัทอินโฟซิส เมื่อเร็ว ๆ นี้ และนายนารายันได้เป็นผู้เสนอโครงการอบรมนักศึกษาไทย จำนวน 100 คน เข้ารับการฝึกอบรมด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับบริษัท "อินโฟซิส" (Infosys) ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่แห่งหนึ่งของอินเดียและของโลกที่เมืองบังกา ลอร์ ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 5 เดือนเต็มโดยไม่ต้องเสียค่าใช้ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผู้รับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาไทย บอกว่า ขณะนี้อินโฟซิสได้ส่งหลักสูตรในการฝึกอบรมมาให้ฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว โดยอยู่ระหว่างการปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับภาคการศึกษาและภาคธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทย ซึ่งกรรมการที่ร่วมกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกประกอบไปด้วยตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานการอุดมศึกษา กระทรวงไอซีที และภาคเอกชน (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





ม.6เตรียมสอบ NT ปีนี้ จัดทดลองสอบผ่านคอมพ์

นายเจริญ ภักดีวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2547 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแผนที่จะดำเนินการจัดประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (National Test หรือ NT) ประจำ ปีการศึกษา 2547 เหมือนกับปีที่ผ่านมา โดยกำหนดที่จะดำเนินการจัดสอบนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประมาณวันที่ 10-11 พ.ย. นี้ โดยทุกคนจะต้องสอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษาและความถนัดทางการเรียน ส่วนวิชาที่เลือกให้สอบตามแผนการเรียน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพ-ชีวภาพ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ สำหรับชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 6 จะทำการสอบประมาณกลางเดือนมกราคม 2548 โดยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะสอบ 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ ส่วนประถมศึกษาปีที่ 6 จะสอบ 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ขณะนี้สำนักทดสอบทางการศึกษา ได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะใช้สำหรับการสอบผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Computer-based Examination) สำหรับทุกวิชา และจะนำมาทดลองใช้ในบางเขตพื้นที่การศึกษาและบางโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายก่อน ซึ่งขณะนี้คณะทำงานของ สพฐ. กำลังประสานความร่วมมือกับเขตพื้นที่การศึกษาในการสำรวจความพร้อม ทั้งนี้โปรแกรมควบคุมและตัวข้อสอบจะบรรจุลงในเครื่องที่เป็นแม่ข่าย (Server) ขณะที่โปรแกรมการทำข้อสอบจะติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่นักเรียนจะเข้าไปนั่งสอบ. (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





ปูนซิเมนต์เฟ้นหา สุดยอดศิลปินรุ่นเยาว์

มูลนิธิซิเมนต์ไทย จึงร่วมกับสถาบันการศึกษา ชั้นนำของประเทศ จัดโครงการ Young Thai Artist Award 2004 หรือรางวัลศิลปะ เพื่อเยาวชนไทย เป็นเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้แสดงออกถึง พลังแห่งความสร้างสรรค์ ที่ลานเซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์ เมื่อเร็วๆนี้ มีเหล่าศิลปินรุ่นใหญ่ของเมืองไทย มารวมตัวกันอย่างคึกคักเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นท่านอังคาร กัลยาณพงศ์, ประเทือง เอมเจริญ, สังคม ทองมี, ดร.สุกรี เจริญสุข, ชัย ราชวัตร, วาณิช จรุงกิจอนันต์, นิวัติ กองเพียร และกวีซีไรท์ปีล่าสุด "เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์" แม้แต่ท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ก็ยังมีอารมณ์ ศิลปิน ให้เกียรติมาร่วมจุดประกายความคิด กระตุ้นศิลปินรุ่นเยาว์ให้กล้าเผยวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์ออกสู่สาธารณชน นอกจากนี้ เหล่าศิลปินรุ่นใหญ่ ยังได้ฝากทรรศนะเกี่ยวกับศิลปะให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้นำไปขบคิด ในฐานะเจ้าของโครงการ สุรนุช ธงศิลา กรรมการผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทย เปิดใจว่า ทางมูลนิธิฯได้มุ่งมั่นส่งเสริมกิจกรรม เพื่อเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนมาก ที่มีความสามารถทางศิลปะ แต่ยังขาดเวทีให้แสดงออกซึ่งพรสวรรค์ จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ในประเทศ ไทย เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ ได้แสดงออกถึงศักยภาพอันโดดเด่น ในงานศิลปะหลากหลายสาขา ตั้งแต่ จิตรกรรม, ประติมากรรม, วรรณกรรม, ดุริยกวี, ภาพยนตร์ และภาพถ่าย ขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นสังคมให้เกิดความชื่นชม และซาบซึ้งในคุณค่าของงานศิลปะมากขึ้น...ใครสนใจส่งผลงานเข้าประกวด สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2586-5506 หรือ www.siamcementfoundation.org และ www.siamcement.com (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





รร.เคร่งวินัยบั่นความคิดเด็กเก่ง ข่มพัฒนาการเรียนรู้-จิตใจรุนแรง

ผลการวิจัยของ น.ส.วัลยา ภูมิภักดีพรรณ ผู้วิจัยในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เรื่อง “ปฏิบัติการความรุนแรงต่อตัวตนของนักเรียน” พบว่า กฎเกณฑ์หลักปฏิบัติและระเบียบวินัยที่ปรากฏอยู่ในโรงเรียน โดยผ่านการจัดการจากผู้มีอำนาจอย่างผู้บริหาร ครูอาจารย์นั้น ส่งผลให้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่กระทำความรุนแรง ที่ถือว่าปฏิบัติการได้อย่างแยบยลและได้รับการต่อต้านน้อยที่สุด ซึ่งการการกระทำในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่กระทำความรุนแรงต่อเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำความรุนแรงกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน ผ่านทางอำนาจเป็นเครื่องมือในการใช้ควบคุมนักเรียน ซึ่งทำให้เกิดการสยบยอมอย่างราบคาบ มั่นคงและถาวร ความรุนแรงในรูปแบบใหม่นี้ ถือเป็นการใช้ความรู้สร้างขึ้นมา เพื่อจุดประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ การใช้ความรุนแรงในลักษณะที่แยบยลเพื่อใช้มาควบคุมนักเรียนนั้น คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่ได้มองว่าเป็นการใช้ความรุนแรง เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความรุนแรงบนร่างกาย แต่จะมุ่งควบคุมไปที่จิตสำนึก โดยอาศัยกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยที่ปรากฏในสังคมโรงเรียนทั่วไป ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ของเด็กไทย “โรงเรียนมีผลต่อการสร้างความรุนแรงในตัวเด็ก อาทิ ลักษณะนิสัยของการกดขี่ ที่ต้องการควบคุมกำหนดให้เด็กกระทำบางสิ่งบางอย่างด้วยการข่มขู่ หรือการให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไม่เต็มใจด้วยการบังคับบนร่างกายของเด็กนักเรียน หรือทำให้ได้อายให้รู้สึกไร้คุณค่า รู้สึกผิดเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปสู่การควบคุมทางสังคม รับใช้ต่ออำนาจหรือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมเพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ทางสังคม จนเข้าไปแทรกแซง กดทับความเป็นตัวตนที่หลากหลายของนักเรียนการวัดศักยภาพของผู้เรียนจึงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ผู้เรียนสามารถบรรลุตามเป้าประสงค์ของโรงเรียน หรือเป็นที่ต้องการของสังคมหรือไม่ ถ้าหากมีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการ และความฝันต่อการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง ก็จะถูกโรงเรียน หรือสังคมกำหนดคุณค่าออกมาเป็นเพียงแค่มมนุษย์ชั้นสองและถูกผลักออกไปอยู่ชายขอบของสังคม ซึ่งกระบวนการอบรมกล่อมเกลาที่ดำรงอยู่ในสังคมขณะนี้ สร้างความกดดัน และทำให้เด็กที่มีการเรียนรู้ และทักษะที่ต่างจากเด็กทั่วไป เกิดความรู้สึกดูถูกตัวเองศักยภาพในตัวตนไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นในสถาบันโรงเรียนขณะนี้ ถือเป็นวังวนแห่งความชั่วร้ายตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย บทบาทของโรงเรียน ควรจะเป็นพื้นที่ ที่เด็กจะได้สร้างสรรค์ตัวตน และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับประวัติศาสตร์ของตนเองได้ การศึกษาจึงมิใช่การสร้างลู่ทางเพื่อให้เกิดผลอย่างเช่นในระบบอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่การศึกษาเป็นแนวทางและผลที่เกิดขึ้นภายในตัวของมันเอง การจัดการศึกษาจึงต้องควบคู่ไปกับชีวิตในด้านอื่นของมนุษย์ พัฒนาศักยภาพแห่งตนของมนุษย์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์ของตนเองและสังคม (สยามรัฐ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.siamrath.co.th)





ทปอ.นัดถกมาตรการ 3 ย้ำวางมาตรฐานประเมิน

ศ.น.พ.อดุลย์ วิริยะเวชกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ทำหนังสือถึงประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้ระงับการใช้มาตรการ พัฒนาและบริหารกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ หรือมาตรการที่ 3 กับอาจารย์ มหาวิทยาลัยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ตนจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ทปอ.ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยส่วนตัวตนเห็นว่ามาตรการที่ 3 เป็นความหวังดีของรัฐที่ต้องการจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ แต่การประเมินอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากข้าราชการอื่น เพราะเป็นกลุ่มที่ทำงานเชิงความรู้ ไม่สามารถเห็นผลได้ทันตา ต้องใช้เวลา และการประเมินอาจารย์ก็ต้องหาเกณฑ์ที่ยุติธรรม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ตั้งตนเป็นประธานคณะทำงานหาตัวบ่งชี้ที่จะมาประเมินอาจารย์ โดยจะทำเป็นเกณฑ์กลาง เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการประเมินในปีต่อไป ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าหากมีการใช้มาตรการที่ 3 จะถูกกลั่นแกล้ง เล่นพรรคเล่นพวกกันนั้น ประธาน ทปอ.กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะการประเมินนั้นต้องใช้คณะบุคคล หากใครคิดว่าถูกกลั่นแกล้งก็สามารถที่จะอุทธรณ์ต่อมหาวิทยาลัยหรือศาลปกครองก็ได้ ด้าน รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) กล่าวว่า ในแต่ละปีมหาวิทยาลัยจะต้องมีการประเมินตนเองอยู่แล้ว ซึ่งจะไม่เน้นว่าจะต้องเอาคนออกให้ได้ 5% ตามมาตรการที่ 3 กำหนดไว้ เพราะขณะนี้เราขาดแคลนอาจารย์จำนวนมาก (ไทยรัฐ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





เน้น 3 มาตรฐาน วางกฎคุมเข้ม เข้าสู่วิชาชีพครู

นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษการประชุมวิชาชีพควบคุมทางการศึกษา ว่า ในการกำหนดขอบเขตของคำว่าครู วิชาชีพครูต่างจากวิชาชีพอื่น ครูจะแปลความหมายได้มาก จริงๆ แล้วกระทรวงเกิดมานานกว่า 100 ปี แต่ยังไม่ได้เน้นให้ครูเป็นอาชีพควบคุม ดังนั้นจึงมีการปรับให้ครูเป็นวิชาชีพควบคุม ผู้ที่จะเข้าสู่การเป็นครู ควรจะมีพื้นฐาน 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถในวิชาชีพที่จะสอน มาตรฐานการปฏิบัติงาน วิธีการทำงาน ต้องสามารถถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนเข้าใจ ครูต้องมีจิตวิทยา แนวความคิดต่างๆ และมาตรฐานการปฏิบัติตน ทั้งนี้สาระของการจัดระบบมาตรฐานวิชาชีพครู ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นดาบสองคม หากกำหนดวิธีการจนไม่ให้ใครเข้าสู่ในองค์กรเราได้ ก็จะกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ขอแนะนำว่าการสร้างมาตรฐานต่างๆ อย่าให้ตายตัวหรือมีระเบียบมาก สามารถตีความและปรับโครงสร้างได้ตลอดเวลา และต้องคิดว่าวิธีการให้คนเก่งเข้ามาเป็นครู รวมทั้งหลักสูตรการผลิตครูที่กำหนดไว้ 5 ปี เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว ต้องมาพิจารณาดูว่าจะปรับปรุงในส่วนใดบ้าง (คมชึดลึก 2 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





32 ปี สสวท. ฟันเฟืองแห่งการพัฒนาการศึกษาไทย ปูมาตรฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ “สสวท.” ก่อเกิดขึ้นเพื่อการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีไทย จวบจนวันนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 32 แล้ว ปัจจุบัน สสวท. เป็นองค์การมหาชน โดยมี ศ.ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ เป็นประธานกรรมการ และ ดร.พิศาล สร้อยธุหร่ำ เป็นผู้อำนวยการสถาบัน ภายใต้พันธกิจสำคัญคือ การริเริ่ม ดำเนินการ และส่งเสริมการค้นคว้าและวิจัย หลักสูตร วิธีสอนและการประเมินผลการเรียนการสอน ฝึกอบรมครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ค้นคว้าปรับปรุงและจัดทำแบบเรียน แบบฝึกหัด เอกสารทางวิชาการ สื่อการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการประเมินมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดทั้งการส่งเสริมการผลิตครู ที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหลังจากการประกาศใช้ “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” สสวท.ต้องรับบทบาทเพิ่มเติมคือ การจัดทำ “มาตรฐานและสาระหลักสูตรแกนกลางในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี” ให้สถานศึกษา “สิ่งสำคัญของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่ปรับปรุงใหม่ คือการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ ให้นักเรียนได้คิด ฝึกปฏิบัติ ทดลอง ค้นคว้าหาคำตอบด้วยตัวเอง จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ควบคู่ไปกับความจำ และเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวที่มีอยู่ในท้องถิ่น” สสวท. ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการศึกษาไทย นั่นคือการสร้าง “มาตรฐานการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์” เกิดเป็นต้นแบบมาตรฐานวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อให้ครูผู้สอนมีแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ในด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ริเริ่มนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาใช้ในการเรียนการสอน โดยการพัฒนาศักยภาพโรงเรียนผู้นำ ICT พัฒนาสารานุกรมออนไลน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์สู่สถานศึกษา มีการจัดทำบทเรียนออนไลน์ บริการ สารสนเทศด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยความร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ 24 แห่งและมหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎ 41 แห่ง สร้างโรงเรียนแกนนำวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (สยามรัฐ 2 ก.ย. 47 http://www.siamrath.co.th)





เผยยอดสมัครวัดความรู้-ชี้รับตรงส่งผลเด็กวิ่งรอก

รศ.ดร.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กำหนดขายใบสมัครและรับสมัครการสอบวัดความรู้ เดือน ต.ค. 2547 ศูนย์สอบแต่ละแห่งมีผู้สนใจมาสมัครสอบ ดังนี้ ศูนย์สอบ กทม. ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ 18,779 คน จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย 19,687 คน ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 8,009 คน รวมผู้สมัครในศูนย์สอบ กทม. 53,470 คน ส่วนศูนย์สอบต่างจังหวัด มีผู้สมัคร 185,365 คน แบ่งได้ดังนี้ ศูนย์สอบ ม.ขอนแก่น 21,720 คน ม.เชียงใหม่ 23,458 คน ม.เทคโนโลยีสุรนารี 17,523 คน ม.ธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) 14,797 คน ม.นเรศวร 17,455 คน ม.บูรพา 13,942 คน ม.มหาสารคาม 13,469 คน ม.วลัยลักษณ์ 11,296 คน ม.ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ 14,579 คน ม.สงขลานครินทร์ 25,171 คน ม.อุบลราชธานี 11,955 คน รวมผู้สมัครทั้งประเทศ 238,835 คน สำหรับปฏิทินการสอบวัดความรู้ มีดังนี้ ผู้สมัครสามารถยื่นคำร้องแก้ไขข้อมูลได้ภายในวันที่ 6 ก.ย. ประกาศแผนผังที่นั่งสอบ วันที่ 1 ต.ค. กำหนดการสอบ วิชาหลักและวิชาเฉพาะ วันที่ 9-24 ต.ค. แจ้งผลสอบวันที่ 29 พ.ย.2547 ศ.ดร.กาญจนา ปราบพาล ประธานศูนย์รับสมัครจุฬาฯ กล่าวว่า ยอดรับสมัครที่ ศูนย์จุฬาฯ ปีนี้เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. พบว่ายอดลดลงประมาณ 2,000 คน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมหาวิทยาลัยต่างๆ รับตรงมากขึ้น ทำให้นักเรียนวิ่งรอกสอบกันวุ่นวาย และคาดว่าในปี 2549 ซึ่งจะเป็นปีที่ใช้แอดมิชชั่น อาจจะวุ่นกว่าปีนี้ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะต่างคนต่างรับ และเกณฑ์ก็ต่างกัน (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





ชวนเที่ยวสวนวิทยาศาสตร์

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเปิด “สวนวิทยาศาสตร์” ตั้งอยู่บริเวณพิพิธภัณฑ์วิทยา ศาสตร์ (อาคารลูกเต๋า) เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อส่งเสริมความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนและเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจศึกษาเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ โดย “สวนวิทยาศาสตร์” จะเปิดให้บริการฟรี ทุกวันอังคาร- วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. ผู้สนใจเข้าใช้บริการติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โทร. 0-2577-9999 ต่อ 1829,1830 (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





อดิศัย" สั่ง สกศ. ปั้นครูต้นแบบ อัดฉีดตำแหน่ง

นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ตนต้องการให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขยายโครงการครูต้นแบบ เพื่อเพิ่มจำนวนครูต้นแบบในแต่ละปี เพราะที่ผ่านมามีครูต้นแบบแค่ปีละ 10 กว่าคน ถือว่าน้อยเกินไป และต้องมีการผ่อนเกณฑ์การคัดเลือกครูต้นแบบ เพื่อให้ครูมีโอกาสผ่านการคัดเลือกเป็นครูต้นแบบมากขึ้น จะได้นำผลงานการสอนมาเผยแพร่ แต่ที่ผ่านมาต้องเป็นครูที่เก่งจริงๆ ถึงจะผ่านการคัดเลือกเป็นครูต้นแบบได้ แต่ละปีจึงมีครูต้นแบบน้อย ต้องมีการจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ครูตื่นตัว เกิดการพัฒนาตัวเองและเข้าร่วมโครงการได้ เพราะที่ผ่านมา สกศ.ให้เฉพาะเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าทำวิจัย แต่ต่อไปต้องมีผลในการปรับตำแหน่งด้วย ที่ผ่านมา ครูต้นแบบหลายคนกลับทำผลงานไม่ผ่าน ทั้งนี้เพราะเกณฑ์ในการพิจารณาประเมินผลงานต่างจากเกณฑ์ประเมินครูต้นแบบ แต่จริงๆ แล้ว เราต้องการครูที่สอนเป็นมากกว่า" นายอดิศัย กล่าว (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 2 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





กมธ.วุฒิสภาชี้อุดมศึกษาไทยสมองพิการ แข่งกันหาเงินนศ.ขาดคุณภาพ

คณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้ประชุมหารือร่วมกับนายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เกี่ยวกับงานด้านการศึกษา โดยนายผ่อง เล่งอี้ ประธานกรรมาธิการฯ เปิดเผยภายว่า กรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษาฯ ได้แสดงความห่วงงานด้านการศึกษามาก ซึ่งอยากให้ศธ.เน้นเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงว่าการศึกษาจะเป็นการค้าจนเกินไป นายพิบูลย์ แช่มชื่น รองประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า วันนี้ กมธ.ฯ ทุกคณะไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมการอุดมศึกษา พื้นฐาน วัฒนธรรม ได้ร่วมหารือกัน ซึ่งตนได้เสนอในส่วนของอุดมศึกษา หลายประเด็นเช่น สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีกว่า 1,002 แห่ง ต่างแข่งขันกันผลิตนักศึกษาอย่างไร้เป้าหมาย และทิศทางเชิงนโยบายที่เป็นเอกภาพ มีลักษณะการจัดการศึกษาเชิงพาณิชย์ ไม่ค่อยเน้นคุณภาพแข่งกันหาเงิน และเปิดสาขาซับซ้อนกันโดยไม่มีการวางแผน จึงอยากเสนอให้รัฐบาล จัดทำแผนแม่บทเรื่องอุดมศึกษา ใหม่ว่าใครควรจะเปิดสาขาใด และมีขอบเขตอย่างไร ประเด็นต่อมา คือถ้ามองอุดมศึกษาของไทย คือสมองของชาติ ก็ถือว่าสมองพิการ เพราะขาดศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการจึงเสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์วิชาการของภูมิภาค และต้องพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ทั้งระดับปริญญาตรี โท เอก ไม่ต่ำกว่า 30 สาขาวิชา ในส่วนของตำแหน่งศาสตราจารย์ ทั้งในและต่างประเทศ ควรจัดทำหลักเกณฑ์และการได้ของตำแหน่งศาสตราจารย์ เสียใหม่ และอยากให้มีชมรมวิชาการ เพื่อให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสามารถทำผลงานวิจัยไปเสนอได้ไม่ใช่ลอกกันอย่างทุกวันนี้ สำหรับการสอบคัดเลือกนักศึกษานั้น คณะกมธ.ฯ เห็นว่าที่ผ่านมาการสอบเอนทรานซ์ขาดความยุติธรรม เป็นประโยชน์ของเด็กบางกลุ่ม จึงเห็นว่าควรที่จะยกเลิกการสอบเอนทรานซ์รวม โดยให้มหาวิทยาลัย กำหนดสาขาที่จะเปิดรับและจำนวนที่รับเอง “กรรมาธิการฯ ยังห่วงเรื่องนโยบายลดอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐ และไม่ให้มีการเพิ่มอัตรากำลังคนในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ อาจส่งผลในการบริหารงานบุคลากรด้านวิชาการระดับอุดมศึกษาได้ เพราะอาจมีอาจารย์บางสาขาขาด บางสาขาเกิน จึงเห็นว่านโยบายการประเมินบุคคล เพื่อให้ออกจากราชการร้อยละ 5 ของรัฐบาลในขณะนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ในสถาบันอุดมศึกษาได้ จึงขอให้พิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาภูมิปัญญาของชาติ (สยามรัฐ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.siamrath.co.th)





แนะเปิดค่ายภาษาเยอรมัน เตรียมเด็กทุนหวยไปนอก

ดร.อำภา โอตระกูล อาจารย์ประจำสาขาภาษาเยอรมัน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนายกสมาคมครูสอนภาษาเยอรมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การคัดเลือกเด็กเข้าร่วมโครงการ จะเป็นเด็ก ม.6 กลุ่มที่เคยเรียนและไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันก็ได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ควรคัดเฉพาะเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้น ควรมองไปถึงวุฒิภาวะและความเป็นผู้ใหญ่ของเด็กด้วย ส่วนการเตรียมความพร้อมของเด็ก กระทรวงควรร่วมกับสถาบันสอนภาษาเยอรมัน เช่น สถาบันเกอเธ่ จัดค่ายภาษาเยอรมัน โดยนำเด็กที่จะเดินทางไปเรียนต่อเยอรมนีทั้งหมดมาเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเยอรมัน ทั้งเรื่องการกิน การอยู่ เป็นเวลา 3 เดือน โดยห้ามเด็กกลับบ้าน และไม่ให้พ่อแม่มาเยี่ยม แต่ให้โทรศัพท์กลับบ้านได้ ดร.อำภา กล่าวอีกว่า วิธีการข้างต้นนอกจากนำมาใช้กับเด็กที่จะไปเรียนต่อเยอรมนีแล้ว กระทรวงศึกษาธิการสามารถนำไปใช้กับเด็กที่จะไปเรียนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เด็กต้องไปเรียนภาษาต่างประเทศเป็นเวลา 5-6 เดือนแล้ว ที่สำคัญยังช่วยให้เด็กรู้ตัวว่า เมื่อจะไปเรียนในประเทศนั้นๆ แล้ว จะต้องเจอกับอะไรบ้าง และปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหน หากไม่ไหวจะได้เปลี่ยนมาเรียนต่อในไทยแทนที่จะไปเรียนต่างประเทศแล้วต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยลำพัง ดร.เจิร์ก เลอฌมันน์ ผอ.ด้านหลักสูตรภาษาเยอรมัน สถาบันสอนภาษาเยอรมันเกอเธ่ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนไปเรียนที่สถาบันเกอเธ่เฉลี่ยปีละ 7,000 คน และมีผู้ที่ไม่จบปริญญาตรีและจบปริญญาตรี เดินทางไปเรียนต่อที่เยอรมนีเฉลี่ยปีละ 950 คน โดยส่วนใหญ่ไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ ก่อสร้างและสิ่งแวดล้อม (คมชัดลึก เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





ศธ.ออกกฎเหล็กอาชีวะ แต่งเครื่องแบบเดียวกัน

นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์ เมื่อเร็วๆ นี้ หลังเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนมีนบุรีโปลีเทคนิคว่า มีแนวคิดที่จะให้นักเรียนอาชีวะทั้งของรัฐและเอกชนแต่งเครื่องแบบเหมือนกันทุกแห่ง เพื่อลดความรู้สึกเป็นเลือดต่างสีของนักเรียนแต่ละสถาบัน จนเกิดเหตุทะเลาะวิวาท โดยมอบให้นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุรเทพ ตั๊นประเสริฐ ผอ.สช. ไปหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหาแนวทางปฏิบัติตามนโยบายนี้ นอกจากนั้นอยากให้โรงเรียนอาชีวศึกษาทุกแห่งสร้างล็อกเกอร์ประจำตัวให้กับนักเรียน เพื่อใช้เก็บเครื่องแบบอย่างเสื้อช็อป และชุดกีฬา รวมทั้งสร้างห้องน้ำไว้ให้เด็กอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเดินทางกลับบ้าน จะได้ไม่ต้องใส่เสื้อช็อประหว่างที่อยู่นอกโรงเรียน นายสุรเทพ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเครื่องแบบเป็นจุดขายของโรงเรียนเอกชนที่ใช้ดึงดูดนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนหญิงให้เข้ามาเรียน เพราะฉะนั้นตนจะพยายามโน้มน้าวให้โรงเรียนเอกชนเลิกค่านิยมนี้ แล้วยอมรับนโยบายที่ใส่เครื่องแบบเหมือนกัน (คมชัดลึก เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





เตรียมส่งนักเรียนไทย แข่งคอมพิวเตอร์ที่เอเธนส์

ผศ.ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า ผู้ควบคุมทีมนักเรียนไทยในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก โดยสถานบันส่งเสริมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ คณะนักเรียนไทย 4 คน ประกอบด้วย นายชาณิน เลาหพันธุ์ และนายอนรรฆ ยอดภิญญาณี รร.เตรียมอุดมศึกษา, นายปรัชญา ไพศาลวิภัชพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาสตร์, นายวสันต์ เจียรมณีทวีสิน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่11-18 ก.ย.2547 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งมีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันร่วม 81 ประเทศ สำหรับการเตรียมตัวของคณะตัวแทนนักเรียนไทย ได้มีการเก็บตัวเพื่อฝึกฝนทำโจทย์แก้ปัญหา ที่ค่ายในม.เกษตรศาสตร์ เป็นเวลา 25 วัน และมีการฝึกจิตใจเพื่อให้สามารถปรับตัวได้ภายใต้สภาวะกดดัน เพราะนักเรียนไทยบางคนจะมีความกดดันในการแข่งขันหลัง จากได้รู้คะแนนสอบรอบแรก เนื่องจากกังวลว่าจะทำคะแนนได้ไม่ดี สำหรับความพร้อมในปีนี้เด็กไทยมีศักยภาพที่จะสามารถคว้าเหรียญได้ทุกคนแต่อาจจะมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ในระหว่างการแข่งขัน (สยามรัฐ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.siamrath.co.th)





“อดิศัย” เชื่อมือสสวท.ปั้นนักวิทย์

รร.อิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค : นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในงานครบรอบ 32 ปี การสถาปนาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สสวท. ได้ผลิตนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก มีการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ และมีการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ ซึ่งประสบความสำเร็จและขอฝากให้ สสวท. ดำเนินการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทย ให้เยาวชนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น และเพิ่มค่าเฉลี่ยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ฯ ของเด็กไทยให้สูงขึ้น ศ.ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ ประธานกรรมการ สสวท. กล่าวว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา สสวท.ได้พัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงปฏิรูปการศึกษา ได้ผลิตหลักสูตร ตำราและสื่อใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน และคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวและน่ากลัวอีกต่อไป รวมถึงการพัฒนาครูผู้สอน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 61 แห่งเป็นเครือข่ายขยายผล ทั้งนี้ สสวท.ได้วางเป้าหมายที่จะระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ฯ ไว้ 3 ระดับ ได้แก่ 1.มุ่งให้นักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าใจแนวคิดของวิทยาศาสตร์ รู้จักแสวงหาสัจธรรมของธรรมชาติ รู้จักสังเกตและประเมินสิ่งที่พบเห็นได้ ถ้าประสบความสำเร็จในส่วนนี้ เด็กไทยจะมีเหตุผล เข้าใจความเป็นมาของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถใช้เหตุผลหักล้างได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยเหตุด้วยผล 2.มุ่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย วิศวกรแพทย์ บุคลากรทางสาธารณสุข หรือทุกสายงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ประเทศไทยขาดแคลนอยู่มาก และ 3 การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของประเทศ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก (สยามรัฐ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.siamrath.co.th





เสนอ รมว.ศธ.ตั้งวิทยาลัยชุมชนเพิ่มอีก 5 แห่ง

รศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ กกอ. เห็นชอบให้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตั้งวิทยาลัยชุมชนเพิ่ม 5 แห่ง ใน จ.สตูล สมุทรสาคร ยโสธร พังงา และตราด ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศจะตั้งให้ครบทั้ง 76 จังหวัด โดย กกอ.จะเน้นจังหวัดที่ยังไม่มีสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ กกอ.ยังมีมติตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการเตรียมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยนครพนม แห่งละ 3 ชุด คือ คณะอนุกรรมการอำนวยการ คณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างทางภายภาพและบริหาร และคณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างทางวิชาการ เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนครพนม ที่คาดว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเร็ว ๆ นี้ และที่ประชุม กกอ. ยังเห็นชอบการแบ่งส่วนราชการของมหาวิทยาลัยทั้ง 41 แห่ง และให้ตั้งสถาบันวิจัย และพัฒนาท้องถิ่น และสถาบันด้านศิลปวัฒนธรรม (ผู้จัดการออนไลน์ 4 ก.ย. 47 http://www.manager.co.th)





ม.มหิดลจัดค่ายคุณหมอ แนะเรียนต่อคณะแพทย์

นายเชาวนันท์ พรวรากรณ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล เปิดเผยว่า กลุ่มนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดค่ายแนะแนวเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ให้แก่น้องๆ ม.ปลาย โดยใช้ชื่อ "ค่ายรามาปณิธาน" ขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 10 โดยจะเปิดรับสมัครผ่านฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนและสถาบันกวดวิชาทั่วไป ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ และรับสมัครที่บริเวณใต้หอพักแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี วันที่ 16-17 ต.ค. เวลา 09.00-18.00 น. หลังจากนั้นจะคัดเลือกน้องๆที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม โดยประกาศผลวันที่ 25 ต.ค. ผ่านป้ายประกาศใต้หอพักแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี จากนั้นจะนัดหมายผู้ได้รับคัดเลือกมาลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 13 พ.ย. เวลา 07.00-08.00 น. ที่ใต้หอพักแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เสียค่าลงทะเบียนคนละ 350 คน จากนั้นจะพาน้องๆ เข้าค่ายพักแรมจนถึงวันที่ 15 พ.ย.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา สนใจติดต่อโทร.0-9721-4824, 0-6709-0584 และ 0-9814-1719 (คมชัดลึก อาทิพย์ที่ 5 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี


ตำรวจไฮเทคตรวจผิวหนังหาสารเสพติด สะดวก รู้ผลเร็ว ต้นทุนต่ำกว่าตรวจปัสสาวะ

พล.ต.ต.วุฒิ วิฑิตานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ทดลองใช้เครื่องตรวจยาเสพติดรุ่น DS-1000N แบบเคลื่อนย้ายได้ โดยสามารถตรวจหายาเสพติดที่ซุกซ่อนในกระเป๋า วัสดุอุปกรณ์ทุกชนิด รวมทั้งสามารถตรวจสารเสพติดได้จากร่างกายของผู้เสพ ด้วยการใช้กระดาษเช็ดจากร่างกายแล้วนำไปตรวจสอบในเครื่อง จากนั้นประมาณ 10 วินาทีจะทราบว่า ในร่างกายของผู้ที่ถูกตรวจมีสารเสพติดชนิดใด สำหรับเครื่องดังกล่าว เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจหายาเสพติดได้ไม่น้อยกว่า 12 ชนิด อาทิ ยาอี กัญชา โคเคน แอล เอส ดี และวัตถุระเบิดได้อีก 9 ชนิด อัตราเฉลี่ยความเร็วในการตรวจวัดได้ 180 ตัวอย่างต่อชั่วโมง และความแม่นยำสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ตรวจหาสารระเบิดได้ทุกชนิด เฉพาะอย่างยิ่งสารซีโฟร์ โดยเครื่องตรวจสารเสพติด DS-1000N มีราคา 10 ล้านบาทและมีเพียง 5 เครื่องในโลก นางวรลักษณ์ ไชยพงค์ เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลเครื่อง กล่าวว่า การตรวจจะใช้กระดาษสังเคราะห์พิเศษทนความร้อนสูง ใช้เช็ดหรือดูดซับเหงื่อตามร่างกาย จากนั้นนำมาระเหยสารที่ดูดซับและตรวจหาน้ำหนักของโมเลกุล โดยใช้แมสสเปกโตรมิเตอร์ ซึ่งมีความไวในการตรวจวิเคราะห์สูง และมีความสามารถแยกแยะชนิดได้ดี ทำให้มีความผิดพลาดต่ำ ซึ่งเมื่อเทียบกับข้อมูลที่เก็บไว้จะสามารถวิเคราะห์หาชนิดและระดับปริมาณได้ โดยการใช้งานเครื่องดังกล่าวมีความสะดวกรวดเร็ว ต้นทุนต่ำกว่าการตรวจปัสสาวะ (กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





เนคเทคติวแกนนำคุมกฎหมายไอซีที

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค เปิดเผยว่า เนคเทค กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสภาทนายความ ได้ร่วมลงนามบันทึกความตกลงระหว่างหน่วยงาน ในโครงการ เทรน เดอะ เทรนเนอร์ ด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อสร้างเครือข่ายคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมายไอซีที ซึ่งขณะนี้มีบางฉบับประกาศใช้ไปแล้ว ทั้งนี้จะมีการอบรมแกนนำจำนวน 80 คน ซึ่งเป็นทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการ และให้คนกลุ่มนี้กลับไปอบรมบุคลากรในหน่วยงานให้มีความรู้ด้านกฎหมายไอซีทีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้กฎหมายไอซีทีอย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีการพัฒนาบุคลากรรองรับ การใช้กฎหมายไอซีทีในประเทศไทยอาจเกิดการสะดุดได้ เนื่องจากกฎหมายนี้เป็นเรื่องใหม่ และปัจจุบันไอทีได้แทรกซึมอยู่ในทุกวงการ บุคลากรที่รักษากฎหมายต้องรู้ด้านเทคโนโลยีด้วย ( เดลินิวส์ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





โชว์บ้านยุคพลังงานแพง ออกแบบพิเศษเร่งคลายอากาศร้อน

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ เปิดตัวต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน เน้นออกแบบให้สามารถระบายความร้อนเร็ว พร้อมทั้งป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ เผยต้นทุนค่าก่อสร้างเพียง 4 แสนบาท ผศ.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ รองคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ออกแบบบ้านยุคประหยัด กล่าวว่า บ้านดังกล่าวมุ่งสนองนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐ เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการบ้านประหยัดพลังงานของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จัดตั้งอยู่ ณ สวนสาธิตการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน จ.ราชบุรี โดยเน้นหลักการออกแบบโครงสร้างตัวเรือนให้เหมาะสมกับประเทศเมืองร้อน พร้อมทั้งเสริมด้วยฉนวนกันร้อน ต้นแบบบ้านประหยัดพลังงานสามารถลดการใช้พลังงานถึงร้อยละ 30 โดยใช้หลักการระบายความร้อนอย่างรวดเร็วและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารเริ่มจากหลังคาบ้านจะต้องให้ความร้อนจากหลังคาที่รับแดดนั้นระบายออกให้เร็วที่สุด จึงใช้วิธีเจาะช่องระบายความร้อนออกทั้ง 4 ด้าน เมื่ออากาศร้อนลอยออกไป อากาศเย็นจะลอยเข้ามาแทนที่ ทำให้บ้านมีความเย็นโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศในส่วนที่สองคือ ป้องกันความร้อนเข้ามาในบ้าน โดยใช้ฉนวนกันความร้อน โดยผนังบ้านมีส่วนประกอบของใยซิลิก้าที่มีคุณสมบัติในการกันความร้อนได้ถึง 800 องศาเซลเซียส ถึงแม้ผนังด้านหนึ่งจะถูกความร้อนสูง แต่ในอีกด้านของผนังจะไม่มีความร้อนผ่านเข้าไปเลย ทั้งยังป้องกันไฟไหม้ลุกลามได้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยในกรณีเกิดอัคคีภัย สำหรับผู้ที่มีบ้านหรืออาคารอยู่แล้ว ผศ.ภัทรพล แนะนำให้ติดตั้งฉนวนที่หลังคาและผนัง เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร เช่น อาคารที่เป็นแบบตึกแถวอาจจะปูกระเบื้องที่เป็นแบบฉนวนบนชั้นดาดฟ้าและในทิศตะวันตก จะช่วยแก้ไขปัญหาอากาศร้อนอบอ้าวในอาคารชั้นบนสุดที่มักจะพบอยู่เสมอๆ ได้ (คมชัดลึก อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.komchadluek.net)





ศึกษาพบจะเกิดแผ่นดินไหวถล่มทำลายล้างกรุงโตเกียวพินาศลง

รัฐบาลญี่ปุ่นศึกษาพบว่า นครหลวงโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่น มีหวังจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทำลายล้างพินาศลง ในอีก 50 ปีข้างหน้านี้ มากถึง 90% รายงานผลการศึกษาโดย คณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวของรัฐบาล นับเป็นคำเตือนครั้งใหม่สุดของนักวิทยาศาสตร์ ให้ระวังมหาภัยที่จะเกิดขึ้นกับนครหลวงใหญ่ที่สุด ที่มีพลเมืองหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คณะกรรมการได้พบในการศึกษาว่า ยิ่งเวลาล่วงไป โอกาสของการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7 ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งเพิ่มสูงเป็น 30% ในทศวรรษหน้า หากเลย 30 ปีขึ้นไป จะยิ่งสูงขึ้นเป็น 70% และมีความเป็นไปได้ว่า เมื่อเกิน 50 ปีขึ้นไป จะยิ่งสูงเป็น 90% กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ได้เริ่มทดลองระบบเตือนภัย เพื่อให้รู้ตัวก่อนเมื่อเกิดคลื่นกระแทกขนาดอ่อน ก่อนหน้าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้น เมื่อตอนต้นปีนี้. (ไทยรัฐ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





กำจัดอีเมลขยะด้วยเทคนิควิเคราะห์ดีเอ็นเอ...

อีเมลขยะ หรือ Spam e-mail ที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้งานและ สร้างปัญหาให้กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันนี้มีหลายบริษัทได้ออกผลิต ภัณฑ์ซึ่งเป็นโปรแกรมเอาไว้ตรวจสอบหรือคัดกรองอีเมลเหล่านี้ รวมถึงเทคนิคใหม่ล่าสุดที่นักวิจัยจาก IBM ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมา เทคนิคใหม่ล่าสุดนี้มีพื้นฐานมาจากเทคนิคที่นักชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) ใช้ในการค้นหาความแตกต่างของลำดับการเรียงตัวของกรดอะมิโนในดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งใช้อัลกอริทึม (ขั้นตอนหรือสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่ใช้ในการแก้ปัญหา) ที่มีชื่อว่า Teiresias "Chung-Kwei" คือชื่อเรียกของอัลกอริทึมที่พัฒนามาจากอัลกอริทึม Teiresias ที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์อีเมลขยะเพื่อที่จะได้กำจัดออกไปจากระบบ ซึ่งจากสถิติที่มีการทดลองนั้นเทคนิคนี้สามารถวิเคราะห์อีเมลขยะได้ถูกต้องถึงประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวหรือถ้าจะมองภาพให้ง่ายขึ้นก็คือโอกาสที่เทคนิคนี้จะวิเคราะห์ผิดพลาดนั้นมีอยู่แต่เพียง 1 ฉบับต่ออีเมล 6,000 ฉบับเท่านั้นเอง คาดว่าเทคนิคดังกล่าวจะถูกเพิ่มเข้าไปในผลิตภัณฑ์ anti-spam ของบริษัท IBM ที่จะออกสู่ตลาดในอนาคต แต่จะเป็นตัวใดนั้นคงต้องไปสืบกันเอาเอง (เดลินิวส์ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





ผู้ว่าอาร์โนลด์ ดันบ้านล้านหลัง ติดโซลาร์เซลล์

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมออกกฎหมายและวางมาตรการจูงใจบ้านสร้างใหม่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ประกาศภายในปี 2560 ต้องครบ 1 ล้านหลัง ระบุใช้งบลงทุน 8,000 ล้านบาท สามารถลดปริมาณการใช้ไฟได้ถึง 2,700 เมกะวัตต์ นายอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย และอดีตดาราฮอลลีวู้ด กำลังพยายามผลักดันให้นำระบบพลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1 ล้านหลังภายในปี 2560 เพื่อประหยัดพลังงานและลดปัญหาการปลดปล่อยมลพิษของโรงงานผลิตไฟฟ้า ขณะที่นายเคมี เมอร์เรย์ สมาชิกวุฒิสภา สหรัฐ ก็ได้ออกกฎระเบียบใหม่เพื่อนำมาปรับใช้กับแผนพลังงานดังกล่าว โดยเรียกร้องให้ผู้รับเหมาสร้างบ้านเสนอติดตั้งแผงเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการสร้างบ้านใหม่ในปี 2551 ผู้ว่าอาร์โนลด์ กล่าวว่า ผู้ซื้อบ้านที่ติดตั้งระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์จะได้บ้านในราคาที่ถูกแน่นอน และคณะกรรมการพลังงานแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมลดหย่อนภาษีให้กับบ้านที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้วย โครงการนี้จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 2,700 เมกะวัตต์ ในช่วงที่มีการใช้พลังงานสูงสุด อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี (คมชัดลึก พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





เผยเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์กินไฟน้อยประมวลผลข้อมูลไว

บริษัทออรอน มัลติซิสเต็ม อิงค์ เปิดตัวเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่มีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงาน และประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทน้องใหม่ดังกล่าวข้างต้นนั้น ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตผู้ก่อตั้งบริษัทออกแบบชิพ ประหยัดพลังงานทรานซ์เมต้า โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ personal super computer ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะจำหน่ายเครื่องดังกล่าวให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักวิจัย นักออกแบบ และกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์กลุ่มอื่นๆที่ต้องการใช้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้บริหารของออรอน นายโคลิน ฮันเตอร์ กล่าวว่า บริษัทสามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ออกมาปิดช่องว่างระหว่างเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล และยังระบุด้วยว่าจะนำสินค้าในลักษณะดังกล่าวนี้ ลงตลาดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และต้องการจะหาตลาดที่มีความแตกต่าง (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





ฟาร์มวัวไร้สาย

โรค BSE หรือ Bovine Spongiform Encephalopathy ภาษาไทยเรียกว่า โรควัวบ้า ทำให้สหรัฐอเมริกาสูญ เสียเงินมาก โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตเนื้อวัวไป ถึง 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณหนึ่งล้านล้านบาท เพื่อเป็นการป้องกันเรื่องนี้ ทางกระทรวง เกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดงบประมาณสนับสนุนงานวิจัย โดยให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ได้ทำงานวิจัยระบบการติดตามอนามัยของวัวขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีไร้สายที่ เรียกว่า บลูทูธ (Bluetooth) และฝังไมโครชิปเข้าไปที่ตัวของวัว โดยที่ไมโครชิปนี้สามารถวัดการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ ระดับความอิ่มตัวของปริมาณ ออกซิเจนในกระแสเลือด รวมทั้งการเคลื่อนไหวของวัวระหว่างการเล็มหญ้าใน ท้องทุ่ง จากงานวิจัยทำให้ทราบอาการป่วยของวัวล่วงหน้าได้ถึง 10 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นโรคปาก-เท้าเปื่อย หรือโรควัวบ้า ซึ่งก็สามารถที่จะเป็นการป้องกันเรื่องโรคร้ายที่จะเข้ามายังสัตว์และมนุษย์ได้เร็วขึ้น และสามารถที่จะหาวิธีจัดการได้ทันท่วงที ในขณะนี้ยังได้มีการปรับปรุงและพัฒนาการสื่อสารข้อมูลให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยที่มีการปรับปรุงอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่เป็นไมโครชิปที่ฝังในตัวของสัตว์ ให้เหมาะสมในการใช้งานมากขึ้น ราคาค่าใช้จ่ายคิดเฉลี่ยต่อวัวตัวหนึ่งก็จะตกประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,000 บาท และขณะนี้เทคโนโลยีก็ได้มีการพัฒนาให้ถูกลงเรื่อย ๆ จึงคาดว่าอนาคตจะเป็นประโยชน์ต่อฟาร์มปศุสัตว์เป็นอย่างมาก (เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





เสนอ200ล. สร้างคอมพ์สมรรถนะสูง

ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (กริดคอมพิวติ้ง) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ดำเนินการโครงการไทยกริด กล่าวในงานประชุม Thailand Grid and Cluster Computing 2004 ว่า คณะกรรมการกริดแห่งชาติอยู่ระหว่างร่างโครงการเพื่อเสนอรัฐบาล ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายการประมวลผลของประเทศ จะใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ดำเนินงานในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะมีหน่วยงาน เข้าร่วมประมาณ 16 แห่ง โดยจะเน้นไปที่การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายการประมวลผล เนื่องจากขณะนี้พบว่าปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี เป็นเพราะเครือข่ายการประมวลผลที่มีอยู่ยังไม่ดีพอและช้ามาก และโครงการกริดจะเข้ามาเสริมในส่วนนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศดีขึ้น สำหรับการใช้ประโยชน์จากไทยกริดที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้คือ การค้นหาสารสำคัญในสมุนไพรและออกแบบยาสมุนไพร ให้สามารถใช้งานได้จริงในรูปแบบแพทย์แผนปัจจุบัน รวมทั้งผลักดันให้เทคโนโลยีการประมวลผลแบบกริดนี้กระจายเข้าไปในหลายสาขา อาทิ ด้านวิศวกรรมการเงินคือ ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ด้านการเงิน หรือการออกแบบรถยนต์ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ใช้คอมพิวเตอร์จำลองโมเดลทดสอบการชน ขณะที่ด้านเกษตรกรรมสามารถใช้กริดวิเคราะห์โมเดลปริมาณน้ำ และสภาพดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก ในเบื้องต้นเทคโนโลยีกริดคอมพิวติ้งจะรองรับเฉพาะกลุ่มงานวิจัยก่อน จากนั้นจะขยายสู่ภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันโครงการไทยกริดได้ร่วมกับนักเคมีเพื่อสร้างโครงสร้างสำหรับการค้นหาสารออกฤทธิ์ และนำไปสู่การออกแบบยาที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีกริดสามารถประยุกต์ใช้ในวิทยาศาสตร์หลายสาขา โดยเฉพาะการจำลองปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าโมเดลลิ่งและซีมูเรชั่น โดยร่นระยะเวลาทดลองจริงที่ต้องใช้เวลานาน และบุคลากรจำนวนมากในการทำวิจัย โดยกริดจะเข้ามาช่วยในการคำนวณที่ซับซ้อนให้เร็วขึ้น ด้วยการใช้กำลังการประมวลผลสมรรถนะสูงจากเครื่องข่ายร่วมประมวลผล กริดยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยด้านการจัดการ และการจัดสรรทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ข้อมูลความปลอดภัยและการติดต่อสื่อสารระยะไกลระหว่างเครือข่ายผู้ทำวิจัย จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต หรือที่เรียกว่า e-science (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





ปี49พบวินโดวส์ใหม่ หนุนคอมพ์เล่นภาพ3มิติ

ไมโครซอฟท์เตรียมวางตลาดระบบปฏิบัติการวินโดวส์ รุ่นใหม่ ซึ่งมีชื่อรหัสว่า "ลองฮอร์น" ในปี 49 โดยเพิ่มความสามารถการแสดงภาพกราฟฟิก แต่จะลดคุณสมบัติการค้นหาและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งเคยกำหนดให้เป็นคุณสมบัติหลักลง นายบิล เกตส์ ประธานและหัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ ของไมโครซอฟท์ เชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้โปรแกรมวินโดวส์ มีศักยภาพการทำงานสูงขึ้นมาก โดยการนำโปรแกรมลองฮอร์นมาสู่ผู้บริโภคในปี 2549 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความก้าวหน้า ทั้งในด้านฟังก์ชันการทำงาน ระบบความปลอดภัย และความเสถียรของโปรแกรมวินโดวส์ อีกทั้งช่วยให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถพัฒนาลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจได้เร็วขึ้นด้วย โดยโปรแกรมลองฮอร์นจะบรรจุเทคโนโลยีแสดงภาพกราฟฟิกตัวใหม่ "อวาลอน" ที่จะช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงภาพ 3 มิติ และภาพเอฟเฟคท์กราฟฟิกระดับสูงได้ อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟต์จำเป็นต้องลดองค์ประกอบสำคัญบางตัวในซอฟต์แวร์ใหม่ลงไป โดยเฉพาะระบบไฟล์ชื่อดัง "วินเอฟเอส" (WinFS) ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้ง่ายขึ้น โดยที่ฟังก์ชันดังกล่าวจะเปิดตัวตามมาทีหลัง (คมชึดลึก 2 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





สินเชื่อเทคโนโลยี

สวทช.หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ลงนามร่วมกับธนาคารนครหลวงไทย เพื่อสนับสนุนเงินกู้ให้กับภาคเอกชนที่มีความต้อง การจะลงทุนด้านเทคโนโลยี ตามโครงการสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและวิศวกรรมภาคเอกชน หรือ CD โดยโครงการนี้จะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ประมาณร้อยละ 2 ต่อปีหรือครึ่งหนึ่งของเงินฝากประจำ 1 ปี บวกอีก 1% สำหรับภาคเอกชนที่ต้องการทำวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร หรือต้องการนำผลงานค้นคว้าและวิจัยของรัฐและสถาบันต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมาทางโครงการอนุมัติสินเชื่อให้แล้วประมาณ 110 โครงการ เป็นเงินกว่าพันล้านบาท ประเภทของภาคอุตสาหกรรมที่เสนอขอกู้เงินเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีมากที่สุด จากข้อมูลของ สวทช. ระบุว่า เป็นกลุ่มยานยนต์และเครื่องจักรกล รองลงมาคือ กลุ่มวัสดุ กลุ่มเกษตร กลุ่มไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กลุ่มยาและเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น ภาคเอกชนที่สนใจอยากใช้บริการสินเชื่อเทคโนโลยี ให้ไปหาข้อมูลที่เว็บไซต์ www.nstda. or.th/cd (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





'เวบ' อายุครบ 35 ปีแล้ว เร่งเพิ่มความเร็ว-ฉลาด

เวบไซต์มีอายุครบ 35 ปีแล้ว นับจากที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งยูซีแอลเอได้พัฒนาขึ้น โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องเข้าด้วยกัน และนำสายเคเบิลสีเทาความยาว 15 ฟุต มาเป็นตัวเชื่อม เพื่อทดลองวิธีการใหม่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่าย แม้ว่าปัจจุบันพัฒนาการของเวบจะก้าวไปไกลจากจุดเริ่มต้น แต่ยังสามารถพัฒนากระบวนการต่างๆ ได้อีกยาวไกล โดยขณะนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยได้ทดลองวิธีที่จะเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการส่งข้อมูล ขณะที่โปรแกรมเมอร์ค้นหาเทคนิควิธีการ ที่จะทำให้หน้าเอกสารบนเวบฉลาดขึ้น ประกอบกับมีความพยายามในการลดปัญหาการส่งสแปมเมล หรืออีเมลขยะ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับการใช้เครือข่าย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า วิวัฒนาการของเวบนั้น จะได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า การกระทำที่ผิดกฎหมาย และแรงกดดันทางด้านการเมือง ซึ่งจะมีส่วนปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ สตีเฟน ครอกเกอร์ และ วินตัน เชฟ นักศึกษาระดับปริญญาโทของยูซีแอลเอ ที่ได้เข้าร่วมเป็นผู้เชี่ยวชาญในห้องปฏิบัติการวิศวกรรม หลังจบการศึกษามาตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2512 บอกว่า วิวัฒนาการของเวบจะยังไม่หยุดยั้ง โดยอีเมลในช่วงปลายยุค 70 ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของโปรโตคอลในการสื่อสาร ที่เรียกว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP) ต่อมาในช่วงยุค 80 ก็เกิดระบบโดเมนเนม และเวิลด์ ไวด์ เวบ (www) จนกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับรองลงมาจากอีเมล ขณะที่ในปี 2533 อินเทอร์เน็ตได้ขยายตัวออกไปมากกว่าการใช้งานในกองทัพ และเพื่อการศึกษาเข้าสู่ระบบธุรกิจและบ้านเรือนทั่วโลก (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 2 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





ช่างไทยเลิกใช้ CFC

ตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก็คือ สารที่ชื่อว่า “คลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFC” ซึ่งเป็นสารเคมีที่มนุษย์คิดค้นและผลิตขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1930 คุณประโยชน์ ของสาร CFC คือใช้เป็นสารทำความเย็นในตู้เย็น และในระบบความเย็นต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ น้ำยาดับเพลิง น้ำยาซักแห้ง และใช้เป็นก๊าซขับดันในกระป๋องสเปรย์ โดยสาร CFC เป็นสารที่มีความคงตัวสูงมาก ดังนั้นมันจึงสลายตัวได้ช้าที่สุดและเมื่อถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศมันก็จะลอยขึ้นไปถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ และ ณ ที่นั้นรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ทำให้ CFC แตกตัวออกและปล่อยอะตอมของคลอรีนออกมา ซึ่งอะตอมของคลอรีนนี้จะไปดึงอะตอมของออกซิเจนจากโมเลกุลของโอโซนออกมา ดังนั้นยิ่งมีการใช้สาร CFC เพิ่มมากขึ้นเท่าใดอะตอมของโอโซนก็จะถูกทำลายลงมากขึ้น ด้วยเหตุนี้สาร CFC จึงกลายเป็นสารมหันตภัยของโลก ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยได้ให้สัตยาบันในพิธีสารมอนทรีออล ว่าด้วยการลดละเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2532 ซึ่งในพีธี ดังกล่าวได้มีข้อกำหนดให้ประเทศไทยต้องลดปริมาณการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนประเภทสาร CFC ให้เหลือ 50% ในปี พ.ศ. 2548 ลดลงเหลือ 15% ในปี 2550 และตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไปจะต้องเลิกนำเข้าสารดังกล่าว ดังนั้นการให้ความรู้แก่ช่างซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ ในการลดละเลิกใช้สารดังกล่าวจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งนายสมศักดิ์ สุโมตยกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้บอกว่า ขณะนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เริ่มรณรงค์เพื่อดำเนินการตามแผนการลดละเลิกใช้สาร CFC แล้ว โดยร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด จำนวน 30 แห่ง ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมผู้ฝึกสอนช่างซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศรถยนต์ เพื่อออกไปให้ความรู้รวมทั้งยกระดับศักยภาพของร้านซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์และช่างเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศ โดยการอบรมนอกจากจะให้รับทราบนโยบายของรัฐในการลดละเลิกใช้สาร R-12 แล้ว ยังถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ในการซ่อมบำรุงโดยไม่ใช้สาร CFC ให้ด้วย (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





โสมขาวเผยเคยทดลองแปรรูปยูเรเนียม

หนังสือพิมพ์เอเชียน วอลล์สตรีท รายงานวานนี้ว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองแปรรูปยูเรเนียมเมื่อต้นปี 2543 การเปิดเผยนี้สร้างความสับสนให้กับความพยายามของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้นำในการรณรงค์ไม่เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์และกำลังบีบให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ รัฐบาลโซลแถลงว่า การทดลองที่สถาบันวิจัยของรัฐบาล เป็นการกระทำในสถานที่เพียงแห่งเดียว และใช้ยูเรเนียมที่มีอยู่ในปริมาณเพียงเล็กน้อย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ เกาหลีใต้ได้รายงานรายละเอียดของการทดลองต่อสถาบันพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เมื่อเดือน ส.ค.ตามข้อตกลงที่เกาหลีใต้ได้ลงนามไว้กับทางสถาบัน เกาหลีใต้แจ้งไอเออีเอว่า ได้ใช้แสงเลเซอร์แยกไอโซโทปของยูเรเนียมออกมา ซึ่งการใช้แปรรูปด้วยวิธีนี้มีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับจะนำไปใช้ประโยชน์กับโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งนี้ การแปรรูปยูเรเนียม เป็นประเด็นหลักในข้อพิพาทโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และการที่เกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตัวเองก็แปรรูปยูเรเนียมเหมือนกัน ได้สร้างความลำบากใจให้กับทั้งรัฐบาลโซลและสหรัฐ แม้นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ยืนยันว่ามุ่งพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์มากกว่าอาวุธก็ตาม (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





ข่าววิจัย/พัฒนา


ชุดเครื่องมือแปรรูปสมุนไพรขนาดเล็ก

คุณวรรณภพ กล่อมเกลี้ยง แห่งศูนย์เทคโนโลยีซ่อมบำรุงรักษา สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ได้มีการพัฒนาชุดเครื่องมือแปรรูปน้ำสมุนไพรสุขภาพขนาดเล็ก ชุดเครื่องมือซึ่งประกอบด้วย เครื่องบรรจุน้ำสมุนไพร เครื่องปิดฝาขวดและหม้อนึ่งฆ่าเชื้อโรค โดยมีหลักการในการออกแบบ คือ ออกแบบให้เหมาะสมกับสถานที่ผลิตสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทั้งกำลังผลิต ความสะดวกในการซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ ซึ่งจากการทดลองชุดเครื่องมือที่ได้ออกแบบสร้าง หากทำการผลิตอย่างต่อเนื่องจะสามารถผลิตน้ำสมุนไพรได้ประมาณ 2,000 ขวด (ขนาดบรรจุ 280 cc) มีค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ทั้งหมดประมาณ 0.5 บาท/ขวด และค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างอุปกรณ์ชุดนี้ 157,800 บาท โดยในการออกแบบจะออกแบบให้สามารถใช้งานได้ 2 หัวเติม กรณีที่หัวเติม ใดหัวเติมหนึ่งเกิดความเสียหาย จะยังคงสามารถใช้งานหัวที่เหลือได้ เพื่อไม่ให้กระทบกำลังการผลิต จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ร่วมให้ทุนพบว่า ในแต่ละรอบของการผลิตน้ำสมุนไพรจะได้น้ำสมุนไพรครั้งละ 50 ลิตร ในขนาดบรรจุ 280 cc จะผลิตได้ 178ขวด (เมื่อไม่คิดการสูญเสีย) และหากใช้เวลาในการเติมขวดละ 20 วินาที จะต้องใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง แต่จากการออกแบบให้มีหัวเติมน้ำ 2 ชุด เวลาที่ใช้ในการเติมต่อรอบการทำงานจะเป็น 30 นาทีสำหรับเหตุการณ์ปกติ หากมีชุดใดชุดหนึ่งเสียจะยังคงสามารถเติมได้ทันต่อขบวนการผลิต ผู้สนใจโทร. ไปที่ 0-2470-9190. (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





ตั้งโรงไฟฟ้าพลังกล้วยหอมเน่า ต้องทิ้งเสียเปล่าจำนวนมหาศาล

ออสเตรเลียต้องทิ้งกล้วยหอมที่เน่าเสีย ปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 20,000 ตัน นักวิจัยจึงได้พยายามหาช่องทางใช้ของเสียเหล่านี้ให้เกิดคุณค่า การปล่อยทิ้งกล้วยหอมให้เน่าเสียไปเปล่ายังทำให้ดินเสีย นอกจากนั้นยังเป็นการสูญเปล่าทรัพยากรไปด้วย และหากว่าความคิดนั้นเกิดสำเร็จเป็นจริงเร็วขึ้น ในไม่ช้าอาจจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังกล้วยหอม สามารถผลิตไฟขึ้นพอใช้ให้กับบ้านเรือนได้ถึง 500 หลัง อาจารย์บิลล์ คลาร์ค ของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวแจ้งว่า ขณะนี้สามารถใช้กล้วยหอมเน่าเสียผลิตไฟฟ้าในห้องปฏิบัติการขึ้นได้แล้ว โดยใช้กล้วยหอมเน่าเสียไปผลิตก๊าซมีเทนขึ้นก่อน แล้วเอาก๊าซนั้นไปเป็นพลังงานปั่นกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทีหนึ่ง (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





"เดินรีบเดิน"เพื่อโทรศัพท์มือถือ ชาร์จไฟแบตเตอรี่ไม่ให้หมด

วิทยุจีนระหว่างประเทศแจ้งว่า นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้แห่งหนึ่ง ได้ประดิษฐ์ อุปกรณ์ ซึ่งใช้ประกอบกับรองเท้า ซึ่งจะแปลงการเคลื่อนไหวของการก้าวเดิน ให้ไปผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้ประจุแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือได้ นักวิจัยกล่าวว่า ยังต้องหาทางปรับปรุงเพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนเพียงพอเสียก่อน จึงจะผลิตออกสู่ตลาดได้. (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ขึ้นสู่ระดับซูเปอร์ด้วยฝีมือนักวิจัยไทย

นักวิจัยไทยได้ค้นพบยีน ทนน้ำท่วม-ยีนทนแล้ง ยีนต้านทานโรคไหม้คอรวงยีนต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และยีนความหอมในข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้แล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รองผู้ อำนวยการหน่วยค้นหายีนข้าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นการค้นพบ โดยใช้เทคโนโลยีการคัดเลือกโมเลกุลโดยใช้โมเลกุลเครื่องหมาย DNA เป็นเทคนิคการปรับ ปรุงพันธุ์แบบปกติ ไม่ใช่ การตัดต่อยีน และจากการค้นพบดังกล่าว จะทำให้นักวิจัยสามารถพัฒนาพันธุ์ต้านทานโรคและศัตรูพืชดังกล่าว ตลอดจนได้พันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมไปปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำ พันธุ์ข้าวทนแล้งสำหรับปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง เป็นต้น การวิจัยเน้นพัฒนาข้าว 2 สายพันธุ์คือ ขาวดอกมะลิ และ กข.6 (ข้าวเหนียว) ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวส่งออกที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะ "ข้าวขาวดอกมะลิ 105" ที่ต้องพัฒนาให้มีลักษณะและความหอมเหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้นักวิจัยไทยค้นพบยีนควบคุมความหอมได้แล้ว ต่อไปจะทำให้หอมกว่าเดิม (Super Jasmine Rice) และจะเพิ่มผลผลิตมากกว่าเดิม และได้มีการนำเสนอ ใน"การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยข้าวเพื่ออนาคต ครั้งที่ 1" ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 ก.ย.47 ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี ม.เกษตรฯ บางเขน ในการประชุมครั้งนี้มีการนำเสนอ ผลงานวิจัยความก้าวหน้าการพัฒนาเทคโนโลยีและพันธุวิศวกรรมข้าว ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพข้าวจากนักวิชาการต่างประเทศด้วย โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม ในวันที่ 1 ก.ย. เวลา 09.00 น. ในการนี้คณะกรรมการจัดการประชุมได้ขอ พระราชทานพระราชานุญาต ทูลเกล้าฯถวายเหรียญสดุดี The Pearl Rice Medal เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกันนี้จะมีการพระราชทานรางวัล The Golden Sickle Award แก่นักวิชาการผู้มีคุณูปการต่อการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับข้าวระดับโลก 3 รายด้วย ได้แก่ Prof.Yuan Longping จากประเทศจีน-ผู้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของข้าวลูกผสม, Dr.John C.O'Toole จากสหรัฐฯ นักวิจัยที่ทุ่มเทชีวิตให้กับข้าวทนแล้ง และ Dr.Takuji Sasaki จากญี่ปุ่น ผู้ที่ทำให้การถอดรหัสข้าวประสบความสำเร็จ (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





เสื้อติดพัดลมคลายร้อน กรรมกรหน้าบานทำงานกลางแดด

เสื้อแจ็คเก็ตทำจากผ้าไนลอนที่พัฒนาโดยบริษัทโซนี่สามารถช่วยคลายร้อนให้แก่ผู้ใส่ได้จากพัดลมไฟฟ้าขนาดเล็กสองตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังเสื้อเหนือเอวขึ้นมา โดยต่อเข้ากับชุดแบตเตอรี่เพื่อป้อนกระแสไฟให้กับมอเตอร์พัดลม นายฮิโรชิ อิชิกายะ หัวหน้าจากบริษัท พีซีทูบี กล่าวว่า ได้ขายเสื้อปรับอากาศไปแล้วทั้งหมด 6,500 ตัว ตั้งแต่เริ่มการขายทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นแบบแจ็คเก็ต 3,000 ตัว และเสื้อเชิ้ตแขนสั้น 3,500 ตัว ที่ราคาประมาณตัวละ 3,600 บาท ชุดทำงานรุ่นใหม่จะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.ปีหน้า ขณะนี้ทั้งบริษัหลายร้อยบริษัทในญี่ปุ่นได้สั่งเสื้อติดพัดลมแล้ว เวลาที่พัดลมทำงาน ด้านหลังของเสื้อส่วนล่างจะโป่งขึ้น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ติดตั้งพัดลมไว้ (อยู่บริเวณไต) และสวิตช์เปิดปิดก็อยู่ในบริเวณนี้เช่นกัน ลมจะถูกดูดเข้ามาและผ่านไปตามตัว และระบายออกไปทางแขนและคอเสื้อ ช่วยระบายเหงื่อ ทำให้ผิวหนังรู้สึกเย็นสบาย (คมชัดลึก จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.komchadluek.net)





'สบู่ดำ'พืชพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล

"สบู่ดำ" เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ไม้ยางพารา สบู่ดำเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อรับซื้อเมล็ดไปคัดบีบเอาน้ำมันสำหรับทำสบู่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชัยนาท (จักรกลเกษตร) ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันสบู่ดำกับเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตร ปัจจุบันให้ผลผลิตแล้ว การสกัดน้ำมันสบู่ดำ ผลสบู่ดำแห้ง (ผลสีเหลืองถึงสีดำ) ที่แก่จากต้น นำมากะเทาะเปลือกออกให้เหลือเฉพาะเมล็ด นำไปล้างน้ำทำความสะอาด นำมาผึ่งลมให้เมล็ดแห้งนำไปบุบเมล็ดให้แตก โดยการทุบหรือบดหยาบ นำเมล็ดที่ได้บุบแล้วออกตากแดดเพื่อรับความร้อนประมาณ 30 นาที แล้วนำเมล็ดสบู่ดำเข้าเครื่องสกัด (ใช้แรงงานคน) นำน้ำมันที่ได้ไปกรองเพื่อแยกเศษผง เมล็ดสบู่ดำ 4 กิโลกรัมสกัดน้ำมันได้ 1 ลิตร น้ำมันที่ได้จากการสกัดเมล็ดสบู่ดำสามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้ โดยไม่ต้องใช้ส่วนผสมและไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย กากเมล็ดสบู่ดำที่เหลือจากการสกัดน้ำมันมีปริมาณไนโตรเจนสูง ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการจึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของพืชได้ การทดสอบการใช้งาน จากการนำน้ำมันสบู่ ดำที่ได้ไปทดลองเดินเครื่องยนต์คูโบต้าดีเซล 1 สูบ แบบลูกสูบนอกระบบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วย น้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 400 ซีซี 7 แรงม้า/2200 รอบ/นาที เปรียบเทียบการทำงานของเครื่องยนต์ (รอบ/นาที) และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (ซีซี/ ชั่วโมง) ผลจากการทดสอบกับเครื่อง ยนต์ เมื่อเดินเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันสบู่ดำครบ 1,000 ชั่วโมง ถอดชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ออกมาตรวจสอบ เสื้อสูบ ลูกสูบ แหวนลิ้น หัวฉีดและอื่น ๆ ไม่พบยางเหนียวจับทุกชิ้นยังคงสภาพดีเหมือนเดิม ผู้สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ส่วนส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร โทร. 0-2940-6185 หรือ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชัยนาท (จักรกลเกษตร) โทร. 0-5641-2609 ในวัน เวลาราชการ ( เดลินิวส์ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





ฮอนด้าพัฒนาสกูตเตอร์ เติมเซลล์เชื้อเพลิงแทนน้ำมัน

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด พัฒนารถสกูตเตอร์ที่ใช้พลังงานจากเซลล์พลังงานคันแรกของโลก จากเดิมที่พัฒนาเพื่อใช้กับยนตกรรมสี่ล้อเท่านั้น แต่ปรับให้เล็กลงและเบากว่าเดิม ทั้งยังออกแบบใหม่สำหรับใช้กับสกูตเตอร์ โดยรถดังกล่าวมีขนาดเครื่องยนต์ 125 ซีซีซึ่งเป็นขนาดที่นิยมใช้กันทั่วโลก การใช้เซลล์เชื้อเพลิงนี้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2382 หรือ 160 ปีก่อน โดย วิลเลียม กรูฟ ชาวอังกฤษ 82 นอกจากประโยชน์ในเรื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ประโยชน์หลักของแบตเตอรี่เซลล์เชื้อเพลิงยังมีอายุใช้งานที่นานมาก อาจมากถึง 4-5 เท่าของแบตเตอรี่ธรรมดาทั่วไป นอกจากนี้ ฮอนด้ายังพัฒนารถสกูตเตอร์ขนาด 50 ซีซี ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์แบบลูกผสม (ไฮบริด) โดยใช้พลังงานระหว่างน้ำมันเบนซินและไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถวิ่งด้วยความเร็วต่ำในพื้นที่ตรอกซอกซอย โดยใช้พลังงานจากไฟฟ้า หรือจะเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงบนถนนสายหลัก โดยใช้พลังงานจากน้ำมันก็ได้ ขณะที่เครื่องยนต์ลูกผสมจะช่วยลดการบริโภคพลังงานและมลภาวะที่ปล่อยออกมา เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินทั่วๆ ไป(คมชัดลึก อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.komchadluek.net)





เฟ้นหาสุดยอดนักกีฬาจากดีเอ็นเอ

นักวิทย์ออสเตรเลียเดิน ใช้ตัวอย่างดีเอ็นเอจากแชมเปียนนักกีฬาชายและหญิงเป็นต้นแบบ หวังพัฒนานักกีฬาที่มีลักษณะทางยีนสอดคล้องกับการเล่นกีฬาในแต่ละชนิด เพื่อปกป้องความเป็นมหาอำนาจด้านกีฬาของประเทศชาติ หนังสือพิมพ์รายวันเทเลกราฟ รายงานว่า ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้เทคโนโลยีด้านพันธุกรรม บอกให้ผู้ปกครองรู้ได้ว่าบุตรหลานของตนเหมาะกับการเล่นกีฬาประเภทใด และมียีนที่สามารถก้าวสู่ความเป็นซูเปอร์สตาร์ในวงการกีฬาได้หรือไม่ แม้ออสเตรเลียได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ้าเหรียญทองของแวดวงกีฬาระดับโลก เห็นได้จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ออสเตรเลียครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทองอันดับที่ 4 แถมยังนำหน้าประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศสอีกต่างหาก ทั้งนี้ นักวิจัยจากหน่วยงานด้านพันธุกรรมศาสตร์ของออสเตรเลีย กล่าวว่า ทีมงานได้ระบุยีน 2 ตัวที่มีส่วนสำคัญในการเกิดพลังและสร้างความอึดให้กับนักกีฬา ซึ่งสิ่งนี้สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่านักกีฬาคนใดฉายแววความเป็นดาราในวงการกีฬา และสามารถลงเล่นในรายการแข่งขันที่สำคัญในอนาคตได้ "เหตุผลหนึ่งที่เราต้องระบุยีนออกมาก็เพื่อช่วยให้ฝึกซ้อมได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยเสริมความสำเร็จของนักกีฬาในทางอ้อมด้วย" รอน เทรนท์ หัวหน้าหน่วยทดสอบยีน กล่าว (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





พยาบาลบ้านหมี่คิดเทคนิคใหม่ ช่วยงานเทปัสสาวะเป็นเรื่องง่าย

น.ส.อุมาพร ร่วมทอง พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี พยาบาลประจำห้องผู้ป่วยหนัก หรือไอซียู โรงพยาบาลบ้านหมี่ จึงช่วยกันคิดทำ "แผ่นกระดานสำราญใจ" มาอำนวยความสะดวกในการเทปัสสาวะผู้ป่วย ช่วยให้งานที่น่าเบื่อ ทำให้เกิดอาการปวดหลัง กลายเป็นการทำงานที่สะดวกเบิกบานสำราญใจ โดยแผ่นกระดานสำราญใจ ทำจากไม้กระดานสี่เหลี่ยม เจาะรูให้เป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าปากขวดปัสสาวะเล็กน้อย เจาะ 2-3 รู ในแผ่นกระดานแผ่นเดียวก็ได้ เมื่อจะเทน้ำปัสสาวะก็นำแผ่นไม้กระดานวางพาดโถชักโครก เทน้ำปัสสาวะพร้อมๆ กันได้หลายขวด ไม่ต้องยืนถือเทน้ำปัสสาวะ แก้อาการปวดหลัง ไม่มีปัญหาน้ำปัสสาวะกระเด็นติดเสื้อผ้า ซึ่งได้นำเสนอผลงานคิดค้น "แผ่นกระดานสำราญใจ" ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2547 ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





ชม.คิดค้นเครื่องแกะเม็ดลำไยทุ่นแรงงานคน

นายพีรพันธ์ บางพาน อาจารย์ประจำสาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ จ.เชียงใหม่ ได้สร้างเครื่องแกะเม็ดลำไยด้วยชุดจานหมุน (Indexing) ที่ผลิตจากการออกแบบเป็นชิ้นงานหล่อ ที่สามารถกำหนดรูปร่างต่างๆ ได้ตามความต้องการ โดยเครื่องแกะเม็ดลำไยดังกล่าว ได้รับการปรับปรุงและพัฒนามาจากต้นแบบที่ใช้วัสดุโลหะเหลือใช้ ที่นักศึกษาได้มีการออกแบบส่งโครงงาน เช่น เศษเหล็ก และอะลูมิเนียม กระทั่งได้รับการพัฒนาให้เป็นเครื่องแกะเม็ดลำไยที่ได้มาตรฐาน โดยมีต้นทุนการผลิตเครื่องละประมาณ 3-5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเครื่องแกะเม็ดลำไยเครื่องแรกในประเทศไทย สำหรับขั้นตอนการผลิตเครื่องแกะเม็ดลำไยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากการสร้างโครงสร้างที่จะนำไปใช้งานได้ ขั้นตอนที่สองคือ การหลอมโลหะ (Melting) หลังจากทำแบบหล่อเสร็จจึงทำการหลอมโลหะ ซึ่งในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยใช้โลหะอะลูมิเนียมเป็นวัสดุสำหรับหล่อชิ้นงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เริ่มจากการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ในการหลอม ได้แก่ อะลูมิเนียม เบ้าเท ที่ตักน้ำโลหะ ที่ตักขี้ตะกรันโลหะและอุปกรณ์วัดอุณหภูมิ และขั้นตอนสุดท้ายเป็นการประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกันเป็นเครื่อง แกะเม็ดลำไยแบบจานหมุนที่มีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมลำไย สามารถแกะเม็ดลำไยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วเฉลี่ยชั่วโมงละ 20-25 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับแรงงานคนสามารถทำได้เร็วกว่าเกือบเท่าตัว มีความสวยงามเนื้อไม่เละสามารถแกะเปลือกออกได้ง่าย แต่เครื่องแกะลำไยดังกล่าว ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการป้อนผลผลิตที่ปัจจุบันยังต้องอาศัยแรงงานคน โดยนำผลลำไยเสียบจานหมุนในลักษณะที่ให้ขั้วลำไยอยู่บริเวณกึ่งกลางของเต้าเสียบที่จะเป็นตัวดึงเม็ดลำไยออกมาจากผล ตามหลักการคว้านเม็ดลำไยที่ต้องคว้านบริเวณขั้ว เพื่อความสวยงามของผล ก่อนที่เครื่องจะคัดแยกระหว่างเม็ดและผลผลิตออกจากกัน โดยไม่ต้องคัดแยกเอง ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างที่จะเร่งพัฒนาเครื่องให้ลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนในกระบวนการผลิต คาดว่าประมาณ 1-2 ปี (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





องค์การเภสัชเปิดตัวครีมหน้าเด้งสูตรใหม่ หวังตีตลาดแบรนด์เนม ติดตลาดโลกเหมือน 'โสมเกาหลี'

องค์การเภสัชกรรมแถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมครีมบำรุงผิว "จีพีโอ เคอร์มิน" รุ่นใหม่ ซึ่งใช้นาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรไทย โดยการคิดค้นครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของโลก ที่มีการนำสารเตตระไฮโดร เคอร์คูมินอยด์ หรือ THC จากขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสารที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี มารวมกับวิตามินอี และไลโพโซม มาใช้ในครีมบำรุงผิว โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 1 วันที่ 1-5 ก.ย.นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ให้นโยบายกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพสมุนไพรไทย เพื่อให้เป็นสินค้าที่สามารถส่งออกได้ทั่วโลก คล้ายกับ "โสม" ของเกาหลี โดยสมุนไพรไทยที่เป็นตัวหลักในการพัฒนาคือ ขมิ้นชัน กวาวเครือ และกระชายดำ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาครีมบำรุงผิวจากขมิ้นชันสูตรใหม่ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม "ครีมบำรุงผิวสูตรนี้ดีกว่าสูตรเดิม รับรองว่าใช้แล้วหน้าไม่ลอกมีแต่หน้าเด้ง สำหรับครีมบำรุงผิวสูตรใหม่นี้จะมี 2 ขนาดคือ กระปุกสีเงิน 2 ขนาด คือ ขนาด 15 กรัม 450 บาท และขนาด 50 กรัม 1,300 บาท แต่ในงานเปิดตัวที่มหกรรมสมุนไพรไทยจะจำหน่ายในราคากระปุกเล็ก 350 บาท และกระปุกใหญ่ 1,000 บาท จากการวิจัยพบว่า "ขมิ้นชัน" เป็นสมุนไพรที่มีสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ ซึ่งเป็นสารสีเหลืองที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีกว่า 2 เท่า หลังจากที่ได้มีการทดลองตลาดเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับแต่ยังมีปัญหาในสารเคอร์คูมินอยด์ ที่มีสีเหลืองทำให้ไม่สามารถใส่สารดังกล่าวลงไปในครีมได้มากทั้งที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวเป็นอย่างดี เพราะอาจทำให้สีติดผิวได้ ดังนั้นทางคณะวิจัยจึงได้มีการปรับปรุงสารเคอร์คูมินอยด์ เพื่อสกัดสารสีเหลืองออก และยังพบว่า ทำให้มีสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้น "เมื่อพัฒนาสารเคอร์ คูมินอยด์ให้เป็นสารเตตระ เคอร์คูมินอยด์ หรือ THC ซึ่งได้สกัดสารสีเหลืองออกไปจะทำให้ฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระมีมากกว่าเดิม ยิ่งใช้ร่วมกับวิตามิน อี และวิตามิน บี 5 น้ำ เมื่อนำมาบรรจุลงในไลโปโซม ซึ่งเป็นสารนำพาขนาดเล็กในระดับนาโนเทคโนโลยี เมื่อนำมาใช้จึงให้ประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง และนานกว่าสารเคอร์ คูมินอยด์แบบเดิม ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง และเพิ่มความเปล่งปลั่งสดใสให้กับผิวหน้า" นายปริญญา กล่าว (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





แม่เหล็กพลาสติก ประยุกต์ช่วยงานแพทย์

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาแม่เหล็กพลาสติกที่ใช้งานได้จริงชิ้นแรกของโลก ระบุสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิห้อง เชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ จะยังผลต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ยุคหน้า ที่ผ่านมา แม่เหล็กจะผลิตขึ้นจากโลหะ แต่ในปี 2544 ทีมนักเคมีจากมหาวิทยาลัยเนบราสกา-ลินคอล์น สหรัฐ ได้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างแม่เหล็กจากพลาสติกขึ้นมา แต่แม่เหล็กของนักวิจัยกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่มีตามมาภายหลัง ต้องประสบกับอุปสรรคสำคัญ คือคุณสมบัติแม่เหล็กนั้นเกิดขึ้นเฉพาะในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆ เท่านั้น จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทั่วไป มหาวิทยาลัยเดอร์แฮม จึงต่อยอดพัฒนาแม่เหล็กพลาสติกโดยใช้วัสดุนำไฟฟ้าด้วยสารอินทรีย์ และประสบความสำเร็จเป็นรายแรกในการทำแม่เหล็กพลาสติก ที่สามารถทำงานได้ในอุณหภูมิห้อง จากการทดสอบเบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองใช้แม่เหล็กพลาสติกดูดขี้ตะไบเหล็กขึ้นมาจากโต๊ะทำงานในห้องปฏิบัติการ และพบว่าสามารถทำงานได้จริง ทั้งนี้ แม่เหล็กพลาสติกดังกล่าวทำจากโพลีเมอร์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่โมเลกุลที่ทำจากสารประกอบ 2 ชนิด ได้แก่ พีเอเอ็นไอ (PANi) และทีซีเอ็นคิว (TCNQ) ที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าพิเศษ โดยปกติแล้ว การเกิดแรงหมุนของอิเล็กตรอนจะทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็ก ส่วนในพลาสติกปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการเรียงตัวของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่เรียกว่า อนุมูลอิสระขึ้นมา ในช่วงแรกนั้น พลาสติกแสดงสัญญาณว่าจะกลายเป็นแม่เหล็กเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ล้มเหลวมา 3 เดือน นักวิจัยเกือบจะถอดใจ ก่อนเริ่มลงมือทดสอบตัวอย่างโพลีเมอร์ครั้งสุดท้าย และครั้งนี้เองได้สร้างความประหลาดใจอย่างมากให้กับทีมงาน เพราะพวกเขาพบว่าพลาสติกมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก แม้ว่าผลที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับแม่เหล็กทั่วไป แต่นักวิจัยก็เชื่อมั่นว่าสามารถทำให้ดีขึ้นได้ เนวีด ไซดิ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวถึง ผลงานวิจัยนี้ว่า "ปฏิกิริยายังได้ไม่เต็ม 100% เป็นเพราะโพลีเมอร์และอำนาจดึงดูดของสารยังคงผันผวน แต่เมื่อเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ คาดว่าแรงดึงดูดทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นได้แน่นอน" สำหรับแม่เหล็กพลาสติกมีแนวโน้ม จะนำไปใช้ในการเคลือบฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะนำไปสู่ยุคใหม่ของดิสก์ความจุสูง ทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานทางการแพทย์ได้ อย่างเช่น เครื่องแปลงกำลังสำหรับฝังอุปกรณ์ในหู และเนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ ทำให้ร่างกายยอมรับโพลีเมอร์ได้ดีกว่าเหล็ก (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





เจลเคลือบผลไม้ไม่ให้เน่า ผลงานคิดค้นนักเรียนมัธยม

น.ส.เสาวลักษณ์ ดวงภักดี ร่วมกับ น.ส.พรพรรณ ปลอดทอง และนายวิโรจน์ รัตนะ นักเรียนชั้นมัธยม 5 ร.ร.ตะโหมด จ.พัทลุง ได้คิดค้นเจลเคลือบผลไม้ ที่สามารถชะลอการการเหี่ยวแห้งและเน่าเสียของพืชผักผลไม้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และผลงานการคิดค้นได้รับรางวัลชมเชยในงานประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ น.ส.เสาวลักษณ์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ใช้เวลากว่า 3 เดือนคิดค้นเจลเคลือบผลไม้ดังกล่าว โดยสารธรรมชาติที่สกัดออกมาทำเป็นเจลตัวนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการเสาะหาพืชต่างๆ มาสกัด สุดท้ายมาลงเอยที่พืช 8 ชนิด ประกอบด้วย ว่านหางจระเข้ อัญชัน ชบา เฟื่องฟ้า เอื้อง คว่ำตายหงายเป็น โคนตายปลายเป็น บานบุรี นำมาสกัดผสมกับไข่ขาวแป้งมัน น้ำ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 จากนั้นนำไปต้ม กวนจนมีความเหนียวตั้งให้เย็น ต่อมาก็นำส่วนสกัดจากพืชดังกล่าวทั้ง 8 ชนิดมาเทผสมด้วยกัน คนให้เข้ากันแล้วนำมาทาพืชผัก ผลไม้ที่เราต้องกันทดลอง โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ทาเจลเคลือบผลไม้ และไม่ได้ทา รอเช็คผลทุกการเปลี่ยนทุกวัน จนสามารถพบว่าสามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะนาวจะเห็นเด่นชัดในระยะเวลา 3 วัน ผิวมะนาวที่ไม่ได้ทาเจลตัวนี้ไว้จะมีผิวสีเหลือง ขณะที่มะนาวผลที่ทาเจลกลับมาความสดเช่นเดิม ขณะที่น.ส.พรพรรณ เจ้าของผลงานอีกคนระบุว่า จุดเด่นของเจลเคลือบผลไม้จะสามารถปิดรูหายใจของพืชผักผลไม้ได้ และไม่ทำให้พืชผักผลไม้เหี่ยวแห้งหรือเน่าเสียเร็ว อีกทั้งยังล้างออกด้วยน้ำสะอาดได้ง่าย รวมถึงยังเป็นการเก็บรักษาพืชผัก ผลไม้ให้คงอยู่ได้เป็นเวลานานอีกด้วย ที่สำคัญ ผลจากการทดสอบประสิทธิภาพของการใช้งานจากเจลดังกล่าว สามารถเก็บรักษาผลไม้ได้นานถึง 12 วัน (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





วิจัยเทคโนฯ ปรับปรุงพันธุ์ สร้างอ้อยเกรดเอ

สำนักงานวิจัยแห่งชาติให้ทุนสนับสนุน ม.เกษตรศาสตร์และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ทำการวิจัยเพิ่มผลผลิตอ้อย ควบคู่การพัฒนา เครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับช่วยงานในไร่ ด้านม.เกษตรฯเน้นเทคโนโลยีปรับปรุงสายพันธุ์สร้างอ้อยที่ให้ปริมาณน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์อ้อยปกติ สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ อีกทั้งเหมาะสำหรับ ใช้เป็นวัตถุดิบเอทานอล ศ.ดร. พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินโครงการวิจัยกว่า 3 ปีในการปรับปรุงพันธุ์อ้อย โดยเริ่มจากการรวบรวมสายพันธุ์ที่ดีที่สุดจากแหล่งต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์กับหน่วยงานวิจัย เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อการนำไปส่งเสริมให้เกษตรกร จากการดำเนินโครงการวิจัยมีพันธุ์อ้อยที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ถึง 40 สายพันธุ์ ซึ่งมีความแตกต่างกันด้านโรคพืช แมลงศัตรูพืช การชลประทานรวมถึงสภาพดินในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน ด้าน รศ.ดร.ประเสริฐ ฉัตรวชิระวงษ์ ผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า ผลผลิตอ้อยที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ นอกจากจะให้ปริมาณน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์อ้อยปกติแล้ว ยังมีประสิทธิภาพในการปรับตัวให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ โดยผลผลิตอ้อยที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ให้กากใยสูงถึง 20% ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ขณะที่น้ำตาลที่ได้ยังสามารถนำมาผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลได้โดยตรงอีกด้วย ขณะนี้คณะวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์ดังกล่าวสู่เกษตรกร โดยทดลองลงแปลงเพาะปลูกระดับไร่นาทั่วประเทศแล้ว ทั้งยังได้รับความสนใจจากโรงงานเอกชนผู้ผลิตอ้อยและน้ำตาลที่จะนำพันธุ์ดังกล่าวไปกระจายสู่เกษตรกรในคอนเทร็กฟาร์มมิ่ง เนื่องด้วยสายพันธุ์ที่ได้จากเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์มีราคาถูกกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





บลูเบอร์รี่ลดอ้วนรักษาหัวใจ

จากการประชุมของสมาคมเคมีอเมริกันในฟิลาเดลเฟีย นักวิจัยสหรัฐเสนอรายงานการค้นพบสารต้านอนุมูลอิสระ "เทโรสติลบีน" ในบลูเบอร์รี่ สารนี้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นความหวังช่วยผู้ป่วยเบาหวานชนิด 2 ซึ่งไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงสูงอายุ การค้นพบนี้อธิบายให้ทราบว่าทำไมควรรับประทานผลไม้ที่มีสี โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่ ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระมาก เนื่องจากโมเลกุลเหล่านี้จะช่วยต้านการทำลายเซลล์และดีเอ็นเอ รวมไปถึงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และภาวะสมองเสื่อม โดยทีมวิจัยระบุว่าสารเทโรสติลบีนนี้ได้ผลดีพอๆ กับยาลดคอเลสเตอรอลชนิดหนึ่ง ทว่าสารนี้ได้ผลที่แม่นยำกว่า ทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่าด้วย ทั้งนี้ เทโรสติลบีนและเรสเวเรทรอล ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบมากในผลองุ่น จัดเป็นสารเคมีในกลุ่มของสารประกอบไฟโตอเล็กซินส์ ที่พืชผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ฆ่าเชื้อรา และตอบสนองต่อแสงอัลตราไวโอเลต จึงเชื่อได้ว่าเทโรสติลบีนอาจสามารถนำมาพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อราธรรมชาติได้ด้วย (คมชัดลึก พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





สั่งทำโรดแมปพลังงานชีวภาพ เอกชนแนะบังคับใช้เอทานอล

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมนานาชาติว่าด้วยพลังงานชีวภาพ : ความท้าทายต่ออนาคตอาเซียน หรือไบโอฟูเอล(The Conference on Biofuel : Challenges for Asian Future) ว่า ต้องการให้ทำเรื่องดังกล่าวเป็นแผนโรดแมป ของพลังงานชีวภาพ คือ การวางแผนขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพ โดยมอบหมายให้ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเร่งวางมาตรการส่งเสริมการปลูกพืช ที่จะนำมาทำเป็นพลังงานทางเลือก น.พ.พรหมินท์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น.พ.พรหมินท์กล่าวว่า ภาคเอกชนทั้งไทย เยอรมนี และบราซิล ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ(เอ็มโอยู) 4 ฉบับ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาพลังงานชีวภาพที่เป็นรูปธรรม คือ 1.ความร่วมมือด้านการขนส่งเชื้อเพลิงชีวภาพ ระหว่างบริษัทคอยเม็คส์(Coimex Trading Company) ของบราซิล กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 2.ความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเอทานอล และไบโอดีเซลสำหรับรถยนต์ ระหว่าง ปตท.กับบริษัท เปตรอน(Petron) บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ 3.ความร่วมมือในการผลิตปาล์มน้ำมันครบวงจร ระหว่างบริษัทไบเออร์ จำกัด ของเยอรมนี กับบริษัท เอซีจี คอร์เปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด ของไทย 4.ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลของไทย ระหว่างสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลของบราซิล(UNICA) กับสมาคมโรงงานน้ำตาลไทย (มติชนรายวัน พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.matichon.co.th)





เตือนผู้ไปถ่ายเอกซเรย์สแกนทั้งตัวอาบรังสี เท่ากับเหยื่อระเบิดปรมาณู

นักวิจัยทางการแพทย์ได้ชี้ว่า ได้มีการพยายามโฆษณาให้เห็นว่า การไปถ่ายตรวจเอกซเรย์สแกน จะทำให้เห็นร่องรอยของมะเร็งก่อนหน้าที่จะปรากฏอาการขึ้นได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว รังสีจากเครื่องเอกซเรย์นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งเสียเองได้ เครื่องเอกซเรย์สแกนเป็นเครื่องเอกซเรย์ที่ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สามารถ่ายภาพเอกซเรย์ที่คมชัดขึ้น ในท่าต่างๆได้หลายแง่หลายมุม แทนที่ถ่ายด้วยเครื่องเอกซเรย์ธรรมดาในท่านอนตามปกติ แต่มันไม่เหมือนเครื่องสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก เพราะมันมีการแผ่รังสีออกมาด้วย แพทย์รังสีวิทยากับคณะของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กรุงนิวยอร์ก ได้กล่าวไว้ในวารสารการแพทย์รังสีวิทยาว่า การถ่ายภาพเอกซเรย์สแกนทั้งตัวนั้น จะต้องใช้รังสีเป็นปริมาณมาก อาจจะมากเท่าๆกับที่เหยื่อของระเบิดปรมาณูที่นครฮิโรชิมาและนางาซากิ ที่รอดตายโดนมา ซึ่งล้วนแต่มีหลักฐานชัดเจนว่า นับวันจะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งมากขึ้น คณะแพทย์กล่าวว่า ผู้ที่ไปถ่ายเอกซเรย์สแกนทั้งตัว ครั้งหนึ่งๆ จะถูกรังสีขนาดต่ำกว่าผู้รอดตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทียบกันแล้วสูงกว่าผู้ที่ไปรับการตรวจเต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์พิเศษ มากกว่ากันถึง 100 เท่า (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





ถังเชื้อเพลิงหนังเหนียว ซ่อมตัวเองอัตโนมัติหลังถูกยิง

กองทัพเรือสหรัฐพบวัสดุที่ใช้ผลิตลูกกอล์ฟมีคุณสมบัติ สามารถซ่อมแซมตัวเอง เมื่อถูกยิงด้วยกระสุนปืน กองทัพวิจัยต่อยอด หวังประยุกต์ใช้งาน กับถังบรรจุเชื้อเพลิงของเครื่องบินรบ คาดหวังนักบินจะประคองเครื่องที่ถูกยิง กลับถึงฐานทัพอย่างปลอดภัย คริสโตเฟอร์ คอกลิน วิศวกรวัสดุจากหน่วยบัญชาการทางอากาศและทะเล หัวหน้าคณะวิจัยในแมรี่แลนด์ เปิดเผยว่า โพลิเมอร์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดสำหรับใช้เคลือบผิวของพินโบวลิ่ง หมวกกันน็อกและลูกกอล์ฟ มีคุณสมบัติในการสมานตัวเองในทันทีหลังจากถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทีมงานเดินหน้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในถังเชื้อเพลิงของเครื่องบินรบ ขณะนี้ทีมงานกำลังทดสอบพฤติกรรมซ่อมตัวเองของโพลิเมอร์ที่ชื่อว่า "เซอร์ลิน" (Surlyn) จากบริษัทดูปองท์ ด้วยการยิงกระสุนในหลายขนาดเข้าใส่แผ่นโพลิเมอร์ความหนา 1.5 มิลลิเมตร การทดสอบพบว่า แผ่นโพลิเมอร์ที่มีรอยกระสุนขนาดเล็กมากๆ สามารถสมานตัวได้อย่างรวดเร็วและหมดจดไม่มีรอยใดๆ หลงเหลืออยู่ ขณะที่รูกระสุนขนาดใหญ่กว่า จะปรากฏร่องรอยบนเนื้อวัสดุเล็กน้อย สาเหตุที่ทำให้โพลิเมอร์สมานตัวก็เพราะความร้อนที่ได้จากความเร็วของกระสุนปืน ซึ่งมีอุณหภูมิในระดับที่สามารถหลอมละลายวัสดุให้กลายเป็นเนื้อเดียวได้ โครงสร้างภายในของโพลิเมอร์เซอร์ลิน ประกอบด้วย โมเลกุลของโพลิเอธิลีนและกรดเมทาอคริลิกที่ต่อสายกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเส้นสปาเกตตี เมื่อถูกความร้อนโครงสร้างภายในจะเปลี่ยนแปลงด้วยการไหลไปเชื่อมตัวกันในที่สุด อย่างไรก็ตามโพลิเมอร์จะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเชื้อเพลิง ทำให้คุณสมบัติการยึดตัวกันหายไป ดังนั้น คณะทำงานจะต้องวิจัยเพิ่มขึ้นก่อนตัดสินใจนำวัสดุตัวนี้ไปใช้เคลือบผิวถังบรรจุเชื้อเพลิง คณะวิจัยชุดอื่นๆ จากองทัพเรือสหรัฐ กำลังหาทางผสมวัสดุทนเชื้อเพลิงอย่าง ยูรีเทน เข้าไปในโพลิเมอร์ เพื่อให้สามารถผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาดได้เร็วขึ้น หากโครงการเหล่านี้สำเร็จ น้ำหนักของอากาศยานจะเบาขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องห่อหุ้มตัวถังเชื้อเพลิงด้วยวัสดุหลายชั้น และย่อมช่วยรักษาชีวิตของนักบินให้ปลอดภัย (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





สหรัฐติดเซ็นเซอร์อินฟาเรดใบไม้ คำนวณปริมาณปุ๋ยลดสิ้นเปลืง

สหรัฐพัฒนาเซ็นเซอร์วัดสุขภาพใบของพืช โดยอาศัยหลักการสะท้อนแสงสีแดง และแสงอินฟาเรดของใบไม้ บ่งบอกว่ามีสุขภาพดีแค่ไหน ระบุระบบนี้ สามารถคำนวณปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน ในระดับที่พืชต้องการ ช่วยเกษตรประหยัด ลดภาวะมลพิษไนเตรตที่ไหลสู่แหล่งน้ำ จิม สเคเปอร์ จากกระทรวงเกษตร สหรัฐ หัวหน้าทีมวิจัย คิดระบบเซ็นเซอร์ช่วยบอกสุขภาพใบไม้ เพื่อใช้คำนวณความต้องการไนโตรเจนของพืช โดยระบบนี้จะติดอยู่บนรถไถ ในการใช้งานเกษตรกรจะกดปุ่มยิงสีแดงและแสงอินฟาเรดเป็นจังหวะกะพริบถี่ๆ ไปยังยอดไม้ เซ็นเซอร์จะตรวจจับการสะท้อนของแสง สำหรับใบไม้ที่สุขภาพดีจะดูดซับสีแดงเอาไว้ ทั้งนี้ แสงสีแดงดังกล่าวมีความยาวคลื่นใกล้เคียงอินฟาเรด ส่วนใบพืชที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ จะสะท้อนแสงอินฟาเรดมากกว่าพืชที่สุขภาพดี ดังนั้น การเทียบอัตราส่วนการสะท้อนของแสงอินฟาเรดไปจนถึงแสงสีแดง จะทำให้ระบบสามารถหาได้ว่าใบไม้นั้นๆ มีสุขภาพดีเพียงใด อีกทั้งระบบสามารถคำนวณได้ว่าควรใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้เท่าไรด้วย ระบบเซ็นเซอร์นี้อยู่ระหว่างทดสอบใช้งานในแปลงเพาะปลูก 12 แห่งในสหรัฐ มีอาณาบริเวณราว 500 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์เท่ากับ 6.25 ไร่) โดยต้นทุนการติดตั้งระบบประมาณ 83,400-125,200 บาท เมื่อเทียบกับต้นทุนค่าปุ๋ยและค่าแรงงานในสหรัฐคิดเป็นเงินประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การลงทุนระบบนี้จะเกิดความคุ้มทุนในไม่ช้า อีกทั้งเซ็นเซอร์เองสามารถนำมาใช้ทำนายผลผลิตจากสุขภาพของใบได้ด้วย (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





เฟ้นสายพันธุ์ฟ่างหวาน ผลิตเอทานอลแทนอ้อย

นายเฉลิมพล ไหลรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชไร่กล่าวว่า ขณะนี้ทางสถาบันวิจัยพืชไร่ ได้เสนอขอทุนวิจัยโครงการผลิตเอทานอล จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยใช้ข้าวฟ่างหวานเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากเกรงว่าอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ในการผลิตจะมีผลผลิตไม่เพียงพอ เพราะพืชทั้งสองชนิดมีอายุการปลูกนานประมาณ 8-12 เดือน ประกอบกับในขณะนี้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้เอทานอลสูงขึ้น ทั้งนี้ สถาบันวิจัยพืชไร่ได้ดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวฟ่างหวานสำหรับผลิตเอทานอล จากที่มีอยู่ทั้งหมด 10 สายพันธุ์ให้เหลือเพียงสายพันธุ์เดียว เน้นพันธุ์ที่เหมาะสมทั้งในเรื่องของช่วงในการปลูกที่ให้ผลผลิตสูง และคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาไม่นาน เนื่องจากในส่วนนี้ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี เคยวิจัยมาแล้วระยะหนึ่งแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยพืชไร่เพียงแค่นำผลงานดังกล่าวมาต่อยอด และเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้เข้ากับสภาวะปัจจุบันเท่านั้น หลังจากการวิจัยเรียบร้อย จะเร่งทำสัญญากับโรงงานผลิตแอลกอฮอล์และมอบให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ทั้งนี้มั่นใจว่าผลผลิตที่ได้จะสามารถรองรับโรงงานผลิตเอทานอลที่กำลังจะเปิดดำเนินการอีกหลายแห่งในปี 2548 (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





นักวิจัยย้ำ 'ฉี่'รักษาโรค ทาแก้สิว-สระแก้รังแค

นางราตรี ชีพอุดมวิทย์ นักวิชาการกองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยงานวิจัยเรื่อง "การศึกษาการใช้น้ำมูตรบำบัดในเครือข่ายชาวอโศก" ผลการวิจัยพบว่าชาวสันติอโศกส่วนใหญ่จะใช้น้ำมูตรสำหรับทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม อาบ สระผม แม้กระทั่งล้างหน้า ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ก็ได้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกด้วยว่าพระสมัยก่อนนิยมนำน้ำมูตรเน่ามาดองกับลูกสมอ หรือลูกมะขามป้อม เพื่อฉันเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังมีความเชื่อของคนจีนโบราณว่าการดื่มปัสสาวะจะทำให้สุขภาพดี นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า การเข้าไปศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มปัสสาวะส่วนใหญ่จะดื่มกันสดๆ และจะใช้ปัสสาวะของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเช้า เพราะเชื่อว่าจะมีสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารในปัสสาวะค่อนข้างสูง ทั้งนี้จะดื่มในปริมาณ 1 แก้วถึง 1 แก้วครึ่ง อย่างไรก็ตาม มีบางความเชื่อที่เห็นว่าถ้าจะให้ได้ผลดีต้องเป็นปัสสาวะของเด็ก ซึ่งนอกจากใช้ดื่มแล้ว ยังมีการใช้ปัสสาวะบ้วนปาก สระผม ล้างหน้า เพราะเมื่อใช้แล้วเชื่อว่าจะรักษาผมหงอก รังแค อีกทั้งยังมีสรรพคุณแก้สิว นางราตรี ระบุต่อว่า สำหรับสารเมลาโทนิน ซึ่งอยู่ในน้ำปัสสาวะนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย พบว่า เมื่อดื่มเข้าไปจะช่วยให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส สมาธิดีขึ้น และยังช่วยต้านความชรา ป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย และที่สำคัญนักวิจัยหลายคนเชื่อว่า ปัสสาวะถือเป็นสิ่งดีสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ เนื่องจากปัสสาวะของผู้ป่วยเอดส์ไม่ได้มีเพียงสารต้านมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีสารแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี-1 ด้วย “ยังมีนักวิจัยและหมออีกหลายคนที่เชื่อตรงนี้ แต่ทั้งนี้ก็ยังจะย้ำว่า การดื่มน้ำปัสสาวะนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชนเท่านั้น ใครจะลองหรือไม่ก็แล้วแต่บุคคล” นางราตรี กล่าว (คมชึดลึก 2 ก.ย. 47 http://www.komchadluek.net)





เทคนิคใหม่ตรวจมะเร็งทรวงอก เช็คเลือดหาปริมาณเซลล์เนื้องอก

นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีใหม่ สามารถเช็คได้อย่างรวดเร็ว ว่าการรักษามะเร็งทรวงอก ประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน โดยวิเคราะห์จากระดับ เซลล์มะเร็งในเลือดของผู้ป่วยเอง การค้นพบครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้ถูกวิธีมากขึ้น นักวิจัยจากศูนย์โรคมะเร็งแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐ กล่าวว่า โดยปกติผู้ป่วยต้องรอนาน 3-4 เดือนเพื่อบำบัดอาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง แต่ปัจจุบันเทคนิคที่ใช้ในงานวิจัยโดยใช้ตัวอย่างเลือดอาจช่วยประกอบการตัดสินใจ เพื่อรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในไม่กี่สัปดาห์เพื่อประหยัดเวลาในกรณีที่ต้องใช้การบำบัดที่แตกต่างกัน นักวิจัยได้ศึกษาผู้หญิงจำนวน 177 ราย ซึ่งอยู่ในระยะมะเร็งกระจายตัวและเริ่มต้นเข้ารับการรักษา ในจำนวนนี้ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งมีเซลล์เนื้องอกในเลือดระดับสูง นอกจากนี้ยังพบว่าผู้หญิงร้อยละ 30 ที่เข้ารับการบำบัดไปแล้ว 3-5 สัปดาห์ มีปริมาณเซลล์เนื้องอกสูงกว่า โดยมะเร็งได้กระจายตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าผู้หญิงที่ระดับเซลล์เนื้องอกลดลงมากกว่าในระหว่างช่วงเวลาเดียวกัน หรือในรายที่ไม่พบเซลล์เนื้องอกระดับสูง เทคนิคการตรวจเซลล์มะเร็งในระดับเลือดนี้ อาจช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้เร็วขึ้นในการนำแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมารักษาผู้ป่วย (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





ศูนย์วิทย์ชีวภาพฯ มุ่ง'เฮล์ทไซม์' ลดวิจัยพืชจีเอ็ม

ดร.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน Healthcare ของศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพของประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ได้อนุมติโครงการลงทุนวิจัยด้านฟาร์มาโคจีโนมิก (พันธุศาสตร์เภสัชกรรม) ด้วยงบประมาณ 19 ล้านบาท เพื่อศึกษาโครงสร้างพันธุกรรมคนไทยที่ตอบสนองต่อยารักษา 9 โรคอาทิ มะเร็ง เอดส์ หัวใจ และตอบสนองด้วยยาแบบไหน โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรามาธิบดี บริษัทออราเคิล สหรัฐอเมริกา และบริษัทไอบีเอ็ม นอกจากนี้ได้อนุมัติแผนการจัดตั้งห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์เชื้อโรคที่ยากและเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย เช่น ซาร์ส เอดส์ ไข้หวัดนก และห้องปฏิบัติการทดสอบการออกฤทธิ์ของยา เพราะยาแต่ละชนิดมีศักยภาพการตอบสนองต่อโรคมากน้อยต่างกัน ด้าน ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หน่วยไวรัสวิทยาและจุลชีววิทยาโมเลกุล โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มวิจัยโครงสร้างพันธุกรรมคนไทยกับผู้ป่วยของโรงพยาบาล ส่วนบริษัทออราเคิลจะช่วยจัดระบบข้อมูลทางคลินิก ตั้งแต่ประวัติผู้ป่วย การรักษา การตอบสนองต่อยา โดยจะเก็บข้อมูลทั้งหมด 3 ปีหลังจากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลร่วมกับข้อมูลการวิเคราะห์โครงการสนิปส์หรือถอดรหัสพันธุกรรม (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





เภสัชวิจัยรับรอง 'น้ำมันมะพร้าว' ส่งผลดีต่อหัวใจ

ดร.ประคองศิริ บุญคง นักวิชาการองค์การเภสัชกรรม นำเสนอผลงานวิจัย "ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว" ในการประชุมวิชาการงานชุมนุมการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทยแพทย์ทางเลือกแห่งชาติครั้งที่ 1 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยสรุปว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถเพิ่มไขมันชนิดดีในเลือด (HDL-cholesterol) ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ยังมีความเป็นธรรมชาติ ไม่รบกวนการทำงานของเอนไซม์ และยังมีกรดไขมันช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์และเสริมภูมิคุ้มกันได้ดีอีกด้วย ขณะที่น้ำมันข้าวโพด ถั่วเหลือง จะลดไขมัน HDL-cholesterol ทำให้เกิดการรบกวนของเอนไซม์และรบกวนระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ การวิจัยยังพบว่า หากเป็นมะพร้าวสดที่ไม่ผ่านกระบวนการ Hydrogenated oil ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีการใช้สารเคมี จะได้น้ำมันมะพร้าวที่มีสรรพคุณช่วยในหลายๆ เรื่อง ทั้งเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้า ผิวกาย เรือนผม และอีกมากมาย "ส่วนที่มีงานวิจัยของประเทศแถบยุโรประบุถึงผลเสียน้ำมันมะพร้าวนั้น อาจเป็นเพราะเขาจะขายน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบ้านเขา ขณะที่มะพร้าวมีเฉพาะย่านเอเชีย ดังนั้น งานวิจัยนี้ได้ศึกษาครั้งนี้ถือเป็นการจุดประกายผลิตภัณฑ์ของไทยให้ออกสู่สายตาชาวโลก แต่การผลิตน้ำมันมะพร้าวมีต้นทุนสูง รัฐควรเข้ามาสนับสนุน ผู้สนใจผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวเป็นสินค้าของตัวเอง ขอคำปรึกษาได้ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





แปรรูปเม็ดข้าวเป็นสารเคลือบผ้าบาติก

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยฯ ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ พัฒนาสารเคลือบสีผ้าบาติก จากแป้งข้าว ทดแทนการใช้สารเคมี เผยการใช้งานง่ายขึ้น ลดขั้นตอนต้มน้ำเทียน ที่อาจก่ออันตรายต่อสุขภาพ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี สู่ผู้ประกอบการผ้าบาติก ระบุช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวไทยสู่ภาคอุตสาหกรรม อาจารย์ปวริน สุรัสวดี นักวิจัยภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทีมงานได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แป้งข้าวไทย ในการผลิตสารกั้นสีในอุตสาหกรรมย้อมผ้าบาติก จากปกติที่ใช้ขี้ผึ้งและพาราฟินเป็นสารกั้นสี ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์จากน้ำมันที่อาจก่ออันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากในกระบวนการต้มน้ำเทียนเพื่อเขียนลายผ้าบาติกนั้น มีกลิ่นเหม็นแสบจมูก และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ รวมถึงการลอกเทียนภายหลังการย้อม ยังก่อให้เกิดของเสียปนเปื้อนในน้ำทิ้ง จากสภาพดังกล่าว ทีมงานได้ศึกษาพัฒนาสารกั้นสีจากวัตถุดิบทางธรรมชาติเพื่อแทนการใช้ไขเทียน โดยทดลองนำเทคนิคการย้อมแบบรีซีสต์ ซึ่งใช้แป้งกั้นสีของญี่ปุ่นเป็นพื้นฐาน จากนั้นจึงทดลองคิดค้นสูตรแป้งข้าวจากข้าวไทย และใช้เป็นสารกั้นสีแทน ปรากฏว่าแป้งข้าวที่ได้มีคุณภาพทัดเทียมกับสารกั้นสีแบบเดิม สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จำนวน 3 แสนบาท และใช้เวลาดำเนินโครงการ 2 ปี ในการสร้างสารกั้นสีจากธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงในการต้มน้ำเทียน เพราะการนำแป้งดังกล่าวไปใช้นั้น ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางความร้อนแต่อย่างใด "ในการศึกษาพบว่า แป้งข้าวเหนียวและรำข้าวของไทย สามารถนำมาใช้เป็นสารกั้นสีได้เป็นอย่างดี ในอัตราส่วนน้ำหนักของแป้งประมาณ 20-30%ของน้ำหนักส่วนผสมหลัก ซึ่งความพิเศษของสารกั้นสีนี้สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 เดือน หากเติมสารกันเสียในปริมาณเพียง 0.1% และต้นทุนถูกกว่าสารเคมี และได้สนับสนุนให้มีการวิจัยแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าข้าวไทย โดยร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





จีนพัฒนา'ซูเปอร์ข้าว'ผลผลิต2ตัน/ไร่

ในการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยข้าวเพื่ออนาคต ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์หยวน หลงผิง นักพันธุศาสตร์ผู้บุกเบิกผสมพันธุ์ข้าวต่างสายพันธุ์ ศูนย์พัฒนาและวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ประเทศจีน ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ของจีนที่เรียกว่า 'สุดยอดข้าวลูกผสม' (super hybrid rice) โดยใช้เทคนิคปรับปรุงโครงสร้างของต้นข้าวผสมกับเทคนิคการผสมข้ามพันธุ์ จนได้ข้าวที่สามารถให้ผลผลิตได้ 12.3 ตันต่อเฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6.25 ไร่) จากการทดลองปลูกในแปลงทดลองแห่งหนึ่งเมื่อปี 2545 ถัดมาในปี 2546 ได้ถึง 13 ตันต่อเฮกตาร์ หรือสองตันเศษต่อไร่ เทคนิคในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน โดยวิธีแรกเป็นแนวทางที่นักพันธุศาสตร์จากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) เสนอว่า ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงนั้นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างที่สามารถให้รวงขนาดใหญ่ และมีเม็ดข้าวจำนวนมากต่อรวง มีช่องอกเพียง 3-4 ช่อต่อต้น และมีลำต้นสั้นแต่แข็งแรง ซึ่งแนวทางดังกล่าว ศาสตราจารย์หยวน ยังไม่แน่ใจว่าจะพัฒนาไปเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตสูงหรือ 'ซูเปอร์ไรซ์' ได้หรือไม่ ทีมวิจัยของศาสตราจารย์หยวน ได้ทำการทดลองหาพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 17.1 ตันต่อเฮกตาร์ ในแปลงทดลองพบว่า ลักษณะของต้นข้าวที่จะให้ผลผลิตสูงนั้น ต้องเป็นต้นที่มีใบตั้งชู โดยสามใบบนควรจะยาว เรียว ใบหนา แฉกเป็นตัววี และตั้งชัน ลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ใบข้าวรับแดดได้เต็มที่ทั้งสองด้าน และไม่บังใบข้าวในต้นเดียวกัน ตำแหน่งของรวงต้องออกเตี้ย ข้าวที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำจะช่วยให้ต้นล้มยากเวลาข้าวออกรวงมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับข้าวซูเปอร์ไรซ์ นอกจากนี้ อีกเทคนิคที่นิยมใช้พัฒนาพันธุ์ข้าวในปัจจุบันคือ การพัฒนาข้าวลูกผสม โดยข้าวที่ใช้ผสมสลับกันไปมา ได้แก่ พันธุ์อินดิกา, เจปอนิกาและจาวานิกา เป็นต้น ข้าวลูกผสมเหล่านี้จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปรับปรุงพันธุ์จากข้าวสายพันธุ์เดียวกันถึงร้อยละ 30 โดยปัจจุบันข้าวลูกผสมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างสูงเพื่อใช้สร้างข้าวซูเปอร์ไรซ์ นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ด้านพันธุวิศวกรรม โดยทีมงานของ ศาสตราจารย์หยวนร่วมกับมหาวิทยาลัยจีน ฮ่องกง ทดลองโคลนนิงยีนข้าวโพดแล้วนำมาใส่ในต้นข้าว โดยคาดหวังว่าต้นข้าวนั้นจะให้ผลผลิตสูงกว่า 2 ตัน/ไร่ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





เชียร์ “ทีมหุ่นยนต์หอยหลอด 2004” สู้ สู้ คว้าแชมป์หุ่นยนต์นานาชาติ

อาจารย์ปิติกร ขำอ่อน อาจารย์แผนกอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยถึงความพร้อมของ “หุ่นยนต์หอยหลอด 2004 โอแจคบริจ” ที่ประเทศเกาหลีว่า ทีมนักศึกษาได้สร้างหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอีก โดยตัวแรก เป็นหุ่นยนต์ระบบ Manal บังคับด้วยรีโมทย์ มีหน้าที่หยิบชิ้นส่วนมาต่อเชื่อมสะพานแล้วเสร็จ เพื่อให้หุ่นอีกตัวเดินไปบนสะพานได้สะดวก จากนั้นจึงทำหน้าที่ไปหยิบกล่องคะแนน ซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมและกระจัดกระจายมาใส่กรอบไม้ที่เตรียมไว้ ตัวที่ 2 เป็นหุ่นยนต์ Autoมีหน้าที่เดินไปบนสะพานที่เชื่อมต่อแล้ว เพื่อนำกล่องสีทองไปวางบนแท่น หากวางได้เสร็จก่อนก็จะชนะคู่แข่ง หุ่นยนต์ตัวที่ 3 เป็นหุ่นขนาดเล็กระบบ Auto เช่นกัน มีหน้าที่วิ่งเข้าหาสะพานของฝ่ายตรงข้าม พร้อมปล่อยตะขอเกี่ยวสะพานไว้ไม่ให้หุ่นยนต์ของคู่แข่งข้ามไปได้ และหุ่นยนต์ตัวที่ 4 มีหน้าที่วิ่งเข้ามาหุ่นยนต์ต่อสะพานของคู่แข่งแล้วทิ้งเครื่องกีดขวางเพื่อกันไม่ให้หุ่นยนต์ของคู่แข่งต่อสะพานได้สำเร็จ โดยหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ นักศึกษาต่างช่วยกันออกแบบระบบกลไก และชุดวงจรไฟฟ้าซึ่งเขียนขึ้นเอง แถมวัสดุที่นำมาประกอบเป็นหุ่นก็ยังวัสดุมือสองราคาถูก ที่หาซื้อได้ตลาดขายของเก่า ทั้งแบตเตอร์รี่ ตัวเซนเซอร์ เป็นต้น ขณะที่อาจารย์สมชาย สูญสิ้นภัย อาจารย์แผนกช่างกลโรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ทีมมีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ (สยามรัฐ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.siamrath.co.th)





วิจัยอวัยวะปลูกถ่ายจากหมูใช้กับคนก็ปลอดภัยพอ

จากการขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ทั่วโลกที่จะนำมาใช้ปลูกถ่ายรักษาผู้ป่วย ทำให้เกิดความเชื่อว่าอวัยวะของสัตว์ โดยเฉพาะอวัยวะจากหมูน่าจะมาใช้เป็นทางเลือกได้ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาก่อนหน้านี้ได้เตือนว่า การนำอวัยวะของสัตว์มาใส่ในร่างกายมนุษย์นั้น อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ แต่รายงานการศึกษาครั้งหลังสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารคลี-นิคัล อินเวสติเกชั่น บอกว่า ความเสี่ยงที่จะมีนั้นอยู่ในระดับต่ำ ยอง-กวางยาง และคณะจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ได้ทดลองนำเซลล์ของมนุษย์และเซลล์ของหมูปลูกถ่ายลงในหนูทดลอง พบว่าเซลล์ทั้งสองชนิดนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ ส่วนกรณีที่การศึกษาก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องไวรัส PERV (porcine endogenous retroviruses) ที่พบในเซลล์ของหมูจะเข้ามาติดเชื้อในมนุษย์นั้น ก็พบไวรัสชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อหมู พวกเขาก็ยังเป็นห่วงว่ามันอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนได้ โดยรวมแล้วอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ อาจจะบอกได้ว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้นน้อยกว่าที่เคยคิดไว้มาก (ไทยรัฐ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





มอนซานโต้สร้างถั่วไขมันต่ำ ดีต่อหัวใจ-ลดเส้นเลือดตีบ

บริษัท มอนซานโต้ สหรัฐ ประกาศว่าได้ใช้เวลาร่วม 10 ปีพัฒนาถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม ให้มีคุณสมบัติพิเศษด้านการบำรุงหัวใจโดยตรง และเตรียมวางจำหน่ายภายใต้ชื่อการค้าว่า " วิสทีฟ " (Vistive) โดยถั่วเหลืองชนิดใหม่นี้จะมีปริมาณ ไลโนเลนิกซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งไม่ถึง 3% ขณะที่ถั่วเหลืองทั่วไปซึ่งมีมากถึง 8% และยังให้น้ำมันถั่วเหลืองมากกว่า รสชาติดีกว่า และผ่านกระบวนการไฮโดรเจเนชั่นหรือการแปลงสภาพไขมันชนิดไม่อิ่มตัวน้อยลง โดยกระบวนการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาไขมันเหม็นหืน และทำให้อาหารน่ารับประทานมากขึ้น แต่วงการแพทย์เชื่อว่าการบริโภคน้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจเนชั่นมากๆ อาจก่อให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายที่ผิดไปจากธรรมชาติ โดยไขมันดี (เอชดีเแอล) ในเลือดจะลดลงและไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีผลต่อหัวใจ ด้วยเหตุดังกล่าว น้ำมันจากถั่วเหลืองวิสทีฟซึ่งผ่านกระบวนการไฮโดรเจเนชั่นน้อย จึงดีต่อสุขภาพหัวใจ สำหรับถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่ของบริษัทจะจำหน่ายให้กับชาวนาในไอโอวาในปี 2548 และคาดว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกราว 250,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ซึ่งในแต่ละปีชาวสหรัฐบริโภคถั่วเหลืองกว่า 8,000 ล้านกิโลกรัม (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





คณะนักวิจัยเบลเยียมประกาศความสำเร็จการค้นพบยารักษาโรคซาร์ส

คณะนักวิจัยเบลเยียมประกาศว่า ยาโคโรควิน ซึ่งแพทย์ใช้รักษาโรคมาลาเรียมาเป็นเวลาหลายสิบปี สามารถต่อต้านโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส อย่างได้ผล โดยแถลงการณ์ของคณะนักวิจัยเบลเยียม นำโดย ศ.มาร์ค แมนรันส์ แห่งสถาบันเคยู ลูเวน เรกา ระบุว่า ยาโคโรควิน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของยาต่อต้านไข้มาลาเรีย สามารถต่อต้านเชื้อไวรัสโคโรนาของโรคซาร์สอย่างได้ผล ในการทดลองในห้องปฏิบัติ ทั้งนี้ หากโรคซาร์สกลับมาระบาดอีกครั้ง ยาโคโรควินก็จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการป้องกันการติดเชื้อให้กับประชาชนที่อาศัยหรือเดินทางอยู่ในเขตต่างๆ ที่เกิดการระบาดของโรคซาร์ส และยังเป็นยาใช้รักษาผู้ป่วยโรคซาร์สได้อีกด้วย ข้อดีของยาโคโรควินนี้ก็คือ หาซื้อได้ง่ายในประเทศที่กำลังพัฒนา มีราคาถูก และมีความปลอดภัยสูง ส่วนโรคซาร์สทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน ใน 32 ประเทศทั่วโลก เมื่อปีที่แล้ว (ผู้จัดการออนไลน์ 4 ก.ย. 47 http://www.manager.co.th)





พัฒนาศักยภาพจัดการน้ำเสีย

องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ร่วมกับ สำนักงานเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศแห่งเดน มาร์ก (Danish International Development Assistance : DANIDA) จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพองค์การจัดการน้ำเสีย (Capacity of Wastewater Management Authority : CD-WMA) โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ซึ่งจะจัดตั้งกลุ่มโครงข่ายและระบบสื่อสาร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง และกลุ่มที่มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่ง เพื่อติดตามฟื้นฟูปรับปรุงเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งจัดทำคู่มือบริหารจัดการ งานมวลชนสัมพันธ์ และพัฒนาดำเนินงานบำบัดน้ำเสียในแต่ละพื้นที่ตามมาตรฐานสากล ซึ่งมีเป้าหมายให้ได้ใบรับรองมาตรฐาน ISO ในบางพื้นที่ โดยได้กำหนดพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมของโครงการ ในเขตเทศบาลที่ได้มีการลงนามข้อตกลงร่วมบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียไว้กับ อจน. คือ เทศบาลเมืองศรีราชา เทศบาลเมืองเพชรบุรี เทศบาลเมืองสกลนคร เทศบาลเมืองชุมแสง เทศบาลเมืองป่าตอง และเทศบาลตำบลบ้านเพ ทั้งนี้จะ จัดพาผู้นำเทศบาลไปดูงานระบบบำบัดน้ำเสียของประเทศเดนมาร์กเพื่อ ให้ได้ศึกษาระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และการมีส่วนร่วมของชุมชนรวมทั้งประชาชน นอกจากนี้ยังจัดให้มีการสำรวจท่อระบายน้ำและท่อรวบรวมน้ำเสียของเทศบาล โดยใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบระบบท่อรวบรวมน้ำเสียด้วยทีวีวงจรปิด (CCTV) เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการดูแลและจัดการระบบท่อรวบรวมน้ำเสียได้อย่างตรงจุด ซึ่งช่วยให้ประหยัดงบประมาณและเวลา กล้องทีวีวงจรปิดนี้สามารถกันน้ำได้ และจะติดตั้งอยู่บนรถที่สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งเดินหน้า-ถอยหลัง ส่วนการใช้งานสามารถใช้ได้ในท่อขนาดตั้งแต่ 30 ซม.ขึ้นไป โดยจะถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอเพื่อแสดงภาพออกทางโทรทัศน์ รวมทั้งบันทึกข้อมูลการชำรุดเสียหายลงในคอมพิวเตอร์ (เดลินิวส์ อาทิตย์ที่ 5 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ เพิ่มพลังงาน

คุณณรงค์ วุฒิวรรณ นักวิชาการเกษตร กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรม ส่วนส่งเสริมการผลิตพืชไร่ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เห็นแนวทางการผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดของเกษตรกรอยู่บ้าง จึงมีการศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่ พร้อมกับปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเริ่มเมื่อปี 2546 โดยโครงการนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า "โครงการส่งเสริมผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด" คุณณรงค์บอกว่า งานส่งเสริมให้เกษตรกรนำซังข้าวโพดมาทำถ่านอัดแท่ง นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้จากวัสดุเหลือใช้ที่ไม่เกิดคุณค่าแต่อย่างใดแล้ว ยังลดปัญหาการสร้างมลภาวะทางอากาศ ลดการตัดไม้เพื่อนำมาทำฟืน อันเป็นการทำลายทรัพยากรด้านป่าไม้ของประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดให้ปริมาณความร้อนในระดับสูง คือ 6,300 แคลอรี ต่อกรัม และใช้เวลาในการเผาไหม้จนถึงเป็นเถ้า 1.30 ชั่วโมง ในขณะที่ถ่านที่ได้จากไม้ ให้ความร้อนที่ 4,300 แคลอรี ต่อกรัม และใช้เวลาในการเผาไหม้จนถึงเป็นเถ้าเพียง 1 ชั่วโมง ขั้นตอนการผลิต 1 นำซังข้าวโพดมาเผาให้เป็นถ่านก่อน (ซังข้าวโพด 100 กิโลกรัม จะเผาเป็นเนื้อถ่านได้ 30-40 กิโลกรัม) วิธีการเผามีหลายแบบ เช่น เผาแบบกอง เผาในหลุม เผาในถัง 200 ลิตร 2 นำถ่านที่ได้มาบดด้วยเครื่องบดให้แตกละเอียด หรือเป็นก้อนเล็กๆ 3 นำถ่านที่บดแล้วผสมกับแป้งมันสำปะหลัง เพื่อให้มีคุณสมบัติในการเกาะยึด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 (ถ่านบดละเอียด 10 กิโลกรัม แป้งมันสำปะหลัง 1 กิโลกรัม) 4 นำมาผสมกับน้ำประมาณ 7.5 ลิตร คลุกเคล้ากันให้ทั่วพอชื้น 5 ถ้าจะผสมครั้งเดียวในปริมาณมากๆ ให้คำนวณจากอัตราส่วนใน ข้อ 3 และ ข้อ 4 หรือปรับอัตราส่วนตามความเหมาะสม และประหยัดต้นทุนที่สุด 6 นำวัตถุดิบที่ผสมแล้ว เข้าเครื่องอัดให้เป็นแท่ง แล้วนำไปผึ่งแดด 2-3 แดด 7 บรรจุถุง หรือกล่องเพื่อการจำหน่าย 8 ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด นอกจากใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการหุงต้มอาหารแล้ว ยังใช้เป็นวัสดุปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น หน้าวัว และกล้วยไม้ ได้อีกด้วย ผู้สนใจถามได้ที่ คุณณรงค์ วุฒิวรรณ โทร. (02) 940-6080 ต่อ 406, (02) 579-3816 (มติชนสุดสัปดาห์ 5 ก.ย. 47 http://www.matichon.co.th/techno)





หม้อประหยัดแก๊ส

หม้อประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ES (Energy Saver) ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของ คุณสุพร อัศวินนิมิตร วิศวกรเครื่องกล ผู้คลุกคลีอยู่กับ ฉนวนความร้อนใยหิน... ต้องเอาใยหินไปหุ้มหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ของโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้หม้อต้มสูญเสียความร้อนไปโดยเปล่าประโยชน์ เวลาต้มน้ำ ความร้อนที่แผ่ไปตามผิวด้านข้างของตัวหม้อ จะแผ่ถ่ายทอดความร้อนให้กับอากาศภายนอก รอบๆหม้อตลอดเวลา ความร้อนแทนที่จะทำให้น้ำเดือดกลับสูญไปในอากาศ เพื่อไม่ให้ความร้อนสูญไป โดยเอาฉนวนมาหุ้มไว้ เพื่อเราจะได้ใช้ความร้อนอย่างคุ้มค่า คุ้มเงินค่าแก๊สที่เสียไป คุณสุพร เลยนำมาทดลองใช้กับหม้อก๋วยเตี๋ยว ...เอาหม้อก๋วยเตี๋ยวแบบเดิม มาหุ้มด้วยฉนวนใยหินหนา 25 มม. รอบตัวหม้อ แล้วก็เอาสเตนเลส มาคลุมทับฉนวนใยหินอีกที จากนั้นก็ทดลองเปรียบเทียบดู ผลปรากฏว่า...หม้อก๋วยเตี๋ยวแบบเดิม กว่าจะต้มน้ำเดือด ต้องใช้เวลาต้มนาน 3 ชั่วโมง แต่หม้อก๋วยเตี๋ยวเบอร์ 5...ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง ทดลองใช้เป็นเวลา 3 เดือน ผลปรากฏว่า จากเดิมเพื่อนใช้แก๊ส ตั้งแต่1 ถัง ขายก๋วยเตี๋ยวได้ 2 วัน...เปลี่ยนมาเป็นแก๊ส 1 ถัง ใช้ได้ 3 วัน...ประหยัดได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ผู้สนใจสอบถามไปได้ที่ 0-2676-0089 (ไทยรัฐ อาทิตย์ที่ 5 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





ข่าวทั่วไป


2 หน่วยงานร่วมกันแก้ไขมลพิษหมอกควันจากการเผา

นายธงชาติ รักษากุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า "ประเทศไทยมีปริมาณฟางข้าว 50 ล้านตันต่อปีและใบอ้อยปริมาณ 9 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากมีการเผาจะทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซสู่บรรยากาศโลกถึงปีละ 27,000 ล้านกิโลกรัมคาร์บอน และ 454 ล้านกิโลกรัมไนโตรเจน และเกิดเขม่าควันตามมาถึงปริมาณ 700 กิโลกรัม การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมจึงทำให้เกิดผลเสียทั้งด้านสุขภาพ ทำลายโครงสร้างของดินและทำให้อุณหภูมิของผิวโลกร้อนขึ้น จากปัญหาดังกล่าวและเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรจากการเผาตอซังเพื่อเตรียมดินในการเพาะปลูก กรมส่งเสริมการ เกษตรร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสาธิตการไถกลบตอซังฟางข้าวและใบอ้อยที่ถูกต้องขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน และพื้นที่ลุ่มน้ำปิง จำนวน 1,000 ไร่ พร้อมจัดอบรมสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพตั้งกลุ่มเกษตรกรปลอดการเผา พร้อมจัดกิจกรรม รณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเพื่อให้เกษตรกรเข้าใจและเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมและสร้างจิต สำนึกเรื่องสิ่งแวด ล้อมให้มากขึ้นเพราะในอนาคตจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อกีดกันทาง การค้า สำหรับในปี 2547 กรมส่งเสริมการ เกษตรและกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกันดำเนินการในพื้นที่นำร่อง รณรงค์ควบคุมการเผาในที่โล่งใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี พระนคร ศรีอยุธยา ชัยนาท และเชียงใหม่ โดยทั้งสองกรมได้ร่วมวางยุทธศาสตร์เพื่อลดพื้นที่การเผาลงไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2551. (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





พระราชทานรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น

วันที่ 26 ส.ค. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ได้มีพิธีมอบรางวัลพระราชทานเกียรติบัตร เข็มที่ระลึก ให้แก่ผู้อ่านข่าว ผู้ดำเนินรายการ ที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยมี ดร.รุ่ง แก้วแดง ผู้ช่วย รมต. ประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ โดยผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางวิทยุโทรทัศน์ นายกันตชาติ เกษม สันต์ ณ อยุธยา และนายพงษ์อมร คุ้มแก้ว จาก ททบ.5 น.ส.วราภรณ์ สมพงษ์ และ น.ส.ศศิวรรณ์ เลิศวิริยะประภา จากไอทีวี ได้รางวัลผู้อ่านข่าวที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางวิทยุโทรทัศน์ ส่วนผู้ดำเนินรายการที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางวิทยุโทรทัศน์ได้แก่ ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ จาก ททบ.5 นายปัญญา นิรันดร์กุล จากแฟนพันธุ์แท้ นางผุสชา โทณะวณิก จากไทยทีวีช่อง 9 น.ส.นารากร ติยายน จาก ททบ.5 สำหรับผู้ประกาศข่าวที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ภาคเอเอ็ม ได้แก่ นายสัญญลักษณ์ เจริญเปี่ยม จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) และนางมัธณียา มากสมบูรณ์ จาก สวท.จ.กาญจนบุรี ผู้ประกาศข่าวที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ภาคเอฟเอ็ม ได้แก่ นายอรรถพร ธรรมวิมล สวท.จ.ชัยนาท และ น.ส.ดวงใจ มาตยานุมัติ จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.dailynews.co.th)





ไฟเขียวเอกชน16รายตั้งโรงงานเอทานอล

คณะกรรมการเอทานอล อนุมัติ 16 รายตั้งโรงงานมูลค่า 15,000 ล้านบาท พร้อมเสนอกระทรวงพลังงานกำหนดมาตรการบังคับเติมเอทานอลทั้งน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และออกเทน 91 ใช้ในสัดส่วนผสม 10% นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการ 16 ราย ตั้งโรงงานผลิตเอทานอล จากที่เสนอมา 38 ราย มูลค่าการลงทุน 15,000 ล้านบาท กำลังผลิตเอทานอล รวม 2.7 ล้านลิตรต่อวัน โดยจะเริ่มผลิตได้ในปี 2549 เมื่อรวมกับกำลังผลิตของผู้ประกอบการเดิมที่ได้อนุมัติไปก่อนหน้า 8 ราย ส่งผลให้กำลังผลิตเอทานอล โดยรวมปี 2549 อยู่ที่ 4.11 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งนี้ โรงงานเอทานอลที่ได้รับอนุมัติการผลิตงวดใหม่ ประกอบด้วย โรงงานที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบจำนวน 4 ราย เช่น บริษัท ปิกนิคแก๊ส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟ้าขวัญทิพย์ จำกัด บริษัท สยามเอทานอลอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท บุญอเนก จำกัด กำลังผลิตรวม 120,000 ลิตรต่อวัน และโรงงานเอทานอลที่ต่อยอดจากโรงงานน้ำตาล 10 ราย ที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ เช่น บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท น้ำตาลตะวันออก จำกัด กลุ่มวังขนาย บริษัท รวมเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท ไทยรุ่งเรืองพลังงาน จำกัด กำลังผลิตรวม 1.5 ล้านลิตรต่อวัน คณะกรรมการเอทานอล ได้ทำหนังสือถึง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รมว.พลังงาน เพื่อยืนยันปริมาณกำลังผลิตเอทานอลที่เพิ่มขึ้น และขอให้กระทรวงพลังงานเร่งขยายตลาดการใช้เอทานอล (กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





รางวัลแด่เจ้าหญิงนักต่อต้านยาเสพติด

พระกรณียกิจด้านการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ พระองค์ รวมทั้งทีมงานในโครงการได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป้าหมายในการแก้ปัญหายาเสพติดสำเร็จลุล่วง ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นที่น่าพอใจ สมาชิกทั่วประเทศกว่า 22 ล้านคน มีการจัดตั้งชมรมทู บี นัมเบอร์วัน ในสถานศึกษา ชุมชน และสถานประกอบการต่างๆ และทำกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง จากผลงานดังกล่าว น.พ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO-SEARO) จึงได้ถวายรางวัล "WHO-SEARO Award" ประจำปี 2547 แด่การรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในฐานะที่พระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านการพัฒนางานสาธารณสุขของประเทศไทยและนานาชาติ โดยเฉพาะในด้านการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รางวัลนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้อุทิศตนในการทำงานด้านสุขภาพจิตและสารเสพติด โดยองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะทำการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม ก่อนจะเสนอชื่อไปยังองค์การอนามัยโลก เพื่อรับรองเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ถือเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ได้รับรางวัลนี้ (คมชัดลึก จันทร์ที่ 30 ส.ค. 47 http://www.komchadluek.net)





ยกให้นิ้วหัวแม่เท้าอวัยวะสำคัญที่สุดหากขาดไป จะไม่อาจก้าวเดินได้

หนังสือพิมพ์ "เดอะ ซัน" อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ รายงานว่า ได้มีการศึกษาถึง ความสำคัญของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายขึ้นใหม่ และนิ้วหัวแม่เท้า ได้รับเลือกให้เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ด้วยเหตุที่ว่ามันทำให้เราทรงกายอยู่ได้ และมันยังทำให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกด้วย หากไม่มีมัน ถ้าขืนเดินก้าวออกไปข้างหน้าเมื่อไร เราจะต้องล้มคว่ำล้มหงายทันที (ไทยรัฐ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





ค้างคาวสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือ "หนึ่งเดียว" ในโลกที่บินได้

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (รวมทั้งมนุษย์) ที่มีอยู่ในโลกนี้ค้างคาวคือ "หนึ่งเดียว" สามารถบินได้และมีระบบ "โซนา" ช่วยในการค้นหาทิศทางการบินไปข้างหน้า... พร้อมกับสื่อสารระหว่างกันได้ในระยะทางไกลๆ เอกลักษณ์พิเศษด้วยสายตาที่มองเห็นได้ดี แม้ในเวลากลางคืนที่มืดมิด ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 800 ชนิด ประเทศไทยมีอยู่ทั้งสิ้น 10 วงศ์ 92 ชนิด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือกินแมลงกับกินผลไม้เป็นอาหาร ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณอเนก-อนันต์ เพราะมันชอบกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร และบางชนิดที่กินผลไม้ก็จะช่วยผสมเกสรดอกไม้ให้ ต้นไม้ไปด้วย ค้างคาวมีความลึกลับมาก มายตั้งแต่อาศัยนอนตามโพรงไม้ หรือในถ้ำมืดๆ ใช้ขาเกาะกิ่งไม้หรือผนังถ้ำห้อยหัวลงมา เป็นเพราะมีขาทั้งสองข้างบางๆทำให้มันยืนไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเกาะห้อยหัวลง ก่อนจะปล่อยตัวเพื่อออกบินไปหากิน ชอบนอนกลางวันและออกหากินในเวลากลางคืนออกลูกเป็นตัว ค้างคาวตัวเมียจะห้อยหัวออกลูกออกมา และใช้ปีกกางออกรองรับลูกอ่อนไว้ไม่ให้ตกลงพื้น พร้อมกับเกาะดูดนมอยู่กับตัวแม่ค้างคาว จนกระทั่งแข็งแรง ก่อนจะผละจากอกออกไปหากิน แต่สถานภาพปัจจุบัน ค้างคาวหลายชนิดจัดเป็นสัตว์ที่ตก อยู่ในสภาวะวิกฤติอันดับ 1 ใน 12 ชนิดทั่วโลก ที่กำลังถูกคุกคาม จนใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว (ไทยรัฐ อังคารที่ 31 ส.ค. 47 http://www.thairath.co.th)





สาเหตุโรคหัวใจเหมือนกันทั้งโลกทำนายให้รู้ตัวก่อนได้ล่วงหน้า

ผลการศึกษาคนมากกว่า 29,000 คน ใน 52 ประเทศ พบว่าโอกาสการเป็นโรคหัวใจ เป็นเรื่องที่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า และปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในที่ประชุมสมาคมหัวใจยุโรป ระบุว่าการสูบบุหรี่ และความไม่สมดุลระหว่างคอเลสเทอรอล ชนิดดีกับไม่ดี เป็นสาเหตุหลัก 2 ประการ ของผู้ป่วยโรคหัวใจ 2 ใน 3 ทั่วโลก ส่วนสาเหตุอื่น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ความอ้วน ความเครียด การทานผักผลไม้น้อย และการขาดการออกกำลังกาย ผลวิจัยชี้ว่า ผู้สูบบุหรี่ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้ไม่สูบ 3 เท่า ส่วนผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ทานผักผลไม้เป็นประจำ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ปริมาณเล็กน้อย โอกาสเป็นโรคหัวใจลดลงถึงกว่าร้อยละ 80 นายซาลิม ยูซุฟ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา เจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วโลก สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า จึงหมายความว่าเราสามารถหาทางป้องกันได้ เรื่องนี้ต่างจากความเชื่อปัจจุบันที่ว่า ในบรรดาผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วโลก มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เกิดจากสาเหตุที่สามารถระบุได้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ อาจทำได้ง่ายกว่าที่คิด และสามารถใช้รูปแบบเดียวกันได้ทั่วโลก. (ไทยรัฐ พุธที่ 1 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





กินช็อกโกแลตบำรุงหลอดโลหิตกันเส้นเลือดแข็งต้นเหตุหัวใจวาย

นักวิทยาศาสตร์พบช็อกโกแลตช่วยบำรุงหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ป้องกันหลอดเลือดไม่ให้แข็งกระด้าง อันเป็นต้นเหตุของหัวใจวาย แต่ก็ต้องระวังเรื่องมันทำให้อ้วนไว้ด้วย แพทย์ผู้ชำนาญโรคหัวใจของโรงเรียนแพทย์เอเธนส์ ในเมืองหลวงของกรีซ ซึ่งเพิ่งจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเสร็จสิ้นลง ได้ศึกษาเพื่อทดสอบดูว่า ช็อกโกแลตช่วยบำรุงเซลล์ของเยื่อบุหลอดเลือดต่างๆให้แข็งขันขึ้นหรือไม่ ซึ่งเซลล์เหล่านี้มักได้รับความเสียหายจากออกซิเจน และทั่วไปยอมรับกันว่า มันสะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดโลหิต ช็อกโกแลตล้วนๆอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นวัตถุสำคัญชนิดหนึ่ง คล้ายวิตามิน ทำตัวเป็นสารล้างพิษ ช่วยรักษาความเสียหายของอวัยวะต่างๆของร่างกายที่ได้รับจากออกซิเจน แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า อย่าหลงผิดคิดไปว่า การกินช็อกโกแลตมากๆแล้วจะป้องกันโรคหัวใจวายได้ ช็อกโกแลตนับเป็นขนมของโปรดของคนเกือบทั่วโลก แม้จะเคยศึกษาพบว่าการกินมันมากทำให้อ้วนได้ เนื่องจากมีไขมันอยู่ด้วย และในการศึกษาครั้งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ก็ปรากฏว่ามันยังมีฤทธิ์ให้สมองขับสารเคมีเซราโทนิน อันเป็นสารที่ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขออกมาอีกด้วย. (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





ประชาชนแห่ซื้อครีมหน้าเด้งขมิ้น

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 1 โดยเฉพาะบูทขององค์การเภสัชกรรม ครีมจีพีโอเคอร์มิน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว จากขมิ้นชัน มีผู้สนใจสั่งซื้อครีมหน้าเด้งขมิ้นจำนวนมากนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. ร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน นี้ น.พ.วิชัย โชควิวัฒน อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 1 จุดเด่นอยู่ที่ 1.การประชุมวิชาการ ซึ่งมีมากถึง 89 เรื่อง 2.การฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับประชาชนมากกว่า 10 หลักสูตร เช่น นวดไทย นวดกดจุด ทำลูกประคบ เครื่องประทินผิว เป็นการอบรมฟรี ใช้เวลาอบรม 2 ชั่วโมง ผู้สนใจสมัครได้ภายในงาน 3.ลานวัฒนธรรม จัดแสดงวัฒนธรรมของ 4 ภาค เช่น โศกเฮือนของภาคอีสาน ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างที่อยู่ให้เหมาะสม 4.ร้านค้าและสมุนไพรมากกว่า 200 ร้าน 5.นิทรรศการภูมิปัญญาไทยและสมุนไพร พร้อมกันนี้นางสุดารัตน์ ได้แนะนำครีมบำรุงผิวจีพีโอเคอร์มิน ซึ่งผลิตจากสมุนไพรขมิ้นชันชะลอรอยเหี่ยวย่นดีกว่าวิตามินอี 5 เท่า มีไลโปโซมช่วยให้ดูดซึมเร็ว บำรุงผิวได้ดี ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาชมงานอย่างมาก (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)





พิษภัยในผลิตภัณฑ์ธัญพืชนำเข้า

พิษภัยที่อาจแฝงมาในสินค้าธัญพืช คือ บาซิลลัส ซีเรียส เชื้อจุลินทรีย์ ที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดใหญ่ สร้างสปอร์ และสร้างสารพิษสารพิษดังกล่าวนี้ จะถูกสร้างขึ้น และขับออกมาขณะปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และเมื่อเรากินอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปก็จะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ ส่วนใหญ่บาซิลลัส ซีเรียส จะพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ในดิน ฝุ่น ละออง ผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น เครื่องเทศ ข้าว ธัญพืช แป้ง ผลิตภัณฑ์จากแป้ง นอกจากนี้ ยังพบได้ในอุจจาระของคนที่มีสุขภาพปกติ ประมาณร้อยละ 15 และยังพบในผลิตผลทางการเกษตรที่มาจากดิน หรือที่ผลิตในสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง ส่วนอาการของคนที่ได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการ ท้องร่วง และอาเจียนควบคู่ไปด้วย อาการจะทรงตัวอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วจะค่อยๆ ทุเลาลง โดยปกติแล้ว ในอาหารไม่ควรตรวจพบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคทุกชนิด และตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้ในอาหารปรุงสุกทั่วไปมีเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 โคโลนี ต่ออาหาร 1 กรัม (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 3 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





พบหวัดนกติดแมวได้

สำนักข่าว "เอพี" และ "เอเอฟพี" รายงานเมื่อ 3 ก.ย. ว่า ผลการวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งศูนย์การแพทย์อีราสมุส ในเมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ นำโดยนายทิจส์ คุยเคน นักไวรัสวิทยา พบว่า "แมว" ที่เลี้ยงกันตามบ้าน สามารถติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่คร่าชีวิตมนุษย์ในเอเชียแล้ว 27 รายในปีนี้ได้อย่างง่ายดายกว่าที่คิด และอาจนำไปสู่การติดเชื้อในมนุษย์รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆได้เช่นเดียวกัน ผลการวิจัยซึ่งนำลงตีพิมพ์ในวารสาร "ไซเอิน" (วิทยาศาสตร์) ในสหรัฐอเมริกา ฉบับประจำวันที่ 3 ก.ย. 2547 ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ ได้ทำการทดลองกับแมวพันธุ์ยุโรปขนสั้นอายุ 3-6 ปีจำนวนหนึ่ง โดยนำเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์มรณะ "H5N1" ที่ได้จากชาวเวียดนามที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้ไปพ่นใส่ลำคอของแมว 3 ตัว ปรากฏว่าแมวทั้ง 3 ตัวป่วยหนัก และมี 1 ตัว เสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์ ในการทดลองอีกขั้น นักวิทยาศาสตร์ได้นำแมวที่สุขภาพแข็งแรงดี 2 ตัวไปขังรวมกับแมวที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 และให้อาหารแมวที่สุขภาพแข็งแรงอีก 3 ตัวด้วยเนื้อไก่ที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ตัวละชิ้น ปรากฏว่าแมวทั้งหมดก็ติดเชื้อเช่นเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน แมวที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ A ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปกับมนุษย์ กลับไม่ติดเชื้อนี้แต่อย่างใด อีกทั้งมันยังต้านทานไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ H3N2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในมนุษย์ด้วย การทดลองดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิคการตรวจสอบทั้งด้านไวรัสวิทยาและพยาธิวิทยา นายทิจส์ คุยเคน กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากแมวจะติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกได้เองแล้ว มันอาจเป็นตัวพาหะให้ไวรัสไข้หวัดนกปรับตัวไปติดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นว่าไวรัสไข้หวัดนกอาจระบาดในมนุษย์ได้ในอนาคต นายคุยเคนย้ำด้วยว่า ระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 แมวที่เลี้ยงในบ้านมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรือเสียชีวิต และมันอาจมีส่วนแพร่เชื้อด้วย "บทบาทของแมวในการแพร่เชื้อไวรัส H5N1 ระหว่างฟาร์มสัตว์ปีก และจากสัตว์ปีกสู่มนุษย์ จำเป็นต้องได้รับการประเมินเสียใหม่" นายคุยเคนกล่าวเตือน (ไทยรัฐ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.thairath.co.th)





สารเร่งเนื้อแดง มันมาอีกแล้ว

การใช้ “สารเร่งเนื้อแดง” ในหมูเพื่อเพิ่มผลผลิตและทำให้เนื้อหมูดูดีสีแดงน่ากินนั้น กลับมาระบาดค่อนข้างหนักอีกแล้ว และที่น่าห่วงคือเดิมนิยมใช้ในเกษตรกรรายย่อย แต่ตอนนี้ฟาร์มใหญ่ ๆ ที่เลี้ยงหมูตั้งแต่ 1,000 ตัวขึ้นไป จนถึงฟาร์มขนาดกลางและย่อม 200-1,000 ตัว ก็หันมาใช้สารซัลบูตามอลที่เป็นสารเร่งเนื้อแดงด้วย เห็นได้จากตัวอย่างที่ อ.ย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปเก็บมาตรวจแล้วน่าตกใจ เพราะกว่าร้อยละ 80 ของตัวอย่าง มีสารซัลบูตามอลตกค้างอยู่ อันตรายของสารเร่งเนื้อแดงตัวนี้ก็คือ กินเข้าไปมาก ๆ จะทำให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้และปวดศีรษะรุนแรง บางรายถึงตายได้ สาเหตุที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงมากช่วงนี้ เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤติไข้หวัดนกอาละวาดและราคาอาหารสัตว์แพงขึ้น คนแห่มากินเนื้อหมูแทน ทำให้ผู้เลี้ยงเร่งผลิตโดยใช้สารดังกล่าวให้หมูโตเร็ว มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.dailynews.co.th)





ผลดาวเทียมพบป่าไม้ไทย ถูกบุกรุก 3.8 ล้านไร่

ผลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกปี 2547 มากถึง 3.8 ล้านไร่ กระทรวงทรัพยากรฯส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภาคพื้นดิน ใช้เป็นฐานข้อมูลประเมิน ผลงานผู้ว่าฯซีอีโอ ปี 2548 จากการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ (คอป.) เมื่อ เดือนมิถุนายน 2547 ที่ผ่านมา โดยให้นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เช่น ดาวเทียม มาสำรวจพื้นที่การเปลี่ยนแปลงป่าไม้ และใช้ข้อมูลพื้นที่ป่าไม้เป็นตัวชี้วัด ในการประเมินการปฏิบัติงานราชการของผู้ว่าราชการแบบบูรณาการ (ซีอีโอ) นั้น ล่าสุด ผลการแปรภาพถ่ายทางดาวเทียว พบว่า ปี 2547 พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากถึง 1,476 แปลง หรือ 3.8 ล้านไร่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธาน คอป.ได้เชิญหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทส.จ.) พร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายป้องกันและป้องกันรักษาป่า กว่า 150 คน เข้าประชุม เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการทำหน้าที่สำรวจความถูกต้องภาคสนาม การประเมินพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกบุกรุกระหว่าง พ.ศ.2543-2547 แบบเร่งด่วน หลังจากที่มีการนำแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม มาประเมินพื้นที่บุกรุกป่าทั้งหมดแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจภาคพื้นดินซ้ำอีกครั้ง ว่า พื้นที่การบุกรุกตรงกับภาพถ่ายดาวเทียมหรือไม่ โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการประเมินการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการดูแลพื้นที่ป่าไม้ (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 4 ก.ย. 47 http://www.bangkokbiznews.com)






KMUTT Digital Library
Contact Digital Library : info@lib.kmutt.ac.th
Tel : 0-2470-8215