หัวข้อข่าวปีที่ 6 ฉบับที่ 16 ประจำวันที่ 2005-05-01

ข่าวการศึกษา

"สมคิด" ถก กพร.แจกโบนัสพนักงานรัฐ
ขึ้นเงินเดือน ขรก. เริ่มเมษายน 49 พร้อมเออร์ลี่ รีไทร์
รุกปั้นป.เอกการตลาด ม.อีสเทิร์นฯ รับรุ่น 2 เม.ย.-มิ.ย.
ป.โท"พลังงานทดแทน"
ออกประกาศสอนปริญญาทางไกล
หวั่นเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรมหา"ลัย
ร้อยเอ็ดจัดตั้ง4วิทยาลัย
ร.ร.กทม.เลื่อนเปิดเทอม!
การจัดประชุมทางวิชาการวิศวศึกษา ครั้งที่ 3
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ออกโรงแจง หลักสูตร ‘การบริหารกาสิโน’เป็นเพียงรายวิชาเลือก
"วธ."ขอครม.172ล้าน จ้าง"พระ"สอนศีลธรรม ในโรงเรียนทั่วประเทศ
“รุ่ง” เร่งขยายอี-เลิร์นนิ่ง เข้าถึงคนไทยต่อยอดความรู้
ศธ.ดึงนักวิชาการสหรัฐ ติววิธีสอนเด็กอัจฉริยะให้ครูร.ร.แกนนำ
คปก.ถูกหั่นงบ ลดผลิตบัณฑิต 'ปริญญาเอก'
เปิดป.โทจัดการคุณภาพสวนสุนันทาดันไทยสู่สากล
มธ.ชนะเลิศการแข่งขันแผนธุรกิจ เตรียมบินชิงแชมป์โลกที่สหรัฐ 4-7 พ.ค.
เปิดสอนวิธีจัดการขัดแย้ง
สทศ.เตรียมเปิดข้อสอบผ่านเน็ต
ชี้ขาดแอดมิชชั่น 30 เม.ย.อัดเด็กต้องพร้อมสอบตลอด
มศว ผุดศูนย์เด็กอัจฉริยะ ให้คำปรึกษาผู้ปกครองและครูในปีนี้
ม.อ.ตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ปั้นบัณฑิตใต้เป็น “เถ้าแก่น้อย”
โรดแม็ปอาชีวะต้นแบบฝึกแรงงานคุณภาพ

ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี

กระทรวงวิทย์จับมือบริติช เคาน์ซิล สร้างนักสื่อสารมวลชนวิทยาศาสตร์
เสริมเขี้ยวเล็บรบยานรก เครื่องตรวจสารเสพติดไฮเทค
ม.หอการค้า สร้างมาตรฐานไอที พัฒนาระบบรับสมัคร นศ.
อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเติมเงิน
ญี่ปุ่นเตรียมวางขายภาพถ่ายพูดได้
ก.วิทย์เจ้าภาพฉลองร้อยปีฟิสิกส์โลก
เนทสเคปขยายช่องบริโภคสื่อ ผุดเครือข่ายคอนเทนท์ออนไลน์
หวั่นน้ำท่วมโลกซัดทะเลไทยไปไกลถึง จ.ลำปาง
ยูเนสโกหนุนไทยจัดงานนวัตกรรมเอเชีย
เสือเหลืองเปิดแผนขึ้นแท่นศูนย์ไบโอเทค

ข่าววิจัย/พัฒนา

เร่งทำยารักษาโรคจากพริกเผ็ด เป็นยาฉีดรักษาโรคข้อต่อเสื่อม
สายรัดพลาสติกจากถุงปุ๋ย เหนียวแน่นไม่แพ้ของนอก
อิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ ผลงานเจ๋งๆ ของมรภ.สารคาม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ติดเครื่องเดินหน้ามุ่งวิจัยตรวจสารตกค้างผลิตภัณฑ์หนังสัตว์
เตรียมจับมนุษย์เข้าสู่สภาพจำศีล รักษาโรคร้ายและบาดแผลฉกรรจ์
พัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์เสริม พูดโทรศัพท์ด้วยการพยักหน้า
มือถือป้องกันโจรกรรมรถ ส่งคลื่นระบุตำแหน่งทุกระยะ
ชวนนักวิจัยส่งโครงงานชิง2แสน เซเรบอสร่วมสร้างความรู้ใหม่
จุฬาฯ เดินหน้าพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมนาโน คาดอีก 2 ปียลโฉมเสื้อกันยุง เครื่องแบบทนไฟ ยาชาชนิดทาถู
วิจัยชี้เด็กไทย ขาดทักษะชีวิต หมกมุ่นโทรศัพท์
ชุดควบคุมจ่ายก๊าซสำหรับรถยนต์
สวทช.พัฒนาเทคโนฯน้ำธัญพืชพร้อมดื่ม สร้างมาตรฐานสินค้าเปิดช่องสู่ตลาดส่งออก
แพทย์ขอนแก่น ผุดศูนย์ทำวิจัย เมลิออยโดสิส
ผลิตถุงใส่พริกแกงส่งออก ใช้แทนกระป๋องลดต้นทุน รสชาติคงเดิม
สารสกัดกระเทียมบ่ม ลดอันตรายเบาหวาน
กรมวิทย์คิดสารกรองสนิม เปลี่ยนน้ำบาดาลใสสะอาด
แบคทีเรียพิชิตเอดส์ !
โจ๊กลูกเดือย อาหารเช้ามากคุณค่า
ทำแผ่นไม้อัดจากหญ้าคา อีกแนวทางเพิ่มมูลค่าวัชพืชในท้องถิ่น
คลื่นแม่เหล็ก รักษาอัลไซเมอร์
เทคนิคฝังรากฟันเทียมไฮเทค ผลงานอิสราเอลช่วยงานทันตแพทย์
สธ.หนุนสร้างเทคโนโลยีรักษาโรคตา
โรโบคิดส์สอนทำหุ่นยนต์ ฝึกเด็กไทยประยุกต์ใช้ทักษะคอมพ์
"ราชภัฏสกลนคร"ประดิษฐ์ บำบัดน้ำเสียด้วยแสงอาทิตย์
ยาสูตรใหม่ออกฤทธิ์ตามเวลากำหนด
จุฬาฯ เปลี่ยนขยะเป็นน้ำมัน เพิ่มค่าพลาสติก-ยางรถเก่า
เนคเทคพัฒนา'หูฟังดิจิทัล'ช่วยผู้พิการ สธ.ชี้ร้อยละ 13.6 ของคนไทยต้องการเครื่องช่วยฟัง
เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แสงแดด ผลงานน.ศ.มทร.ขอนแก่น
กระทรวงวิทย์จับมือจุฬาฯ ปั้นนักวิจัยประเทศ
เอไอทีพัฒนาขากลทุ่นแรงเดินไกล ประยุกต์ใช้งานการทหาร-พลเรือน
บ.ศรีไทยชู'อาร์แอนด์ดี' สร้างนวัตกรรมพลาสติก ผนึกจุฬาฯแลกเปลี่ยนความรู้ปิโตรเคมี
วัคซีนแก้โรคภูมิแพ้แมลงสาบ

ข่าวทั่วไป

อนุมัติแล้ว-ค่ารถเมล์ใหม่ ครีมแดง 5, รถขาว 6, มินิบัส 4.50, สองแถวขึ้น 1 บาท
วธ.จับมือภาคเอกชน ฟื้นโรงละครแห่งชาติ
คลอด “ปฎิญญากรุงเทพ” ต่อต้านการก่อการร้าย
ว้าว! เดินพันก้าวรักษาโรค การออกกำลังกายยอดฮิตของสาวญี่ปุ่น
ตะลึงสาว 17 ดวงตาเอกซเรย์มองทะลุร่างกายได้
น้ำมัน"คิง"สูตรป้องกันโรคหัวใจ
ชาวสหรัฐอ้วนและผอมต่างก็มีอัตราเสี่ยงการตายมากพอกัน
นั่งเครื่องบินเสี่ยงขาดออกซิเจน มีอยู่น้อยกว่าอากาศบนพื้นดิน
การอนุรักษ์โครงสร้างดิน บูรณาการศิลปะแบบยั่งยืน





ข่าวการศึกษา


"สมคิด" ถก กพร.แจกโบนัสพนักงานรัฐ

นายประเสริฐ ชิตพงษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ทปอ.ว่า ที่ประชุมรับทราบถึงความคืบหน้าในการผลักดันการขึ้นเงินเดือน ให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องนี้ นายรุ่ง แก้วแดง รมช. ศึกษาธิการ ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ ทปอ. เพื่อเร่งเสนอข้อมูลไปยัง ครม.แล้ว อย่างไร ก็ตาม ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพนักงานมหาวิทยาลัยอีก ซึ่งต้องเรียกร้องต่อไป ก็คือ ในปี 2548 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ได้ให้เงินโบนัสแก่มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากระเบียบกำหนดไว้ว่าเงินโบนัสที่จะให้นั้น ให้ได้กับข้าราชการและลูกจ้างประจำเท่านั้น ไม่ได้รวมพนักงานมหาวิทยาลัยเข้าไว้ด้วย ทั้งที่ความจริงแล้วพนักงานมหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญในการช่วยให้มหาวิทยาลัย ผ่านการประเมินและได้รับเงินโบนัส มหาวิทยาลัยบางแห่งมีพนักงานมหาวิทยาลัยมากถึง 30-50% ของบุคลากรทั้งหมด แต่กลับไม่ได้รับโบนัสด้วย ซึ่งที่ประชุม ทปอ.เห็นว่า ในปีนี้คงไม่สามารถขอเงินงบฯจากรัฐมาให้พนักงานมหาวิทยาลัยได้ทัน ต้องให้มหาวิทยาลัยนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมาให้โบนัสพนักงาน ส่วนในปีหน้า ทปอ. ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลให้พิจารณารวมไปพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ขึ้นเงินเดือน ขรก. เริ่มเมษายน 49 พร้อมเออร์ลี่ รีไทร์

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล หัวหิน รีสอร์ท จ. ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดการประชุมสัมมนาเรื่อง "ทิศทางและแนวทางการพัฒนาระบบราชการ" เป็นวันที่ 2 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้มีการหารือแนวทางในการปรับขึ้นฐานเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ และการให้รางวัลตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ รวมถึงโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี่ รีไทร์) รอบใหม่ด้วย ก.พ.ร.ได้รายงานว่าจะสนองนโยบายของรัฐบาล โดยปรับขึ้นฐานเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ 2 ครั้งในปีงบประมาณ 2549 และ 2551 ซึ่งในปีงบประมาณ 2549 เป็นไปไม่ได้ที่จะปรับขึ้นเงินเดือนให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 นี้ แต่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะปรับขึ้นให้ในเดือนเมษายน 2549 ส่วนจะเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ยังตอบไม่ได้ ส่วนโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ รอบ 2 คิดว่าน่าจะมี ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการเออร์ลี่ รีไทร์ รอบนี้คือข้าราชการที่เฉื่อยชาในทางราชการ ดังนั้นสิ่งจูงใจต้องมากพอที่จะทำให้ข้าราชการรู้สึกว่าดีกว่าอยู่รอปรับขึ้นเงินเดือน 2 ครั้ง แต่คงไม่ถึงขนาดจ่ายเงินให้ 200 เท่าของเงินเดือนงวดสุดท้ายตามที่มีข่าวลือออกมา (คมชัดลึก จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





รุกปั้นป.เอกการตลาด ม.อีสเทิร์นฯ รับรุ่น 2 เม.ย.-มิ.ย.

ดร.ปริญ ลักษิตานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ในฐานะผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรบริหารธุรกิจระดับปริญญาโทและเอก สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ได้เริ่มเปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาเอกเข้าเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการตลาดรุ่นแรกเมื่อปีการศึกษา 2547 จำนวน 25 คน และในปีการศึกษา 2548 จะรับนักศึกษาเข้าเรียนหลักสูตรนี้เป็นรุ่นที่ 2 จำนวน 22 คน โดยเนื้อหาวิชาเรียนมี 11 รายวิชารวมทั้งสิ้น 73 หน่วยกิต ใช้เวลาเรียน 2 ปี จุดเด่นของหลักสูตรนี้อยู่ที่การให้นักศึกษาสร้างนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ด้านการตลาดผ่านการค้นคว้าหาความรู้จากทั้งในและต่างประเทศ เมื่อจบหลักสูตรแล้วสามารถนำความรู้ไปเขียนตำรา บทความวิชาการ และใช้ในงานวิชาชีพได้ บางคนที่มาเรียนเป็นอาจารย์สามารถนำผลงานวิจัยไปขอตำแหน่งทางการวิชาการเ ช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) หรือรองศาสตราจารย์ (รศ.) ได้ และมหาวิทยาลัยยังเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาเอกเข้าเรียนหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์รอบสองในปีการศึกษา 2548 อีกจำนวน 30 คน ซึ่งหลักสูตรนี้จะเน้นให้นักศึกษาทำวิจัยเป็นหลัก โดยมีหัวข้องานวิจัย เช่น รัฐประศาสนศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การเมืองการปกครองระหว่างประเทศ เป็นต้น ทั้งสองหลักสูตรเสียค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตรประมาณ 6 แสนบาท ทั้งนี้ สำหรับหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาการตลาดเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ส่วนหลักสูตรปริญญาเอกสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เปิดรับสมัครรอบสองในปีการศึกษา 2548 เดือนมิถุนายนนี้ โดยทั้งสองหลักสูตรนี้ผู้สมัครมีคุณสมบัติต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป หากผลการเรียนต่ำกว่า 3.50 ให้เขียนประสบการณ์และผลการปฏิบัติงาน รวมถึงให้เสนอหัวข้อและเค้าโครงการในประเด็นที่ต้องการทำวิจัยด้วย สอบถามโทร.0-2577-1028-31 ต่อ 106, 290 หรือดูข้อมูล www.eau.ac.th (คมชัดลึก จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





ป.โท"พลังงานทดแทน"

มหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.) เล็งเห็นว่าการที่จะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานและพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร จึงต้องมีหลักสูตรด้านนี้มารองรับ อันเป็นที่มาของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทน (Master of Science Program in Renewable Energy) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นทั้งศูนย์กลางเครือข่ายสารสนเทศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านพลังงานทดแทน ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "หลักสูตรพลังงานทดแทน" นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้นำในด้านการใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยในสาขาวิชาพลังงานทดแทนให้มีขีดความสามารถที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็นการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคนี้ให้มีความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายต้องการสร้างนักบริหารที่มีความสามารถในด้านการวางแผนและการจัดการ จึงเปิดกว้างให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาเข้าศึกษาต่อได้ โดยเปิดการเรียนการสอนที่ ม.นเรศวร ศูนย์วิทยบริการกรุงเทพมหานคร อาคาร Wave Place ถนนวิทยุ-เพลินจิต ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2655-3700 (มติชนรายวัน จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ออกประกาศสอนปริญญาทางไกล

น.ส.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้เสนอร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เรื่องหลักเกณฑ์และแนวทางการขอเปิดและดำเนินการหลักสูตรระดับปริญญาในระบบการศึกษาทางไกล พ.ศ.2548 และประกาศเรื่องแนวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางการขอเปิดและดำเนินการหลักสูตรระดับปริญญาในระบบการศึกษาทางไกล พ.ศ.2548 ให้นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้พิจารณาลงนามแล้ว ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง และเพื่อรักษามาตรฐานการจัดการอุดมศึกษา โดยสถาบันที่จะขอเปิดหลักสูตรระดับปริญญาในระบบการศึกษาทางไกลจะต้องจัดตั้งอย่างถูกต้อง และอยู่ในกำกับของ ศธ. รวมทั้งต้องมีอาคารสถานที่ บุคลากร และทรัพยากรที่เหมาะสมต่อการจัดการศึกษาทางไกล และทุกหลักสูตรที่จัดการศึกษาในระบบทางไกลต้องมีมาตรฐานเทียบเคียงกับระบบชั้นเรียน และสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาที่คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)กำหนด โดยสถาบันที่จะขอเปิดต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ประจำ และอาจารย์พิเศษตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญา และต้องมีคุณวุฒิ ประสบการณ์และตำแหน่งทางวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานอาจารย์ประจำระดับปริญญาของ กกอ. นอกจากนี้ ต้องมีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ละสถาบันจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลให้สมบูรณ์อยู่เสมอ ต้องมีเทคโนโลยีและสื่อที่ใช้อย่างเพียงพอ เพื่อเป็นหลักประกันว่านักศึกษาจะได้รับบริการที่ดี สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งสถาบันที่เปิดต้องมีระบบวัดผลและการประเมินผลการเรียนที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานเทียบเคียงกับการศึกษาในชั้นเรียน ต้องมีระบบตรวจสอบและควบคุมผู้เรียน การสอน และทำงานวิชาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน สำหรับระบบการศึกษาทางไกลมีหลายรูปแบบ เช่น ระบบการศึกษาทางไกลผ่านสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก ระบบการศึกษาทางไกลผ่านสื่อแพร่ภาพและเสียงเป็นหลัก ระบบการศึกษาทางไกลทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อหลัก ระบบการศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต และระบบการศึกษาทางไกลด้วยการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้หลังลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มติชนรายวัน จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





หวั่นเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรมหา"ลัย

นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรอนุปริญญา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ ว่าเรื่องนี้มีความสำคัญกับมหาวิทยาลัยมาก เพราะได้กำหนดข้อบังคับเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะบังคับให้ทุกหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร โดยถ้าเป็นหลักสูตรปริญญาตรีจะต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 5 คน ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.)อย่างน้อย 2 คน ถ้าเป็นหลักสูตรที่สูงกว่าปริญญาตรีจะต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 3 คน โดยจบปริญญาเอกหรือรองศาสตราจารย์ (รศ.)ขึ้นไปอย่างน้อย 1 คน และยังบังคับต่อไปด้วยว่าอาจารยผู้รับผิดชอบหลักสูตรแต่ละหลักสูตรต้องไม่เป็นผู้รับผิดชอบหลักสูตรอื่นในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหลักสูตรที่จะเปิดทำการสอนจะมีมาตรฐานในทางวิชาการจริงๆ ข้อบังคับดังกล่าวส่งผลให้ผู้สอนของหลายๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยหลักๆ ก็ยังโวยวาย แล้วลองคิดดูว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)จะทำอย่างไร ในเมื่อขณะนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งมีจำนวนหลักสูตรในมหาวิทยาลัยมากกว่าจำนวนอาจารย์ทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ก็อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยการนำอาจารย์พิเศษเข้ามาเสริม แต่ต้องไม่ขัดกับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรดังกล่าวที่กำหนดว่าอาจารย์หนึ่งคนต่อหนึ่งหลักสูตรเท่านั้น ในขณะที่เวลานี้มีอาจารย์พิเศษจำนวนมากโดยเฉพาะในสายบริหารธุรกิจ และสายรัฐประศาสนศาสตร์บินไปสอนตามที่ต่างๆ และมีชื่อเป็นอาจารย์อยู่ แต่ต่อไปนี้เงื่อนไขสั่งห้ามอาจารย์ซ้ำกัน ทุกคนสอนได้เพียงที่เดียวเท่านั้น ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ก็ไม่ใช่หลักสูตรตามมาตรฐาน และสภามหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถอนุมัติได้ (มติชนรายวัน จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ร้อยเอ็ดจัดตั้ง4วิทยาลัย

ผศ.ดร.เฉลย ภูมิพันธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้าง มรภ.ร้อยเอ็ด ได้มีมติเสนอจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มจำนวน 4 วิทยาลัย และ 1 สำนักงาน เพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ได้แก่ การจัดตั้งวิทยาลัยการจัดการ วิทยาลัยกฎหมายและการเมือง วิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาลัยการศึกษา และสถาบันจัดการองค์ความรู้ การจัดตั้งวิทยาลัยดังกล่าวมีศักดิ์ศรีเท่ากับคณะต่างๆ แต่เนื่องจากกฎกระทรวงการจัดตั้ง มรภ.ร้อยเอ็ด กำหนดให้มีเพียง 1 คณะเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหานักศึกษาที่เรียนทั้งหมดจำนวน 1,900 คน ที่จะต้องจบการศึกษาจากคณะเดียวกันทั้งหมด แม้ว่าจะเรียนต่างโปรแกรมวิชากัน ดังนั้นการขอจัดตั้งวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งเพื่อรองรับนักศึกษาที่อยากเรียนในสาขาต่างๆ อีกด้วย ส่วนการจัดตั้งสถาบันจัดการองค์ความรู้ จะเน้นเพื่อให้บริการทางวิชาการในรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาทางไกล (ข่าวสด จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ร.ร.กทม.เลื่อนเปิดเทอม!

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาส่วนกลางประจำปี 2548 ว่า ระหว่างวันที่ 16-22 พ.ค. กรุงเทพมหานครร่วมกับภาครัฐ เอกชน จะจัดให้มีงานบริเวณท้องสนามหลวงเพื่อรักษา และสืบทอดประเพณีอันดีงามและจรรโลงพระพุทธศาสนา ทั้งการแสดงตำนานพระพุทธประวัติประกอบแสงสีเสียงและน้ำพุ จัดนิทรรศการ การตอบปัญหาธรรมะ การแสดงประทีปโคมแขวน ฟังเทศน์ฟังธรรมและตักบาตรพระธุดงค์ 560 รูป ทุกวัน โดยในวันที่ 16 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จะมีพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เริ่มต้นจากประตูสวัสดิโสภา พระบรมมหาราชวัง มาประดิษฐานยังท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนสักการบูชา ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการตั้งขบวนก่อนล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ประกอบกับโรงเรียนในย่านดังกล่าวมีหลายแห่ง เช่น วัดราชบพิธ เบญจมราชาลัย อาจจะทำให้การจราจรติดขัด ดังนั้น จึงจะสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัด กทม.ให้เลื่อนวันเปิดเทอมเป็นวันที่ 17 พ.ค. รวมทั้งจะขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการให้เลื่อนวันเปิดเทอมด้วย เพื่อเปิดให้นักเรียนมาร่วมงานดังกล่าวและลดปัญหาการจราจร (ไทยรัฐ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





การจัดประชุมทางวิชาการวิศวศึกษา ครั้งที่ 3

สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพ กำหนดจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และการจัดประชุมทางวิชาการวิศวศึกษา ครั้งที่ 3 (The National Conference on Engineering Education (NCEEd-3) ขึ้น ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2548 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี โดยมีการนำเสนอบทความที่น่าสนใจกว่า 25 เรื่อง สภาคณบดี จึงขอเชิญชวนคณาจารย์คณะวิศว ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมวิชาการดังกล่าว สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจันทร์เพ็ญ อุดมโชติพฤทธิ์ คณะวิศวฯ ม.เกษตร โทร.0-2942-8555 ต่อ 1167 และสมัครได้ล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต http://cedt.eng.ku.ac.th (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ออกโรงแจง หลักสูตร ‘การบริหารกาสิโน’เป็นเพียงรายวิชาเลือก

ตามที่มีการพาดหัวข่าว “หลักสูตรบ่อนกาสิโน” ซึ่งระบุเปิดสอน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขตการศึกษาภูเก็ต นั้น ผศ.ดร.เมธี สรรพานิช รองอธิการบดีเขตการศึกษาภูเก็ตและคณบดีคณะอุตสาหกรรมบริการ ได้ทำการชี้แจงแก่สื่อ มวลชนถึงรายละเอียดดังกล่าวว่า มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ได้ทำการเปิดสอนหลักสูตรในระดับปริญญาโทและเอก 20 คน แบ่งเป็นปริญญาโท 14 คน และปริญญาเอก 6 คน คือ หลักสูตรการจัดการการบริการและการท่องเที่ยว (Hospitality and Tourism Management) ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติ ระยะเวลา 1 ปี โดยมีจำนวนหน่วยกิตในการศึกษา จำนวน 36 หน่วยกิต แบ่งเป็นรายวิชาบังคับ 21 หน่วยกิต รายวิชาเลือก 6 หรือ 12 หน่วยกิต ขึ้นอยู่กับแผนการศึกษาและสารนิพนธ์ 6 หน่วย กิตหรือวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิต โดยในรายวิชาเลือกมีรายวิชาการจัดการกาสิโนและเกมการเล่น (Casino and Gaming Management) จำนวน 3 หน่วยกิต อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนแต่รายวิชานี้เท่านั้นเพราะในรายวิชาเลือกนักศึกษาสามารถเลือกเรียนได้อีกในรายวิชาอื่น ๆ รศ.มนัส ชัยสวัสดิ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก กล่าวว่าแต่ละปีจะเรียนในรายวิชาเลือก 3 รายวิชา 9 หน่วยกิต อาทิปีที่ผ่านมาในรายวิชาเลือกมี 3 วิชา คือ การวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว ธุรกิจขนาดย่อมและการประกอบการในอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว และการจัดการกาสิโนและเกมการเล่น ผศ.ดร.เมธี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขตการศึกษาภูเก็ตเปิดหลักสูตรการจัดการการบริการและการท่องเที่ยวขึ้นมานั้น เพื่อผลิตบุคลากรไว้รองรับในสาขาการบริการ ในงบการพัฒนาภูเก็ตเป็นเมืองนานาชาติ ในการจัดการศึกษาต้องมองล่วงหน้าในด้านการพัฒนาประเทศ และมุ่งเน้นการผลิตอาจารย์ที่มีความรู้ออกสู่มหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ. (เดลินิวส์ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





"วธ."ขอครม.172ล้าน จ้าง"พระ"สอนศีลธรรม ในโรงเรียนทั่วประเทศ

นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะขออนุมัติงบประมาณจำนวน 172 ล้านบาท จาก ครม.เพื่ออุดหนุนโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะให้ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตำบลละ 1 รูปทั่วประเทศ ให้พระสงฆ์จำนวน 4,000 รูปสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถม มัธยม และอาชีวศึกษา โดยให้ค่าตอบแทนแก่ครูพระสอนศีลธรรมรูปละ 2,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปีในปีงบประมาณ 2548 ใช้เงิน 96 ล้านบาท นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดทำสื่อ อุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน การจัดอบรมความรู้แก่ครูพระสงฆ์ เพื่อสร้างศักยภาพในการทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของสถานศึกษา พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายในการติดตามและประเมินผลอีก 10 ล้านบาท การแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนจำเป็นต้องจัดส่งพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าไปสอนศีลธรรม จริยธรรมและวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน นักศึกษา ให้เข้าใจถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายว่า นักเรียนในสถานศึกษาร้อยละ 70 จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมของศาสนาอย่างถูกต้องและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม สำหรับการเรียนการสอนนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำหลักสูตรจำนวน 10 ชุดวิชาด้วยกัน ประกอบด้วย วิชาแนะนำหลักสูตรสร้างศรัทธา วิชาการบริหารจิตเจริญปัญญา วิชาพระรัตนตรัย วิชาโอวาท 3 ไตรสิกขา วิชาอริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทและกรรม วิชาพุทธประวัติ ชาดก วิชาศาสนพิธี วิชากระบวนการเรียนรู้ วิชาจิตวิทยาการเรียนรู้และวิชาสัมมนาพระพุทธศาสนา และจะจัดให้แต่ละโรงเรียนจัดการเรียนการสอนในวิชาพระพุทธ (มติชนรายวัน อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





“รุ่ง” เร่งขยายอี-เลิร์นนิ่ง เข้าถึงคนไทยต่อยอดความรู้

นายรุ่ง แก้วแดง รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมการที่จะเพิ่มการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยจากปัจจุบัน 8.1 ปี ให้เป็น 9.5 ปี ใน 4 ปีข้างหน้า แต่ปัญหาคือ คุณภาพการศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถเพิ่มการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย ซึ่งการใช้สื่ออิเลคทรอนิค หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เข้าไปเสริมจะมีความสำคัญมาก เพราะโดยปกติครู 1 คน จะสอนนักเรียนได้เพียง 40 คน แต่การใช้ ICT จะสามารถสอนได้ทีละเป็นล้านคน ดังนั้นหากรัฐบาลจะทำให้ได้ตามเป้าหมายก็ต้องดูพิจารณาว่าจะนำอี-เลิร์นนิ่ง(E-learning) จะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งได้มอบหมายให้คณะทำงานไปประเมินว่าสภาพปัจจุบันของการเรียนด้วยอี-เลิร์นนิ่ง อยู่ที่จุดไหน สถานศึกษาแต่ละระดับร้อยละเท่าไหร่ที่มีสายอินเตอร์เน็ตเข้าถึง และที่สำคัญคือการศึกษานอกโรงเรียนมีเข้าถึง แล้วเท่าไร เพื่อกำหนดว่าอีก 4 ปีข้างหน้า หากจะเพิ่มปริมาณผู้เข้าถึง ICT จะต้องทำอย่างไรและต้องลงทุนมากขนาดไหน ขณะเดียวกันก็ต้องมีการดูแลในเชิงคุณภาพของรายวิชาด้วย นอกจากนี้ได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำวิสัยทัศน์การศึกษาไทย ปี 2549-2552 พร้อมแผนปฏิบัติการ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโรด แม็ปการปฏิรูปการศึกษาในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่า แต่ละปี ตั้งแต่ปี 2549 จะต้องทำอะไรบ้างและใครเป็นคนทำ ปริมาณเท่าไร โดยจะต้องรวมคนไทยทั้งหมด จะพูดแต่เฉพาะเด็กไม่ได้ เพราะการจะยกระดับการศึกษาของคนไทยให้เป็น 9.5 นั้น จะต้องดึงการศึกษานอกโรงเรียนต้องเข้ามาช่วยด้วย (สยามรัฐรายวัน พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ศธ.ดึงนักวิชาการสหรัฐ ติววิธีสอนเด็กอัจฉริยะให้ครูร.ร.แกนนำ

ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เปิดเผยกับ "คม ชัด ลึก" ว่า สถาบันร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การค้นหาและพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กในระดับมัธยมศึกษา" ให้ครูโรงเรียนมัธยมในสังกัด ศธ.ที่จะเปิดสอนนักเรียนอัจฉริยะและโรงเรียนเอกชนในเครือข่าย 45 แห่งใน 30 จังหวัด จำนวน 200 คน วันที่ 29 เมษายน-1 พฤษภาคม ที่โรงแรมบางกอกพาเลซ กรุงเทพฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจวิธีการคัดกรอง การจัดการศึกษา การประเมินผลการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และนำไปสร้างเครือข่ายระดับโรงเรียน โดยในวันที่ 29 เมษายน จะมีการบรรยายพิเศษเรื่องการสำรวจแววผู้ที่มีความสามารถพิเศษ และให้ครูได้ทดลองปฏิบัติจริง วันที่ 30 เมษายน มีการบรรยายพิเศษการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเสนอผลการปฏิบัติจริงเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษของเด็กไทยด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาไทยและคณิตศาสตร์ และวันที่ 1 พฤษภาคม มีการนำเสนอรูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง และการกำหนดความร่วมมือในการพัฒนาองค์กรเครือข่ายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้จะมี ดร.จูน มาร์เก็ต อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอริโซนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับโลก และ ผศ.ดร.อุษณีย์ เป็นผู้บรรยายตลอด 3 วัน (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





คปก.ถูกหั่นงบ ลดผลิตบัณฑิต 'ปริญญาเอก'

ศ.ดร.นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เปิดเผยภายในงานการประชุมวิชาการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ครั้งที่ 6 ว่า คปก.ได้ดำเนินกิจกรรมสนับสนุน และสร้างนักวิจัย ให้ประเทศตลอดระยะเวลา 8 ปี สามารถเพิ่มนักวิจัยในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่ปี 2541 ผลิตนักศึกษาทั้งสิ้น 1,610 คน ภายใต้งบประมาณสะสมรวม 2,250 ล้านบาท ปัจจุบันมีบัณฑิตปริญญาเอกทั้งสิ้น 357 คน และผลงานวิจัยตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการนานาชาติ 850 เรื่อง โดยมีการยื่นจดสิทธิบัตร 22 เรื่อง ที่ผ่านมาโครงการรับนักศึกษาได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากไม่ได้รับงบประมาณตามแผนที่กำหนด อย่างในปี 2548 สามารถรับนักศึกษาได้เพียง 150 คน จากแผนที่กำหนดไว้ 370 คน ทั้งที่จริงๆ แล้วมีนักศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเกือบ 400 คน นอกจากนี้ จากเดิมตามแผนการคาดว่าภายใน 15 ปี จะผลิตบัณฑิตได้ 5,000 คน แต่ด้วยเหตุที่งบประมาณไม่เป็นไปตามกำหนดไว้ จึงคาดว่าจำนวนบัณฑิตน่าจะเหลือ 2,500 - 3,000 คน คณะทำงานได้หาทางออกด้วยการพยายาม เสนอของบประมาณรัฐบาลเพิ่ม และร่วมทุนกับองค์กรอื่นๆ ในการสนับสนุนนักศึกษาปริญญาเอก โดยเฉพาะกับสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.) ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตบัณฑิต 1.7 ล้านบาท/คน หากไปเรียนต่างประเทศจะสูงกว่า 8 - 10 ล้านบาท/คน ฉะนั้น โครงการ คปก.จึงถือว่าคุ้มมาก และเม็ดเงินลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับการศึกษาในต่างประเทศ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เปิดป.โทจัดการคุณภาพสวนสุนันทาดันไทยสู่สากล

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เตรียมเปิดปริญญาโท สาขาการบริหารจัดการคุณภาพในปีการศึกษา 2548 หลังประสบผลสำเร็จ นักศึกษาแห่เรียนระดับปริญญาตรีจำนวนมาก สอนแบบบรรยายเพียง 5 สัปดาห์ เน้นทำข้อสอบและวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ต่างประเทศ เชื่อจะพัฒนาธุรกิจไทยให้แข่งขันกับสากลได้ โดยแบ่งเป็น 2 แบบ ภาคปกติรับนักศึกษาจบปริญญาตรีทั่วไปที่มีเกรดเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2.5 และภาคพิเศษ ผู้มีประสบการณ์ในการบริหาร องค์กร หน่วยงานไม่น้อยกว่า 5 ปี มีการทดสอบย่อย ศึกษาดูงานต่างประเทศ การเรียนการสอนจะเน้นให้ผู้เรียนออกแบบการบริหารจัดการคุณธรรมนำไปใช้ในสถานประกอบการได้จริง ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย วิทยานิพนธ์ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่องานบริหารจัดการคุณภาพหน่วยงานของผู้เรียนด้วย สามารถนำไปใช้ในองค์กรได้ทันที โดยทำควบคู่ไปกับการเรียน ถือเป็นการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เน้นให้ผู้บริหารมีการจัดการอย่างมีคุณภาพ หลักสูตรดังกล่าวประกอบด้วยวิชาแกน วิชาเฉพาะด้าน และวิชาบังคับเลือก อาทิ การจัดการคุณภาพ บริหารกระบวนการ ปรับปรุงคุณภาพ วิธีการวิจัยและพัฒนาทางคุณภาพ การเอาใจใส่ลูกค้าและตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการนโยบายและยุทธศาสตร์ ภาวะผู้นำและทีมงาน และการตรวจวินิจฉัยคุณภาพระบบบริหาร สำหรับค่าใช้จ่ายเป็นแบบเหมารวมตลอดหลักสูตร ภาคปกติ 120,000 บาท รับ 30 คน และภาคพิเศษ 270,000 บาท รับ 20 คน (นักศึกษา 5 คนต่ออาจารย์ 1 คน) เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามที่โทร.0-2243-2246-7 ต่อ 350-353 และ 156, 0-2241-5934 หรือ www.riss.ac.th (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





มธ.ชนะเลิศการแข่งขันแผนธุรกิจ เตรียมบินชิงแชมป์โลกที่สหรัฐ 4-7 พ.ค.

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยในการแถลงข่าวนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันแผนธุรกิจนิว เวนทรู แชมเปี้ยนชิพ (เอ็นวีซี) ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ว่าจากผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ทีมอะ-โกร โซลูชั่นส ของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด ภาคภาษาอังกฤษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดแผนธุรกิจในเวที "เอ็นวีซี" ที่มลรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวทีการประกวดแผนธุรกิจระดับนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับสองของโลก โดยเฉือนชนะคู่แข่งจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกกว่า 200 มหาวิทยาลัย รับเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคม นักศึกษาปริญญาโทจากสาขาเดียวกัน ได้คว้ารางวัลชนะเลิศการแข็งขันแผนธุรกิจระดับเอเชีย จากเวที เอเชีย มูท คอร์ป (เอเอ็มซี) ที่ประเทศไทย ทั้งนี้ ทั้ง 2 ทีมจะได้รับสิทธิเข้าแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลก บนเวที โกลบอล มูท คอร์ป (จีเอ็มพี) ซึ่งเป็นเวทีอันดับ 1 ของโลก เพื่อชิงชัยตำแหน่งแชมป์แผนธุรกิจระดับโลก ร่วมกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วโลก ระหว่างวันที่ 4 -7 พฤษภาคมนี้ ที่สหรัฐอเมริกา นับเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยจากประเทศไทยได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้ถึง 2 ทีมในปีเดียวกัน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ผลงานนักศึกษาปริญญาโท มธ. ทั้ง 2 รายการ เป็นการยืนยันถึงฝีมือ ศักยภาพของนักศึกษาไทย รวมทั้งแสดงถึงประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาธุรกิจในมหาวิทยาลัยไทยมีมาตรฐานเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยระดับโลก และมีความโดดเด่นเหนือมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย ลบสถิติการจัดอันดับว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่มีอันดับติด 1 ใน 200 มหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





เปิดสอนวิธีจัดการขัดแย้ง

ศ. (พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้เจรจาขอความร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า ถึงเรื่องการจัดหลักสูตรการจัดการความขัดแย้ง เนื่องจากปัจจุบันบ้านเมืองมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมาก ดังนั้นหากใช้การเจรจาแบบสันติวิธีก็จะสามารถประนีประนอมปัญหาได้โดยไม่เกิดความรุนแรง ดังนั้นการเจรจาแบบสันติวิธีจึงกลายเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีมหาวิทยาลัยใดจัดการเรียนการสอนด้านนี้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และผลิตกำลังคนด้านนี้ออกมา ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีความร่วมมือกับ Royal Road University ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อจัดทำหลักสูตรดังกล่าวในระดับปริญญาโท โดยสถาบันพระปกเกล้า เป็นแกนนำ และ สกอ. จะสนับสนุนงบประมาณผูกพัน 3 ปี จำนวน 21 ล้านบาท ในการพัฒนาอาจารย์และจัดทำหลักสูตร และจะมีการนำร่องจัดสอนที่ ม.ขอนแก่น (มข.) ม.มหาสารคาม (มมส.) และ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) รศ.ดร.นรนิติ เศรษฐบุตร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ทางสถาบันได้ทำความตกลงกับทาง Royal Road University ในการจัดการศึกษาระดับประกาศนียบัตรขั้นสูง ดังนั้นหากทางมหาวิทยาลัยนำร่องทั้ง 3 แห่งจะเปิดหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตจะต้องไปเจรจาความร่วมมืออีกครั้ง โดยตน จะเป็นผู้นำการเจรจาในวันที่ 11 พ.ค. นี้ และคาดว่าจะสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในเดือนพฤศจิกายน 2548 (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





สทศ.เตรียมเปิดข้อสอบผ่านเน็ต

นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ว่า ขณะนี้ตัวร่างพระราชกฤษฎีกา จัดตั้ง สทศ. อยู่ที่สำนักคณะรัฐมนตรีแล้ว และเตรียมจะส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ในเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องการดำเนินงานนั้นได้รับรายงานว่า สทศ.เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เนื่องจากเป็นการทดสอบนักเรียนเพื่อจะดูคุณภาพของนักเรียนทั่วประเทศ โดยมีจุดมุ่งมั่นว่าจะทำในทุกระดับชั้น เช่น อาจจะทำ ป.3 ป.6 ม.3 ม.6 ทั่วประเทศ เพื่อจะดูคุณภาพทางการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม วันนี้ประชาชนยังไม่ค่อยรู้จัก สทศ.เท่าที่ควร จึงได้มอบให้คณะทำงานกลับไปดำเนินการในประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้ง สทศ. กล่าวว่า ทางสทศ.เตรียมจะประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว และจะเผยแพร่เรื่องข้อสอบ ONET (แบบทดสอบ มาตรฐานระดับชาติ ) และ ANET (การสอบวัดความรู้ระดับสูง) ที่จะใช้ในระบบแอดมิสชันปี 2549 ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เข้าใจ ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าไม่มั่นใจมาตรฐานของข้อสอบดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่าทางสทศ.จัดทำข้อสอบวัดมาตรฐานไม่เกินหลักสูตรแน่นอน ส่วนการจะสอบครั้งเดียวหรือ 2 ครั้งนั้น เบื้องต้นทาง สทศ.ยังยืนยันว่าควรเป็นครั้งเดียว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ทปอ. ส่วนแนวข้อสอบนั้นจะพยายามเร่งเอาตัวอย่างลงเว็บไซต์คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ โดยดูรายละเอียดได้ที่ www.ntthailand.com (สยามรัฐรายวัน ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ชี้ขาดแอดมิชชั่น 30 เม.ย.อัดเด็กต้องพร้อมสอบตลอด

นายภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานเกี่ยวกับระบบแอดมิชั่นว่า ที่ประชุมได้นำผลการสำรวจของ นางอุทุมพร จามรมาน ประธานคณะทำงานศึกษาระบบแอดมิชชั่นของ ทปอ. เกี่ยวกับกลุ่มสาขาวิชา 8 กลุ่ม เห็นว่าใน 5 กลุ่มสาขาวิชาได้กำหนดสัดส่วน และองค์ประกอบที่จะนำมาใช้ในระบบแอดมิชชั่นเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 3 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชาศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ยังไม่ลงตัว เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ยังตกลงกันยังไม่ได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการสอบวิชาเฉพาะ เช่น ภาษา การทดสอบความถนัดทางศิลปะ และการวัดแววความเป็นครู โดยเห็นว่าน่าจะมีการสอบครั้งเดียวกันเดือน ต.ค. โดยจะให้ สทศ.เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ แต่ถ้า สทศ.ไม่พร้อม สทอ.ก็จะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด ส่วนในเรื่องการจัดสอบขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Test) หรือ O-NET และการทดสอบชั้นสูง หรือ A-NET นั้น แนวโน้มขณะนี้จะจัดสอบเพียงครั้งเดียว เพราะมี ผลดีมากกว่าเสีย อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อสรุปทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุม ทปอ.วิสามัญ ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้าน นายประเสริฐ ชิตพงษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธานทปอ. กล่าวว่า การออกมาคัดค้านเรื่องแอชมิชชั่นโดยอ้างว่าไม่ได้เตรียมตัวนั้น คงจะผิดทั้งตัวเด็ก พ่อแม่ กระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัย เพราะการสอบวัดผลเด็กต้องพร้อมตลอด ไม่ใช่พร้อมเฉพาะตอนสอบเท่านั้น และทปอ.ได้แจ้งเรื่องนี้มา 3 ปีแล้ว. (ไทยรัฐ อาทิตย์ที่ 1 พ.ค. 48 http://www.thairath.co.th)





มศว ผุดศูนย์เด็กอัจฉริยะ ให้คำปรึกษาผู้ปกครองและครูในปีนี้

ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ประสานมิตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2549 สถาบันได้เสนอของบประมาณจากมหาวิทยาลัย 30 ล้านบาท เพื่อสร้างเครื่องมือวัดแววเพื่อเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษในระดับอนุบาลและมัธยม รวมถึงเด็ก ม.ปลาย ที่จะสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้มีเครื่องมือวัดแววเด็กที่มีความสามารถพิเศษครอบคลุมเด็กทุกระดับชั้น รวมทั้งสร้างธนาคารหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในทุกวิชาและทุกระดับชั้น นอกจากนั้นยังมีโครงการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับสูงตั้งแต่อนุบาล-ปริญญาตรี โดยมุ่งสร้างเครือข่ายทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อเมริกา เพื่อร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน และการสร้างศูนย์วินิจฉัยเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างครบวงจร และจะขยายเครือข่ายไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งที่ให้ความสนใจจะจัดตั้งสถาบันขึ้นในมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ อีกทั้งร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศดำเนินโครงการเผยแพร่ความรู้ในการดูแลและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้แก่ผู้ปกครองและครู โดยจะให้ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ให้สำเร็จภายใน 4 ปีข้างหน้าหรือประมาณปี 2552 (คมชัดลึก เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





ม.อ.ตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ปั้นบัณฑิตใต้เป็น “เถ้าแก่น้อย”

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดตัวศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นภาคใต้ กระแสตอบรับทั้งเจ้าของธุรกิจ และบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษา ให้ความสนใจมาก โดย ผศ.คำรณ พิทักษ์ ผอ.ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ เปิดเผยว่า ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นจะมีพันธกิจในการบริการสนับสนุน ส่งเสริมและประสานงานให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีนวัตกรรม การจัดการและการใช้ฐานความรู้สมัยใหม่ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจแบบครบวงจรไม่ว่าจะเป็นการวางแผนธุรกิจ การเงินหรือการตลาด โดยเน้นธุรกิจประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา เทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจการบริการ การท่องเที่ยว เป็นต้น ผอ.ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ม.อ. มีเป้าหมายหลักที่จะสร้างผู้ประกอบการ จากบัณฑิตที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ที่มีผลงานวิจัยที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการอบรมการจัดตั้งบริษัท บริการด้านเครือข่ายของผู้เข้าร่วมโครงการ และสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ในการสนับสนุนงานวิจัยเชิงพาณิชย์ (สยามรัฐรายวัน เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





โรดแม็ปอาชีวะต้นแบบฝึกแรงงานคุณภาพ

นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยถึงทิศทางความต้องการแรงงานในตลาดอุตสาหกรรมในอนาคตว่า ขณะนี้ภาครัฐเตรียมจัดทำแผนการดำเนินงานผลักดันและส่งเสริมวิทยาลัยอาชีวะ (โรดแม็ป) วิทยาลัยอาชีวะเพื่อจัดตั้งวิทยาลัยอาชีวะต้นแบบ ส่งเสริมให้นักเรียนที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าศึกษาในสายอาชีวะมากขึ้น โดยมีเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการศึกษาต่อในระดับอาชีวะเป็น 50% จากเดิมที่มีสัดส่วนการศึกษาต่อในสายอาชีวะและสายสามัญเพียง 30% ต่อ 70% ภายใน 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2548-2551 ทั้งนี้ โรดแม็ปวิทยาลัยอาชีวะต้นแบบนั้นคาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์นี้น่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน มี 2 ส่วน คือ ซุปเปอร์วิทยาลัยอาชีวะต้นแบบ จัดตั้งทั้งหมด 5 แห่ง และวิทยาลัยต้นแบบ จัดตั้งขึ้นกระจายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งจะมีการปรับปรุงหลักสูตรเน้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ใน 13 อุตสาหกรรมที่เป็นความต้องการของตลาด ปีแรกจะมีการนำร่องในวิทยาลัยอาชีวะ 20 แห่ง และจะขยายในปีที่สองอีก 100 แห่ง ส่วนในปีที่ 3 จะดำเนินการในวิทยาลัยอาชีวะทั้งหมด 408 แห่งทั่วประเทศ เชื่อมั่นหากมีการดำเนินการตามโรดแม็ปวิทยาลัยอาชีวะ ภายใน 3 ปีจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิทยาลัยอาชีวะครั้งยิ่งใหญ่ในวงการอาชีวศึกษา ที่จะกลายเป็นอาชีวศึกษาในฝัน ที่สร้างให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนารุ่งเรืองและสามารถตอบสนองการแข่งขันได้เป็นอย่างดี (ข่าวสด อาทิตย์ที่ 1 พ.ค. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี


กระทรวงวิทย์จับมือบริติช เคาน์ซิล สร้างนักสื่อสารมวลชนวิทยาศาสตร์

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริติช เคาน์ซิล ประเทศไทย ร่วมกันจัดโครงการทูตเยาวชนวิทยาศาสตร์ปี 2548 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายนักสื่อสารระดับเยาวชน ให้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับสังคมไทย โครงการดังกล่าวจะทำการคัดเลือกเยาวชนไทย 2 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 นายปีเตอร์ อัพตัน ผู้อำนวยการบริติช เคาน์ซิล ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆ ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องพืชตัดต่อพันธุกรรม แต่นักวิทยาศาสตร์ยังขาดทักษะที่จะสื่อสารข้อมูลวิชาการให้กับคนทั่วไปเข้าใจ จึงจำเป็นต้องสร้างการสื่อสารที่ถูกต้องเพื่อให้เยาวชนและประชาชนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์ นายภูวดล ธนะเกียรติไกร จากสาขาชีวการแพทย์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ทูตเยาวชนตัวแทนประเทศไทย ปี 2547 เล่าประสบการณ์ว่า ได้เข้าร่วมฟังบรรยาย รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับงานวิจัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่กำลังสนใจ "ยกตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์จากประเทศอังกฤษพยายามที่จะพัฒนารูปจำลอง ของวัตถุเทียมที่มีน้ำหนักเบามากขึ้น และเอาเซลล์ต้นแบบของผู้ป่วยมาปลูกในวัสดุเทียมนั้น เพื่อช่วยลดการต่อต้านอวัยวะเทียมของมนุษย์ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ" (กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เสริมเขี้ยวเล็บรบยานรก เครื่องตรวจสารเสพติดไฮเทค

บริษัท โคแอกซ์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ส่งมอบเครื่องตรวจสารเสพติดไฮเทค ให้มาทดลองใช้ก่อน และพบว่าให้ผลดีต่อด้านการปราบปรามยาเสพติดเป็นอย่างมาก ดังนั้น เบื้องต้นจึงติดต่อขอเช่ามาใช้ก่อน โดยเสียค่าเช่าปีละ 2 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือ จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เครื่องตรวจจับยาเสพติด และตรวจหาวัตถุระเบิดที่เรานำมาใช้ เป็นรุ่น DS-1000 E/N (TRACE DETECTION SYSTEM) สามารถนำเคลื่อนที่ไปใช้ยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เนื่องจากมีล้อติดอยู่ใต้ฐานของตัวเครื่อง และวิธีการตรวจจับก็ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เมื่อสงสัยว่าบุคคลใดมีพฤติกรรมคล้ายกับติดยาเสพติด หรือพบสัมภาระ เอกสารในซอง หีบห่อ พัสดุภัณฑ์ พัสดุไปรษณีย์ต้องสงสัยว่าจะมีสารเสพติด เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้าไปตรวจด้วยตัวเอง เพียงแค่นำกระดาษไปเช็ดภายนอกตัวบุคคลหรือสิ่งของต้องสงสัย จากนั้นนำกระดาษดังกล่าวไปเข้าเครื่องสแกนตรวจจับยาเสพติด ภายในเวลา 10 วินาที ก็จะทราบได้ทันที หรือเมื่อสงสัยว่าจะมีการนำยาบ้าซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง ก็จะใช้วิธีการเดียวกัน ด้วยการเอากระดาษเช็ดที่กระเป๋าที่ต้องสงสัย แล้วนำมาเข้าเครื่องสแกน จะทราบผลภายในเวลา 10 วินาทีอีกเช่นกัน คุณสมบัติพิเศษของเครื่องนี้ คือจะไม่ใช้สารที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ ส่วนระบบการทำงานนั้น จะเป็นการทำให้เกิดการแตกตัวเป็นอิออน ใช้ไฟฟ้าแยกองค์ประกอบทางเคมีที่ความดันบรรยากาศ (Atmosphetic Pressure Chemical Ionization APCI) และการวิเคราะห์จะใช้ระบบวัดมวลแบบสี่ขั้ว (MS/MS Quadrupole Mass Spectrometer) ที่เป็นแบบ 3 ทิศทาง (3-Dimentional) ซึ่งทำให้ผลการตรวจสามารถใช้เวลาในการวิเคราะห์เพียงแค่ 10 วินาที เท่านั้น เนื่องจากการใช้ระบบวัด (Sensor) ที่มีความไวกับการตรวจยาเสพติดเพียง 1 พิโคกรัม ระบบของเครื่อง (System) สามารถตรวจวัดยาเสพติดและวัตถุระเบิดได้ต่ำถึง 109 นาโนกรัม ของอัตราความเร็วเฉลี่ยในการตรวจวัด และเมื่อรวมเวลาการนำตัวอย่างเข้าและออกจากเครื่อง จะทำการตรวจได้ 180 ตัวอย่างต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระบบการปฏิบัติงานที่ทันสมัยอย่างมาก เพราะการทำงานควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รุ่นเพนเทียม 4 ที่มีความเร็ว 1.8 เมกะเฮิรตซ์ และใช้ระบบการจัดการแบบเอกซ์พี (Window XP) และจอภาพแบบแบน (LCD) แบบสัมผัส รวมถึงมีระบบความปลอดภัย (Inter locking) ในระบบสุญญากาศ มีระบบการรักษาอุณหภูมิ และระบบการควบคุมการใช้กระแสไฟฟ้าเกินอีกด้วย นอกจากนี้ คุณสมบัติของเครื่องยังสามารถตรวจหายาเสพติดได้ไม่น้อยกว่า 12 ชนิด หลังจากการตรวจหาสารต่าง ๆ พบแล้ว ผลที่ได้จะแสดง ออกมาในรูปของเส้นกราฟชี้ให้เห็นว่าพบสารชนิดใดอยู่บ้าง และเมื่อทราบว่าเป็นยาเสพติดชนิดไหนก็จะทำการสอบสวนขยายผลว่าสารชนิดนี้มาจากที่ไหน (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ม.หอการค้า สร้างมาตรฐานไอที พัฒนาระบบรับสมัคร นศ.

นายกาญจน์ โชคนำกิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เฟิร์ส ลอจิก จำกัด ผู้นำทางด้านให้คำปรึกษาออกแบบระบบไอที หนึ่งในกลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีนโยบายในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถรองรับและตอบสนองความต้องการ ของนักศึกษารวมถึงบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย จึงได้วางโครงการในการติดตั้งระบบการรับสมัครนักศึกษาขึ้น โดยเฟิร์ส ลอจิก ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยหอการค้า จึงได้ร่วมมือกับ Ecquaria พัฒนาระบบ Services Oriented Platform (SOP) สำหรับใช้ในระบบรับสมัครนักศึกษา เป็นระบบงานที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมาก เนื่องจากใช้ แพลตฟอร์มเดียวกัน สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูล การใช้ข้อมูล หรือการนำ resources ที่มีอยู่มาใช้งานร่วมกันได้ โดยระบบ SOP เป็นการสร้างช่องทางในการรับสมัครนักศึกษาที่เด่นชัด ทั้งการสมัครจากภายนอกและภายในมหาวิทยาลัย โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ระบบ SOP ประกอบด้วย Modules ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที โดยมีอยู่แล้วในระบบ เช่น Modules ของ Webflow, Security, User Profile, Management, Console, Payment, Development tolls เป็นต้น Module Webflow เป็นหนึ่งในหลายๆ Modules ที่สำคัญของ SOP โดยสามารถช่วยให้การพัฒนาระบบงานรับสมัครนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้เป็นไปอย่างราบรื่น ที่มีรูปแบบการจัดการของพารามิเตอร์ แบบฟอร์ม เงื่อนไขของงาน การจัดการของกลุ่มผู้ใช้งาน Java editor , html editor, vertion control, access control , process flow เป็นต้น เพื่อให้ Programmers Project Manager ใช้ในการพัฒนาระบบเป็นไปตามความต้องการของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ Module EDX ยังช่วยในการเชื่อมต่อข้อมูลของระบบต่างๆ และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันได้ ทั้งในส่วน Web services XML หรือการเชื่อมต่อโดยตรงกับทาง Database ที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในระบบต่างๆของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลโดยการ access เข้าที่จุดๆเดียวกัน และสามารถประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมมา ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารอื่นๆ ได้ มหาวิทยาลัยยังสามารถนำข้อมูลนักศึกษาไปใช้ประโยชน์ในภาระงานที่ทำได้ทันที เช่น กองทะเบียนฯ กองส่งเสริมการรับสมัคร กองการเงิน คณะฝ่ายวางแผนและพัฒนา และผู้บริหาร ที่สามารถดูข้อมูลจำนวนนักศึกษาที่สอบผ่านในแต่ละคณะ/สาขาวิชา ได้จากระบบ ในรูปแบบรายงานสำหรับผู้บริหาร โดยสามารถทำเป็นกราฟฟิกได้หลายรูปแบบ และแสดงผลแบบ Real time ทั้งนี้ หากอนาคตทางมหาวิทยาลัยขยายวิทยาเขตออกไป ระบบงานนี้ ก็สามารถรองรับการทำงานดังกล่าวได้ (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเติมเงิน

นายนพปฎล เดชอุดม ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป ด้านพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยการแข่งขันของตลาดไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ตและบรอดแบนด์ที่กำลังโตอย่างต่อเนื่อง ทรูจึงเปิดบริการไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการจ่ายรายเดือน โดยมุ่งเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการอิสระในการควบคุมค่าใช้จ่าย และคนที่ต้องการเปลี่ยนจากอินเทอร์เน็ตความเร็วปกติเป็นความเร็วที่สูงขึ้น สำหรับบริการไฮ-สปีดอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินนั้น ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน เพียงแต่สมัครใช้บริการโดยเสียค่าแรกเข้า 800 บาท จะได้รับ user login และโมเด็มไปติดตั้งที่บ้านโดยไม่มีอายุสัญญาการใช้งาน โดยทรูจะคิดค่าบริการตามจริงของการใช้งานนาทีละ 24 สตางค์ เบื้องต้นมีแพ็คเกจให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ สลิป เติมเงินราคา 360 บาทใช้ได้ 30 วัน, ราคา 700 บาทใช้ได้ 60 วัน และ 1,000 บาทใช้ได้ 90 วัน นับจากวันแรกที่ลงทะเบียนเข้าใช้อินเทอร์เน็ต สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2900-8000 หรือ www.hispeedworld.com. (เดลินิวส์ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ญี่ปุ่นเตรียมวางขายภาพถ่ายพูดได้

บริษัทคอมบิวิธ ธุรกิจเดย์แคร์ ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะนำภาพถ่ายพูดได้ หรือ talking picture วางจำหน่ายในญี่ปุ่นภายในสัปดาห์นี้ โดยภาพถ่ายดังกล่าว สามารถพูดเป็นข้อความยาวประมาณ 12 นาที วิธีสั่งภาพให้พูดนั้น จะมีสแกนเนอร์ ที่รูปร่างเหมือนปากกา ที่มีบาร์โค้ด ที่มองไม่เห็นอยู่ในภาพถ่าย ภาพพูดมี ประโยชน์สำหรับผู้ที่รอคอยจะได้ยินเสียงของคนที่รักที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น ตา ยาย อยากได้เห็นและได้ยินเสียงหลานในเวลาเดียวกัน เป็นต้น สำหรับการใช้ภาพถ่ายพูดได้นี้จะต้องมีการถ่ายภาพกับทางบริษัท ราคาจะอยู่ระหว่าง 17,040- 17,990 เยน หรือประมาณ 160-169 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพและอุปกรณ์สำหรับการได้ยิน. (เดลินิวส์ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ก.วิทย์เจ้าภาพฉลองร้อยปีฟิสิกส์โลก

ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า การสร้างความตระหนักรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในห้าภารกิจหลัก ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์รับผิดชอบตามแผนที่บรรจุอยู่ในแถลงการณ์ของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา และปี 2548 นับเป็นโอกาสดีที่จะใช้วาระครบรอบร้อยปีแห่งการนำเสนอผลงานมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ โดยกระทรวงวิทย์รับผิดชอบจัดงานฉลองร้อยปีฟิสิกส์ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเกิดความเข้าใจ ความตระหนักรู้ด้านฟิสิกส์ โดยการจัดงานฉลองปีฟิสิกส์โลกจะมีขึ้นตลอดปี 2548 และหน่วยงานต่างๆ เริ่มไปบ้างแล้ว ในรูปแบบของการจัดสัมมนา นิทรรศการ และการรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวข้องกับผลงานต่างๆ ของไอน์สไตน์ ขณะที่ไอน์สไตน์อายุเพียง 26 ปี ได้เสนอผลงานที่สำคัญต่อโลกไว้ 5 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ แนวคิดที่ว่า แสงมีคุณสมบัติเป็นอนุภาค ขณะที่ในยุคนั้นเชื่อกันว่าแสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง แต่ไอน์สไตน์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อแสงวิ่งมาตกกระทบกับโลหะ อนุภาคของแสงกระแทกให้อิเล็กตรอนของโลหะกระเด็นออกมา หรือที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก" การค้นพบดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ อาทิ แผงเซลล์สุริยะหรือโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม หรือจีพีเอส หรือแม้แต่เทคโนโลยีล่าสุดที่เรียกว่า นาโนเทคโนโลยี ได้อาศัยความคิดเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมของไอน์สไตน์ สำหรับเดือนพฤษภาคมนี้ กิจกรรมฉลองปีฟิสิกส์โลกจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ในโครงการจัดการแข่งขันฟิสิกส์ระดับชาติ ครั้งที่ 4 วันที่ 7-11 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และยังจะได้จัดนิทรรศการ 100 ปี ไอน์สไตน์ในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน วันที่ 6-10 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ด้วย ขณะที่ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ หัวข้อหลักของงานจะเน้นการสัมมนาและนิทรรศการด้านฟิสิกส์ และความสำคัญของไอน์สไตน์เช่นกัน (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เนทสเคปขยายช่องบริโภคสื่อ ผุดเครือข่ายคอนเทนท์ออนไลน์

นายไมค์ โฮเมอร์ และนายมาร์ค แอนเดรสเซน สองผู้ก่อตั้งบริษัทเนทสเคป (Netscape) ประกาศเปิดตัวเครือข่ายออนไลน์ ภายใต้ชื่อบริการ "โอเพ่น มีเดีย เน็ตเวิร์ค" เครือข่ายออนไลน์ เพื่อการเผยแพร่รายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ โดยบริการนี้ จะเปิดโอกาสให้สื่อสารมวลชนทุกประเภท รวมถึงนักสร้างภาพยนตร์อิสระ ได้เข้ามาใช้ช่องทางดังกล่าวเผยแพร่ผลงาน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางนี้ได้ด้วย บริการดังกล่าว จะบรรจุรายการต่างๆ ไว้ในรูปแบบของ "ไดเร็คทอรี่" ซึ่งผู้รับชมสามารถค้นหารายการโปรด และสมัครเป็นสมาชิกได้โดยอัตโนมัติ โดยสามารถดาวน์โหลดรายการที่ชื่นชอบมาชมได้เป็นการส่วนตัว บริการ "โอเพ่น มีเดีย เน็ตเวิร์ค" ถือเป็นหนึ่งในช่องทางการเผยแพร่รายการต่างๆ ที่มีเป้าหมายให้ผู้คนสามารถแสดงผลงาน รวมถึงการค้นหาไฟล์ออนไลน์ขนาดใหญ่ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการสร้างคอนเทนท์ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบของรายการที่รับชมทางโทรทัศน์ นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ให้บริการเครือข่ายเพียร์-ทู-เพียร์ "ดาวน์ฮิล แบตเทิล" ก็เปิดตัวซอฟต์แวร์ "บล็อก ทอแรนท์ (BlogTorrant)" โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเผยแพร่ไฟล์ขนาดใหญ่บนบล็อกของตน หรือบนเวบไซต์ได้โดยใช้เทคโนโลยี "บิต ทอแรนท์" ช่วยในการเผยแพร่ไฟล์ (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





หวั่นน้ำท่วมโลกซัดทะเลไทยไปไกลถึง จ.ลำปาง

นายจิรพล สินธุนาวา อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อน มาจากการใช้พลังงานจากกิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น 0.7 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังวิตกว่า หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2-5 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลาย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะมีปริมาตรน้ำเพิ่มถึง 3 ล้านล้านลูกบาศก์กิโลเมตร หมายความว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นอีกประมาณ 200 ฟุต ผลกระทบที่ไทยจะได้รับคือชายฝั่งทะเลของไทยจะไปอยู่แถว จ.ลำปาง อุดรธานี บุรีรัมย์ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ขนาด 3,200 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 2 เท่า หลุดออกจากปลายแหลมและยังไม่รู้ว่าจะลอยลงทะเล หรือจะไปปิดบล็อกช่องทางที่มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทำงานอยู่ และเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ก้อนน้ำแข็งขนาด 120 กิโลเมตร ที่ชื่อ B15A ก็หลุดแตกออกมาอีก ขณะนี้ดาวเทียมทุกดวงกำลังจับจ้องก้อนน้ำแข็งมหึมาทั้ง 2 ก้อนนี้อย่างไม่คลาดสายตา เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่เกิดขึ้นอย่างช้าไม่เกิน 3 ปี อาทิ จะเกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรง เป็นต้น สำหรับในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่ชัดเจนและไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งในเวทีสิ่งแวดล้อม 2548 ในเดือน มิ.ย. จะหยิบประเด็นปัญหานี้มาเปิดเผยให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบ เพื่อเตรียมหาแนวทางการป้องกันต่อไป. (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ยูเนสโกหนุนไทยจัดงานนวัตกรรมเอเชีย

นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า สนช.ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นแกนจัดงานประชุมนานาชาติและการแสดงนิทรรศการด้านนวัตกรรม หรืออินโนเวเชีย 2005 โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากบริษัทไอบีเอ็ม เพื่อสร้างบรรยากาศและความตื่นตัวทางด้านนวัตกรรมขึ้นภายในประเทศ ภายในงานจะประกอบด้วยการประชุมระดับนานาชาติด้านการจัดการนวัตกรรม โดยแบ่งหัวข้อการประชุมหลักๆ ออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายการจัดการนวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ยังได้จัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม รวมถึงการเปิดตัวหนังสือ Thailand : Competitive Innovation Strategies และการประกาศผลรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2548 ดร.ดาร์ล มาเซอร์ เลขาธิการคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ยูเนสโกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเพื่อสร้างนวัตกรรม ในลักษณะของการบริหารจัดการนวัตกรรม โดยคาดว่างานอินโนเวเชียจะสร้างให้เกิดความร่วมมือในระดับชุมชน และระดับภูมิภาค เพื่อนำสิ่งที่เกิดจากความรู้ และนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ไอบีเอ็มผู้สร้างนวัตกรรมให้อุตสาหกรรมไอทีและภาคธุรกิจมากว่า 80 ปี มีผลงานวิจัยพัฒนาที่จดสิทธิบัตรแล้วกว่า 29,000 สิทธิบัตร ซึ่งจะนำส่วนหนึ่งมาร่วมแสดงด้วย พร้อมทั้งเชิญนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาบรรยายและถ่ายทอดประสบการณ์ในการนำนวัตกรรมมาประยุกต์เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน นายสตีเฟน เบรม (Mr.Stephen Braim) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไอบีเอ็ม คอร์ป. บรรยายหัวข้อ Global Innovation Outlook ว่า ความเข้าใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับนวัตกรรม จะเป็นมุมมองความก้าวหน้าในเชิงเส้นตรง คือ จากงานวิจัยไปสู่การประดิษฐ์ และจากการประดิษฐ์ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการที่จะทำนวัตกรรมที่มีความซับซ้อนสูงนั้น จะต้องมองแบบบูรณาการโดยครอบคลุมปัจจัยที่จำเป็นต่อการทำนวัตกรรม อาทิ ความรู้และเทคโนโลยี ความต้องการของตลาด รวมถึงปัจจัยภายนอกที่มีความสำคัญอย่างสิ่งแวดล้อม นโยบายภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย ทั้งนี้งานอินโนเวเซีย 2005 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 กันยายน 2548 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เสือเหลืองเปิดแผนขึ้นแท่นศูนย์ไบโอเทค

รัฐบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ยอมรับถึงความสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพ เราเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีด้านนี้จะเป็นกุญแจสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ทั้งในขณะนี้และในอนาคต นายอับดุลเลาะห์กล่าวในพิธีเปิดการประชุมไบโอมาเลเซีย 2548 ในเมืองปุตราจายา ผู้นำมาเลเซียกล่าวว่า เทคโนโลยีชีวภาพต้องใช้ระยะทางยาวไกลกว่าจะเดินทางไปถึงบ่อเงิน ดังนั้นรัฐบาลจึงจะให้การสนับสนุนด้านนี้อย่างเต็มที่ นายอับดุลเลาะห์ได้อธิบายถึงนโยบายเชิงรุก 9 ข้อ โดย 3 ข้อแรกมุ่งแปลงโฉมภาคเกษตร สาธารณสุข และการผลิต ไปสู่ความไฮเทค ส่วนนโยบายอื่นเน้นการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการวิจัย การให้เงินทุนอุดหนุนตั้งแต่ห้องทดลองจนผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด รวมถึงการให้แรงจูงใจอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมจากภาควิชาการและเอกชน รวมถึงบรรดารัฐวิสาหกิจ นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงการให้การสนับสนุนทางการเงินในการขอสิทธิบัตร เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพจากภาคเอกชน รัฐบาลเสนอการลดหย่อนภาษีแบบกลุ่ม 100% เต็ม หรือการลดหย่อนภาษีแก่การลงทุนที่เหมาะสม และเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ทางการจะเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดทุนมากขึ้น และจะทำให้มาเลเซียเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเวทีเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตของโลก (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ข่าววิจัย/พัฒนา


เร่งทำยารักษาโรคจากพริกเผ็ด เป็นยาฉีดรักษาโรคข้อต่อเสื่อม

บริษัทเภสัชสหรัฐฯกำลังเร่งรีบผลิตยารักษาโรคข้อเสื่อมออกมาจำหน่าย หลังจากที่ได้ค้นพบ ว่าสารเคมีแคปไซซิน ที่มีอยู่ในพริก ซึ่งเคยถูก ค้นพบว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายหลายอย่างด้วยกัน นอกจากช่วยส่งเสริมให้อาหารมีรสมีชาติ แล้ว เอามาทำยารักษาโรคข้อเสื่อมได้ บริษัทไม่ได้คิดจะผลิตขึ้นเป็นเพียงแต่ยาเม็ด แต่หากจะทำเป็นยาฉีด เพื่อจะได้ใช้รักษาได้สะดวกและได้ผลรวดเร็วขึ้น. (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





สายรัดพลาสติกจากถุงปุ๋ย เหนียวแน่นไม่แพ้ของนอก

ผศ.ชวลิต แสงสวัสดิ์ และนายวีรศักดิ์ หมู่เจริญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ทดลองนำเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตถุงปุ๋ย มาหลอมตัดเม็ดพลาสติกใหม่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสายรัดกล่องสินค้า ปรากฏว่าคุณสมบัติของเม็ดพลาสติกที่หลอมใหม่นั้น มีความใกล้เคียงกับเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน วัสดุมาตรฐานที่ใช้ทำสายรัดกล่องสินค้า ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ผศ.ชวลิต แสงสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมวัสดุและโลหการ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เข้ากับเม็ดพลาสติกที่นำมาทอทำถุงปุ๋ยของวิศวกรรมสิ่งทอ และในการทำการวิจัยนั้นเริ่มจากการทดสอบชนิดและคุณสมบัติของวัสดุ ที่ใช้ผลิตสายรัดกล่องสินค้าก่อน จากนั้นจึงศึกษาเรื่องการนำเศษพลาสติกมาใช้ใหม่ โดยเลือกชนิดของเม็ดพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตถุงปุ๋ย แล้วจึงนำมาเข้ากระบวนการหลอมตัดเม็ดซ้ำ เพื่อนำมาผลิตสายรัดกล่องสินค้า และจากการทดสอบด้านการทนต่อแรงดึง การยืดตัว ความแข็งและการต้านทานต่อการขีดข่วน ปรากฏว่า มีคุณสมบัติเป็นที่น่าพอใจ ใกล้เคียงกับสายรัดกล่องสินค้าจากต่างประเทศ ได้นำไปใช้ในบริษัท วรกุลชัย แพ็คเกจซีล จำกัด ซึ่งผลิตสายรัดกล่องสินค้า จึงช่วยเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุนการผลิตได้มาก นอกจากนั้นผลการวิจัยยังช่วยลดปริมาณเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมการทอถุงปุ๋ยได้อีกทางหนึ่งด้วย (คมชัดลึก จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





อิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ ผลงานเจ๋งๆ ของมรภ.สารคาม

อาจารย์วิพล ไชยชนะ อาจารย์ 1 ระดับ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้เสนอโครงการพัฒนาอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จำนวน 4.5 แสนบาท ในการวิจัย ผลิตอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ การผลิตอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ สามารถทำได้โดยผสมกันระหว่างปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ 1 ส่วน ดิน 6 ส่วน และขี้เถ้าแกลบ 2 ส่วน จากการวิจัยพบว่าดินทุกพื้นที่ในประเทศไทยใช้เป็นส่วนผสมทำอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบได้ ซึ่งการใช้ดินและขี้เถ้าแกลบเป็นตัววัสดุในการผลิตอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ จะเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรป่าไม้ ที่จะต้องถูกตัดมาเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมโดยทางอ้อมอีกด้วย และต้นทุนการผลิตบวกค่าแรงของอิฐดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบสูตรของตนนี้ตกประมาณก้อนละ 3.50 บาทเท่านั้น ราคาเท่ากับอิฐบล็อกที่จำหน่ายในท้องตลาด แต่คุณภาพการใช้งานแข็งแรงทนทานกว่า และช่างที่ไม่ชำนาญก็สามารถก่อสร้างได้ เพราะอิฐแต่ละก้อนจะมีล็อกอยู่ในตัวอิฐ เพียงแต่ต้องตั้งระดับให้ได้ฉากเท่านั้นก็พอ เหตุผลที่นำเถ้าแกลบมาเป็นส่วนผสมเนื่องเพราะผลจากทางเคมีพบว่า ขี้เถ้าแกลบมีซิลิกาเป็นองค์ประกอบสูงถึงประมาณ 90% ซึ่งขี้เถ้าแกลบสามารถใช้เป็นสารปอซโซลาน (Pozzolan) ในการผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทำให้เกิดปฏิกิริยาปอซโซลานิก (Pozzolanic Reaction) และเกิดเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปอซโซลานา (Portland Pozzolana Cement) ซึ่งทำให้ซิลิกาอยู่ในรูปของผลึกและทำให้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ปอซโซลานามีคุณสมบัติดีขึ้น โครงการนี้เป็นการต่อเนื่องจากปี 2546 ศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ การดำเนินงานวิจัยในครั้งนี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2549 จากนั้นจะนำออกเผยแพร่ถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้ชุมชนนำไปผลิตใช้เอง จึงนับว่าเป็นการเริ่มต้นในการคิดค้นเพื่อสร้างวัสดุก่อสร้างอีกชิ้นหนึ่ง ที่จะเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชน โดยคาดหวังว่าผลงานวิจัยที่ออกมาจะสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อนำไปสู่การดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อวงการก่อสร้าง รวมถึงผลสืบเนื่องที่จะตามมา เช่นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน การลดการสร้างมลพิษที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตอิฐดินในรูปแบบอื่นๆ และที่สำคัญประชาชนจะได้ใช้วัสดุที่ดีมีคุณภาพและราคาถูก (ข่าวสด จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ติดเครื่องเดินหน้ามุ่งวิจัยตรวจสารตกค้างผลิตภัณฑ์หนังสัตว์

รศ.ดร.สายสุนีย์ เหลี่ยวเรืองรัตน์ นักวิจัยหน่วยวิจัยเคมีประยุกต์และสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของงานวิจัยหาสารพิษตกค้างอยู่ในผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์เปิดเผยว่า ในอุตสาหกรรมส่งออกหนังสัตว์ อุตสาหกรรมกระดาษและไม้ บางชนิดที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเช่น เพนตะคลอโรฟีนอลเพื่อช่วยในการรักษาสินค้าและช่วยป้องกันเชื้อราในเยื่อไม้สำหรับอุตสาหกรรมกระดาษ ไม้บางชนิดที่นำไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และทำให้หนังสัตว์นิ่มในอุตสาหกรรมเครื่องหนังเพื่อใช้ทำรองเท้าและกระเป๋าหนังซึ่งการสัมผัสโดยตรงกับสารเคมีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพนตะคลอโรฟีนอลหรือ พีซีพีมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสารพิษตกค้างสูง โดยเฉพาะกรณีสารพิษสะสมซึ่งกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ มาตรฐานของประเทศแคนาดากำหนดให้มีเพนตะคลอโรฟีนอลไม่เกิน 0.1 ส่วนในด้าน ผลิตภัณฑ์หนังสัตว์ทุกชนิด มุ่งศึกษาถึงการพัฒนาวิธีตรวจสอบปริมาณสารพิษตกค้างในผลิตภัณฑ์ ซึ่งวิธีการตรวจในปัจจุบันต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีราคาแพงที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องใช้ตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์ซึ่งมีพิษในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ซึ่งก่อให้เกิดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม ในอุตสาหกรรมขนาดย่อมจะต้องส่งสินค้าไปใช้บริการจากหน่วยงานที่ให้บริการซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทีมวิจัยหาสารพิษตกค้างอยู่ในผลิตภัณฑ์หนังสัตว์โดยการสนับสนุนจาก สนง.คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้ศึกษาและพัฒนาเทคนิคการตรวจหาสารพีซีพีใหม่ที่เหมาะสมกับธุรกิจขนาดย่อมและช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดการใช้ตัวทำละลายที่เป็นสารพิษโดยใช้เครื่องมือการสกัดชนิดหนึ่งที่สกัดสารตัวอย่างได้ประมาณ 24 ตัวอย่างต่อ 5-10 นาที. (เดลินิวส์ จันทร์ที่ 25 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





เตรียมจับมนุษย์เข้าสู่สภาพจำศีล รักษาโรคร้ายและบาดแผลฉกรรจ์

นิตยสารวารสารวิทยาศาสตร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยมะเร็งเฟรด ฮัทชินสัน ที่นครซีแอตเติล สหรัฐฯ ได้จับหนูรมก๊าซไฮโดรเจน ซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า อันเป็นก๊าซพิษ อย่างหนึ่ง ให้มันเข้าสู่สภาพอย่างจำศีลหลับสนิทลงได้เป็นเวลานาน โดยที่ร่างกายได้ยุติการเผาผลาญอาหารลงเกือบจะโดยสิ้นเชิง และเมื่อปลุกให้ตื่นขึ้นใหม่ มันก็ไม่เกิดอาการผิดปกติอย่างใดเลย นักวิจัย มาร์ค รอท กล่าวว่า ตามหลักแล้ว เราเท่ากับแปลง หนูจากสัตว์เลือดอุ่นให้เป็นสัตว์เลือดเย็นลงชั่วคราวนั่นเอง ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เกิดกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จำศีลตามธรรมชาติ เราเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดก็คงจะเป็นได้หมด โดยเฉพาะแม้แต่มนุษย์ สัตว์ที่อยู่ในสภาพจำศีล เซลล์ทุกส่วนเกือบจะหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง ช่วยให้ร่างกายไม่ต้องใช้ออกซิเจนเลย หากว่าทำให้มนุษย์เข้าสู่สภาพจำศีลได้ จะช่วยให้คนไข้หนักที่ต้องผ่าตัด ตั้งแต่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ และคนไข้ที่รอคอยอวัยวะมาปลูกถ่ายให้ใหม่ ได้มีเวลาอันมีค่ามากขึ้น นอกจากนั้นยังอาจช่วยผู้ป่วยด้วยไข้หนัก และอาจจะรวมถึงคนไข้มะเร็ง ในการปกปักเซลล์ปกติ ให้รอดพ้นอันตรายของการบำบัดด้วย รังสีและเคมีบำบัดด้วย. (ไทยรัฐ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





พัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์เสริม พูดโทรศัพท์ด้วยการพยักหน้า

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ของสกอตแลนด์ แจ้งว่า เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้ ผู้วิ่งออกกำลัง สั่งให้เครื่องเล่นเพลงเปลี่ยนแทร็กเพลงใหม่ได้ โดยไม่ต้องไปกดปุ่ม และแม้แต่ผู้ที่กำลังรีบเดินบนถนนที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น ก็ส่งข้อความสั้นๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไปชนกับใคร ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า "เทคโนโลยี ออดิโอคลาวด์" เพื่อช่วยให้ใช้อุปกรณ์เครื่องมือติดต่อสื่อสารแบบพกพาต่างๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลง และคอมพิวเตอร์พกพา เมื่อยามสัญจรไปไหนมาไหนกันได้โดยปลอดภัย แทนที่มัวแต่คลำหาปุ่มเล็กๆต่างๆ อยู่อย่างในปัจจุบัน ศาสตราจารย์สเตเฟน บรูว์สเตอร์ หัวหน้าโครงการบอกอธิบายว่า เทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้เราใช้เครื่องมือเหล่านั้นได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะกำลังอยู่ที่ไหน เหมือนกับกำลังเดินคุยไปกับเพื่อนจริงๆ (ไทยรัฐ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





มือถือป้องกันโจรกรรมรถ ส่งคลื่นระบุตำแหน่งทุกระยะ

นายอุรัตน์ รัตนชัย นักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเพื่อนร่วมทีม ร่วมกันพัฒนาระบบป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ โดยเรียกชื่อว่า คาร์ อลาร์มที่สามารถส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอส เพื่อระบุสถานะไปยังมือถือของเจ้าของรถได้ การทำงานของระบบจะส่งเอสเอ็มเอสมาที่มือถือเจ้าของรถทันที ที่สัญญาณกันขโมยเริ่มทำงาน จากนั้นหากเซ็นเซอร์ต่างๆ ของสัญญาณกันขโมยสามารถตรวจจับได้ว่ามีผู้บุกรุกตัวรถ ระบบจะส่งเอสเอ็มเอสมาแจ้งว่ารถถูกบุกรุกแล้ว และบอกด้วยว่าบริเวณไหนของรถ ในกรณีที่สัญญาณกันขโมยไม่ทำงาน แต่รถมีการเคลื่อนที่ไปจากเดิม ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนการรับสัญญาณจากเสาสัญญาณ (เซลล์ไซท์) ระบบก็จะส่งเอสเอ็มเอสมาแจ้งเพื่อเป็นการติดตามรถ นอกจากนี้หากมีการรื้อถอนระบบกันขโมยนี้ออกจากรถ ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนก่อนที่ระบบกันขโมยจะถูกรื้อถอนด้วย สำหรับโครงสร้างของระบบนั้น เป็นการนำเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ใช้กับสัญญาณกันขโมยทั่วไปมาต่อเข้ากับไมโครคอนโทรลเลอร์ และต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์มือถือในรถยนต์ ซึ่งจะใช้ "จาวาซิม"" แทนซิมแบบปกติที่ใช้ในปัจจุบัน โดยในจาวาซิมีแอพพลิเคชั่นกันขโมยอยู่ด้วย สำหรับให้เจ้าของรถตั้งค่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือบนรถ รหัสผ่าน และสำหรับตรวจสอบสถานะของรถโดยการส่งเอสเอ็มเอสไปถาม ขณะที่จาวาซิมจะรองรับโทรศัพท์มือถือได้ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น มือถือจอขาวดำแบบเก่าก็สามารถใช้ได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลเจ้าของอีกด้วย ทีมพัฒนายังเผยด้วยว่า สามารถพัฒนาต่อยอดให้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์ได้ เช่น กรณีที่จอดรถอยู่กลางแจ้งและกำลังจะไปขึ้นรถแล้ว สามารถส่งคำสั่งไปบอกให้รถเปิดเครื่องปรับอากาศไว้รอได้ ค่าใช้จ่ายสำหรับการติดตั้งระบบนี้ ทางทีมได้ประมาณไว้ที่ 5,000 บาท โดยทั้งหมดนี้รวมถึงบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สัญญาณกันขโมย และโทรศัพท์มือถือ แต่หากว่าเป็นผู้ที่ติดตั้งสัญญาณกันขโมยเองอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายจะลดลงไปเหลือประมาณ 3,000-4,000 บาท ผลงานดังกล่าวยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ ดีแทค แอนด์ โนเกีย ไอ อวอร์ดส (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ชวนนักวิจัยส่งโครงงานชิง2แสน เซเรบอสร่วมสร้างความรู้ใหม่

ศ.นพ.จอมจักร จันทรสกุล ประธานคณะกรรมการพิจารณาทุนวิจัย เซเรบอส อวอร์ด เปิดเผยว่า ทุนเซเรบอสได้เปิดรับสมัครผลงานวิจัยเข้าร่วมชิงทุนจำนวน 200,000 บาท ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พ.ค.2548 สำหรับผู้ขอรับทุนวิจัยสามารถเสนอโครงการได้เพียง 1 โครงการ/ปี และต้องไม่มีชื่อในโครงการอื่นที่จะเสนอขอทุนเซเรบอส อวอร์ด ในปีนั้นๆ ด้วย ซึ่งทุนนี้จะไม่มีข้อผูกพันใดๆ เพื่อให้นักวิจัยนำทุนที่ได้ไปค้นคว้าผลงานวิจัยของตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป สำหรับทุนเซเรบอสมุ่งสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านโภชนาการศาสตร์ เภสัชศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง อาทิ แพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั่วไป เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางวิชาการของประเทศไทยกับนานาประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 ด้าน ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา โครงการวิจัยที่เสนอเข้ามา ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร สมุนไพรและยา รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่อโภชนบำบัดและการส่งเสริมสุขภาพ ที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะผลงานวิจัยใหม่ๆ ด้านนี้ ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ แม้ว่านักวิจัยไทยจะมีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น แต่ค่อนข้างเสียเปรียบในเรื่องงบประมาณที่มีอย่างจำกัด (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





จุฬาฯ เดินหน้าพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมนาโน คาดอีก 2 ปียลโฉมเสื้อกันยุง เครื่องแบบทนไฟ ยาชาชนิดทาถู

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินหน้าหนุนงานวิจัยเทคโนโลยีจิ๋ว เผยอยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์นาโนทั้งเสื้อกันยุง เครื่องแบบทนไฟสำหรับนักผจญเพลิง ฟิล์มยืดอายุผลไม้สด ยาชาชนิดทาถู ล่าสุดชงเรื่องตั้งศูนย์นวัตกรรมนาโน แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ ระบุเน้นนาโนวัสดุและนาโนชีวภาพ เหตุเล็งถึงศักยภาพของไทยบนเวทีโลก รศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ และผู้ประสานงานโครงการทางด้านนาโนเทคโนโลยีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีโครงการวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีประมาณ 30 โครงการ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ นาโนพอลิเมอร์ บรรจุภัณฑ์ฉลาด (smart packaging) ด้านสุขภาพและเสื้อผ้าฉลาด (smart textile) สำหรับนาโนพอลิเมอร์ เราได้รับทุนสนับสนุนเรียบร้อยแล้ว จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้มีหลายโครงการย่อยดำเนินอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนานาโนไคติน-ไคโตซาน หรือการปรับเปลี่ยนคุณลักษณะของเส้นใยสิ่งทอ ขณะที่แผนงานในกลุ่มอื่นอยู่ระหว่างเสนอขอรับทุนวิจัย แต่ก็ได้ดำเนินการล่วงหน้าไปแล้วในหลายส่วน ส่วนกลุ่มบรรจุภัณฑ์ฉลาดกำหนดเป้าหมายของงานวิจัย อยู่ที่การรักษาและควบคุมคุณภาพผลไม้ตัดแต่งพร้อมรับประทาน โดยข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จะมีตัวชี้วัด (indicator) ซึ่งจะเปลี่ยนสีเมื่อคุณค่าของอาหารในบรรจุภัณฑ์ลดลง นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาฟิล์มบางเคลือบผิวผลไม้ เพื่อควบคุมการการเข้าออกของก๊าซบางชนิด ซึ่งมีผลต่อการสุกงอมของผลไม้ ทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าเดิม ขณะที่งานวิจัยด้านสุขภาพจะเริ่มตั้งแต่ระบบนำส่งยา ซึ่งจะเน้นการนำยาไปสู่จุดหมายที่ต้องการในร่างกายได้อย่างเหมาะสม และไม่สลายตัวไปก่อน รวมทั้งความสามารถในการปลดปล่อยตัวยาออกสู่ร่างกายทีละน้อย ทำให้ไม่ต้องกินยาบ่อยครั้ง และการพัฒนายาชาแบบทาแทนการฉีด ด้วยการผสมตัวยาเข้ากับอนุภาคนาโนให้ซึมผ่านผิวหนังได้ เหมาะสำหรับเด็กเล็กที่กลัวเข็มฉีดยา และที่สำคัญยาทายังออกฤทธิ์เร็วกว่ายาฉีดด้วย ด้านกลุ่มเสื้อผ้าฉลาด จะเน้นที่เสื้อทนไฟซึ่งจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนในระดับหนึ่ง โดยไม่เกิดเปลวไฟใดๆ ขึ้น จึงเหมาะสำหรับนักผจญเพลิง หรืออาชีพที่ต้องเสี่ยงกับความร้อน นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาเสื้อกันยุงที่จะปล่อยสารบางชนิดไม่ให้ยุงเข้าใกล้ และเสื้อที่สามารถปล่อยกลิ่นหอมออกมาได้ คาดว่าน่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบบางรายการได้ภายใน 1-2 ปีนี้ กลุ่มนักวิจัยจุฬาฯ อยู่ระหว่างเสนอให้มหาวิทยาลัย พิจารณาจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะไม่ได้สร้างอาคารสำนักงานใดๆ ขึ้นมาเพิ่มเติม แต่จะเป็นไปในรูปแบบที่มีผู้ประสานงานโครงการ 1 คน พร้อมด้วยผู้ช่วย 2-3 คน ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีของแต่ละสาขาวิชาในสถาบันเข้าด้วยกัน ขณะที่นักวิจัยจะกระจายงานไปวิจัยพัฒนา ณ สาขาวิชาหรือคณะของตนเอง เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จึงจะส่งมอบให้ศูนย์นวัตกรรม เพื่อส่งต่อให้สถาบันทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดตั้งภายใต้มูลนิธิสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ และเจรจาร่วมกับเอกชนที่สนใจออกเป็นสินค้าสู่ตลาดต่อไป (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





วิจัยชี้เด็กไทย ขาดทักษะชีวิต หมกมุ่นโทรศัพท์

ผศ.ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ เปิดเผยว่า ทางสถาบันได้มีโครงการ Child Watch ศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของเด็กไทยในปัจจุบันพบว่า มีการใช้โทรศัพท์พูดคุยสนทนาและส่งเอสเอ็มเอสเฉลี่ยคนละ 2 ชม.ต่อวัน เสียค่าใช้จ่ายหลายร้อยบาทต่อเดือน ทางออกสำหรับปัญหานี้ คงอยู่ที่จิตสำนึกผู้ใหญ่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของเด็กๆ อีกทั้งวัฒนธรรมโทรศัพท์มือถือและส่งเอสเอ็มเอส บ่อนทำลายสังคมไทยให้เป็นสังคมจอมปลอม คนส่งเอสเอ็มเอสไม่รู้เป็นใคร ทำให้ทักษะการคบหาแบบตัวจริงเสียงจริงน้อยลง ต่อไปเด็กจะกลายเป็นเด็กสองบุคลิก บุคลิกแท้จริงที่อาจจะเป็นคนไม่กล้า เซื่องซึม และบุคลิกเทียม เก่ง กร่าง โก้ ผ่านโทรศัพท์มือถือ เอสเอ็มเอส กลายเป็นสังคมหลอกลวง แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติแต่ก็ไม่ควรประมาท (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ชุดควบคุมจ่ายก๊าซสำหรับรถยนต์

บุญเลิศ นวลฉวี พลตรีวัชรพันธ์ ชมเดช และประจักษ์ เจริญสุข ศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน พัฒนาชุดควบคุมการจ่ายก๊าซให้กับเครื่องยนต์ดีเซลในระบบเชื้อเพลิงร่วมหรือ Diesel Dual Fuel ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ก๊าซร่วมกับน้ำมันดีเซล ระบบนี้ใช้ได้ทั้งก๊าซหุงต้ม (LPG) ก๊าซธรรมชาติ อัด (CNG/NGV) หรือก๊าซชีวภาพ (BIOGAS) ซึ่งก๊าซที่ใช้ในการทดลองคือก๊าซ LPG หรือก๊าซหุงต้ม เนื่องจากหาได้ง่ายและไม่ติดระเบียบ เงื่อนไขเหมือนก๊าซ NGV ซึ่ง ปตท. ดูแลอยู่ นอกจากนี้ยังส่งให้เพื่อนทดสอบใช้งานทั้งรถบรรทุกยี่ห้อต่าง ๆ เรือประมง รวมถึงรถเบนซ์ที่ใช้งานอยู่ทุกวันนี้ จากการทดสอบที่ผ่านมายังไม่พบปัญหา แถมประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้ดีเซลกว่า 50% ขึ้นกับลักษณะเครื่องยนต์และการใช้งาน สำหรับการทำงานคุณบุญเลิศบอกว่า ในรถจะมีการติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซและถังก๊าซ ใช้น้ำมันดีเซลจะเป็นตัวจุดระเบิดนำร่องและใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักในการให้พลังงานแก่เครื่องยนต์ โดยติดตั้งอุปกรณ์การจ่ายก๊าซ ชุดควบคุม และถังก๊าซเพิ่มเติม โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ชุดควบคุมจะทำหน้าที่ปรับการจ่ายก๊าซให้กับเครื่องยนต์โดยผ่านอุปกรณ์จ่ายก๊าซมากน้อยตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ เช่นเมื่อเครื่องยนต์ทำงานรอบเพิ่มขึ้น ก็จะจ่ายก๊าซให้กับเครื่องยนต์มากขึ้น ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันดีเซลลดลงเหลือเพียงทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงจุดระเบิดนำร่องให้กับก๊าซเท่านั้น ทั้งนี้การจ่ายก๊าซจะมีความสัมพันธ์กับ Load และความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ต้นทุนอุปกรณ์ประมาณ 14,000 บาทต่อชุด ต้นแบบภูมิปัญญาคนไทยนี้จดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว มีเป้าหมายที่จะใช้กับรถยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะรถขนส่งของทางราชการ ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานกับรถของกรมพลังงานทหาร (เดลินิวส์ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





สวทช.พัฒนาเทคโนฯน้ำธัญพืชพร้อมดื่ม สร้างมาตรฐานสินค้าเปิดช่องสู่ตลาดส่งออก

นางนันทนา จักรภีร์ศิริสุข ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญผลิตภัณฑ์อาหารแม่เล็ก ผู้ผลิตเครื่องดื่มธัญพืชน้ำลูกเดือย ตราพี-ไลฟ์ (P- LIFE) เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย(ITAP) ได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญและสนับสนุนเงินทุนให้ 50% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมด สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตน้ำลูกเดือยพร้อมดื่ม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาได้คุณภาพและสามารถเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ ITAP ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีคุณภาพ สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้ยาวนานถึง 6 เดือนจากเดิมเก็บได้เพียง 15 วัน จึงนำไปสู่การขยายช่องทางการตลาด ให้สามารถกระจายสินค้าออกไปได้ไกลขึ้น เปิดโอกาสให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ทำให้มีแนวคิดที่จะขยายระยะเวลาการเก็บรักษาให้นานขึ้นอีกเป็น 1 ปี เพื่อทำตลาดส่งออก สำหรับยืดอายุของผลิตภัณฑ์ โดยไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ใส่สีและสารสังเคราะห์ มีรสชาตินุ่มขึ้น พร้อมปรับค่าเอฟศูนย์สำหรับน้ำลูกเดือยพร้อมดื่มแต่ละรสชาติให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำลูกเดือย และมีความคงที่ด้านคุณภาพ บริษัทเตรียมขยายขนาดโรงงานแห่งใหม่ เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่จะขยายตัวสูงขึ้น โดยเริ่มได้รับความสนใจสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมทั้งเตรียมกระจายสินค้าไปตามห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาลเพื่อใช้เป็นอาหารเสริมผู้ป่วย (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





แพทย์ขอนแก่น ผุดศูนย์ทำวิจัย เมลิออยโดสิส

รศ.ดร.สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคเมลิออยโดสิส เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมโรคเมลิออยโดสิส เพื่อเป็นแหล่งประสานข้อมูลความรู้ และร่วมกันทำวิจัยในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาในลักษณะบูรณาการตามนโยบายการวิจัยแห่งชาติ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังสถาบันอื่นทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้กลุ่มวิจัยโรคเมลิออยโดสิสเข้มแข็งมากขึ้น ประกอบกับเพื่อให้กลุ่มสามารถดำเนินวิจัยในเชิงลึกขึ้นด้วย โดยมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน ตลอดจนเกิดเครือข่ายวิจัย และถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนตามนโยบายการวิจัยสู่ชุมชนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับโรคเมลิออยโดลิสกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนประเทศไทยพบมากสุดที่ จ.ขอนแก่น โดยพบผู้ติดเชื้อถึง 20% จากผู้ติดเชื้อกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ โดยโรคเมลิออยโดลิสพบครั้งแรกในประเทศพม่า เกิดจากแบคทีเรีย-กรัมลบ พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจจะมีอาการอ่อนเพลียไอแห้งๆ หรือมีเสมหะ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการช็อกและอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในส่วนการรักษาโรคนี้ยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าจะใช้วิธีการรักษาโดยวิธีใด แต่สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำที่อาจมีเชื้อปะปนอยู่ หรือสวมถุงมือถุงเท้าทุกครั้งที่มีการสัมผัส โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือว่าเป็นแหล่งระบาดของโรคเมลิออยโดสิสขณะนี้ (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ผลิตถุงใส่พริกแกงส่งออก ใช้แทนกระป๋องลดต้นทุน รสชาติคงเดิม

นายณัฐภัทร ภัควรางค์ นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาถุงพลาสติกบรรจุอาหารส่งออกแทนกระป๋องสำเร็จรูป สามารถช่วยอุตสาหกรรมผลิตพริกแกงสำเร็จรูปประหยัดเชื้อเพลิงและเวลา ด้วยการใช้ถุงพลาสติกบรรจุอาหารแทนกระป๋อง ขณะเดียวกันกลิ่นและรสชาติอาหารไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อถึงมือผู้บริโภค สำหรับถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์พริกแกงสำเร็จรูปส่งออกนี้ ทำจากพลาสติกพิเศษที่ซ้อนกันหลายชั้น และแต่ละชั้นแทรกด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ ในการทดสอบพบว่าสามารถทนความร้อนและความดันได้เทียบเท่ากระป๋องโลหะ จากนั้นจึงทดลองฆ่าเชื้อโดยต้มพริกแกงผ่านถุงดังกล่าวที่อุณหภูมิ 116 องศาเซลเซียส และ 125 องศาเซลเซียส เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมก่อนนำไปบรรจุร้อนเพื่อไล่อากาศและคงคุณภาพอาหารที่บรรจุ ยังช่วยลดเวลาการต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรคถึงร้อยละ 30-50 เนื่องจากรูปทรงของถุงมีความบาง จึงส่งผ่านความร้อนไปยังพริกแกงได้ดีกว่าการต้มด้วยกระป๋อง ทั้งยังช่วยลดปัญหาที่เกิดจากสารตกค้างประเภทดีบุก ตะกั่ว ที่ปนเปื้อนในกระป๋อง ซึ่งมีผลให้อาหารที่บรรจุภายในมีกลิ่นที่ไม่ได้มาตรฐาน และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ ถุงพลาสติกที่เลือกศึกษานี้ต้นทุนใบละ 3-5 บาท มีคุณสมบัติทนความร้อนสูงถึง 121 องศาเซลเซียส สามารถบรรจุอาหารแล้วนำไปต้มที่อุณหภูมิสูงหรือในไมโครเวฟได้ทันที รองรับได้ทั้งอาหารประเภทแกง พะแนง มัสมั่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ต้มยำ (คมชัดลึก พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





สารสกัดกระเทียมบ่ม ลดอันตรายเบาหวาน

ดร.เนสซาร์ อาเหม็ด นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้วิจัยผู้ป่วยเบาหวาน 70 คนเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะการเสื่อมของดวงตา ไตเสื่อม เส้นเลือดเสื่อมสภาพและผิวพรรณที่แย่ลงของผู้ป่วยโรคนี้ พบว่า ภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดจากกระบวนการเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง และการเกิดปฏิกิริยาอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขทำได้ โดยควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในภาวะปกติและการหมั่นตรวจสุขภาพบ่อยๆ นอกจากนั้นได้วิจัยในห้องปฏิบัติการถึงการยับยั้งการเพิ่มของอนุมูลอิสระ พบว่า สารสกัดกระเทียมบ่มพิเศษ ซึ่งผลิตโดยกรรมวิธีพิเศษด้วยการบ่มนานเกือบสองปี สามารถยับยั้งการเพิ่มอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากการวิจัยครั้งนี้แล้ว ยังมีงานวิจัยมากกว่า 375 ชิ้น ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำและศูนย์วิจัยหลายแห่งศึกษาถึงคุณสมบัติสารสกัดกระเทียมบ่มพิเศษว่า สามารถลดปัญหาเสี่ยงของสุขภาพ เช่น ลดระดับคอเลสเตอรอล และระดับความดันโลหิต ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีหรือลดความข้นหนืดของเลือด ช่วยขยายหลอดเลือดและลดการจับตัวของแคลเซียมที่ผนังเส้นเลือดหัวใจ ทั้งนี้ คาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 140 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวเอเชียถึง 82 ล้านคน โดยโรคเบาหวานเกิดจากภาวะที่คนเรามีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกติ และเป็นโรคที่อันตราย เนื่องจากเป็นกลุ่มโรคหลายๆ โรคร่วมกัน ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้อีกหลายโรค อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด เกิดความเสื่อมของดวงตาและไตเสื่อม (คมชัดลึก พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





กรมวิทย์คิดสารกรองสนิม เปลี่ยนน้ำบาดาลใสสะอาด

นายชัยวัฒน์ ธานีรัตน์ นักวิทยาศาสตร์จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคโนโลยีการผลิตสารกรองสนิมเหล็ก สำหรับใช้ในเครื่องกรองน้ำดื่มและเครื่องกรองสนิมเหล็ก ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ใช้น้ำบาดาลได้ใช้น้ำสะอาดในราคาถูกเพื่อการอุปโภคบริโภค สำหรับสนิมเหล็กหรือตะกอนของเหล็กที่ปนเปื้อนในน้ำนั้น ส่วนใหญ่จะพบในน้ำบาดาล ทำให้น้ำมีสีส้มแดง มีกลิ่นสนิมคล้ายก๊าซไข่เน่า หากนำมาใช้ซักเสื้อผ้าจะปรากฏคราบสนิมบนเนื้อผ้า หรือหากนำไปบริโภคจะส่งผลให้เกิดโรคท้องร่วง หรือสะสมอยู่ในร่างกายจนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีประเภทสารกรองเคลือบผิวแมงกานีสไดออกไซด์ ในการแยกสนิมเหล็กออกจากน้ำบาดาล แต่เนื่องจากตัวสารและเครื่องกรองน้ำยังมีราคาสูง เพราะต้องนำเข้าสารกรองจากต่างประเทศ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงเครื่องกรองดังกล่าว จากสภาพปัญหาดังกล่าว กรมวิทยาศาสตร์บริการจึงสนใจวิจัยพัฒนาสารกรองสนิมเหล็กเพื่อใช้ในประเทศ "สารกรองสนิมเหล็กที่คิดค้นขึ้นนี้ ใช้เม็ดทรายหรือเมล็ดดินเผาเป็นตัวพยุงหรือตัวแกน และใช้ด่างทับทิมเคลือบให้ติดเม็ดทรายหรือเม็ดดินเผา จากนั้นจึงเผาด่างทับทิมให้สลายตัวเป็นแมงกานีสไดออกไซด์เคลือบติดเม็ดทราย และสามารถใช้ทำสารกรองสนิมเหล็ก โดยสารดังกล่าวมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี" เจ้าของผลงาน กล่าวและว่า ความรู้ในการผลิตสารกรองสนิมเหล็กที่ได้รับจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี สามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมในชุมชนได้ (คมชัดลึก พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





แบคทีเรียพิชิตเอดส์ !

HIV คือชื่อของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ คงต้องยอมรับว่า ณ ขณะนี้เรายังไม่มียาหรือวัคซีนใด ๆ ที่ช่วยรักษาโรคให้หายขาดหรือป้องกันร่างกายของเราไม่ให้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้ นักวิจัยแห่ง มหาวิทยาลัย Rush มลรัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้วิธีที่คล้ายกับการควบคุมโดยธรรมชาติ ที่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งจะควบคุมจำนวนของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งโดยอัตโนมัติ วิธีการดังกล่าวก็คือใช้แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสบางสายพันธุ์ช่วยในการจัดการกับเจ้าเชื้อไวรัส HIV แทน ซึ่งแบคทีเรียดังกล่าวก็เป็นแบคทีเรียที่พบได้อยู่แล้วในร่างกายของคนเรา โดยที่นักวิจัยเองก็เอาตัวอย่างเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวมาจากช่องปากและช่องคลอดของคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยปกติแล้วเชื้อไวรัส HIV จะมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ชื่อว่า Mannose เคลือบอยู่ที่ผิวของมัน และจากการทดลองนักวิจัยก็พบว่ามีแลคโตบาซิลลัสอยู่สองสายพันธุ์ที่ชอบน้ำตาล Mannose เป็นหนักหนา และเมื่อพบกับน้ำตาลบนผิวของเชื้อ HIV ทั้งสองตัวก็จะพุ่งตรงไปจับกับไวรัสทันที เมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าไปรุมกินน้ำตาลบนผิวไวรัส HIV มันก็ไปบล็อกกระบวนการที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายของคนเรา คือเชื้อ HIV จะไม่สามารถจับกับเม็ดเลือดขาวของคนเราได้ และเมื่อไม่สามารถจับได้ก็จะไม่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ แม้ว่าจะมีเชื้อนั้นอยู่ในร่างกายของเราก็ตาม ทีนี้ล่ะก็เสร็จเม็ดเลือดขาวที่เหลืออยู่ทันที นักวิจัยคาดหวังไว้ว่าจะใช้วิธีการดังกล่าวในการช่วยควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ HIV แทนการใช้วัคซีนที่แม้จะมีการพัฒนามานานแล้วก็ยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแต่อย่างใด ที่สำคัญก็คือตัววัคซีนเองยังมีความจำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคเอดส์แต่ละสายพันธุ์อีกต่างหาก ต่างกับวิธีการดังข้างต้นที่จะสามารถป้องกันได้มากกว่า อย่างไรก็ตามการใช้แลคโตบาซิลลัสป้องกันการติดเชื้อ HIV ยังเป็นเพียงสิ่งที่ได้ผลในห้องปฏิบัติการเท่านั้น และยังต้องใช้ระยะเวลาในการวิจัยอีกสักระยะหนึ่ง (เดลินิวส์ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





โจ๊กลูกเดือย อาหารเช้ามากคุณค่า

พรรณพิลาส สายแก้ว สุพัตรา เพียรประเสริฐกุล และพราวพร เล็กอุทัย นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงาน “โจ๊กลูกเดือย” การคิดค้นและพัฒนาโจ๊กลูกเดือยกึ่งสำเร็จรูปในครั้งนี้เริ่มต้นจากความต้องการที่จะกระตุ้นคนไทยให้หันมาให้ความสำคัญ และรับประทานอาหารเช้ามากขึ้น เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญต่อสุขภาพแต่มักถูกละเลย โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเตรียมได้ง่าย สะดวก รวดเร็วและราคาไม่สูง ดังนั้นในฐานะที่เป็นนิสิตภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหารชั้นปีสุดท้ายจึงถือโอกาสเลือกวิจัยโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ที่มีความพิเศษด้านคุณค่าทางอาหารเป็นผลงานก่อนจบ ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่มีความน่าสนใจที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี มีคาร์โบไฮเดรตมาก และมีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับข้าวเจ้า อีกทั้งลูกเดือยยังเป็นพืชพื้นเมืองที่หาได้ง่าย และราคาย่อมเยา การนำลูกเดือยมาแปรรูปนับเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นอีกด้วย สำหรับกระบวนผลิตโจ๊กลูกเดือยกึ่งสำเร็จรูป เริ่มต้นจากการนำลูกเดือยที่ผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วจึงไปต้มและปั่นลดขนาด จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการทำแห้ง ซึ่งในขั้นตอนนี้ พบว่า สีของลูกเดือยที่ได้นั้นไม่น่ารับประทาน จึงปรับปรุงสีด้วยการเพิ่มฟักทองซึ่งเป็นพืชผักที่มีสีสวย และอุดมไปด้วยวิตามินเอ พร้อมทั้งเพิ่มความหนืดและความเนียนของเนื้อโจ๊กด้วยการเติมปลายข้าวเจ้าหอมมะลิ เสริมเข้าไปด้วย สุดท้ายจึงได้โจ๊กลูกเดือยเนื้อเนียนสีนวลสวย รสชาติอร่อย อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ นี่เป็นเพียงตัวอย่างผลงานวิจัยของนักฟู้ดซายน์ รุ่นใหม่ ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันตอบปัญหาวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร หรือ FoSTAT-Nestle Quiz Bowl 2005 ซึ่งมีทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 16 ทีม จากทั้งหมด 51 มหาวิทยาลัยทั้งรัฐ และเอกชน เพื่อประลองความรู้นอกตำราเรียน ด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ในวันที่ 25 มิ.ย.48 ณ ศูนย์ไบเทค บางนา (สยามรัฐรายวัน พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ทำแผ่นไม้อัดจากหญ้าคา อีกแนวทางเพิ่มมูลค่าวัชพืชในท้องถิ่น

หญ้าคาอัดแผ่น ผลงานมาจากความคิดของ คุณศรีราวรรณ วงษ์โท นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช โดยนักศึกษาสาวจากคณะคหกรรมศาสตร์ กระบวนการอัดหญ้าคาให้เป็นแผ่นนั้น เจ้าของผลงานบอกว่า สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การอัดด้วยเครื่องอัดอุตสาหกรรม และอัดด้วยตนเอง ซึ่งทั้ง 2 แบบ ก็จะแตกต่างกันตรงที่ การอัดด้วยเครื่องอัดอุตสาหกรรม จะได้แผ่นไม้ที่แข็งแรงกว่า ส่วนการอัดด้วยตนเองชิ้นแผ่นอัดอาจจะไม่แข็งแรงเท่า แต่ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้และสะดวกในการทำ เพราะกระบวนการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก ทำให้ราคาต้นทุนไม่สูงมาก เพียงแค่เตรียมวัสดุอุปกรณ์คือ ชิ้นใบหญ้าคา กาวลาเท็กซ์ กะละมังผสม ถาดสี่เหลี่ยม แผ่นพลาสติก แผ่นไม้สำหรับกั้นขนาดความหนา แผ่นไม้สำหรับกด ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำชิ้นใบหญ้าคามาผสมกาวลาเท็กซ์ เมื่อผสมกันได้ที่แล้ว นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในถาดและวางแผ่นไม้กำหนดความหนาของแผ่น วางแผ่นไม้แล้วกดทับด้วยของหนัก นำแผ่นที่อัดเรียบร้อยแล้วตากแดดประมาณ 7 วัน ก็จะได้แผ่นหญ้าคาอัด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ต่อไป เพื่อให้ตัวแผ่นอัดแข็งแรงและสวยงามคงทนขึ้นก็ทาเคลือบด้วยแล็กเกอร์ แต่แผ่นอัดที่ได้ไม่เหมาะที่จะไปทำสิ่งของที่ต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักมากๆ ผู้ใดสนใจการอัดแผ่นหญ้าคาและอยากจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณศรีราวรรณ วงษ์โท หมายเลขโทรศัพท์ (06) 644-8329 (เทคโนโลยีชาวบ้าน 15 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/techno)





คลื่นแม่เหล็ก รักษาอัลไซเมอร์

เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมสมาคมประสาทวิทยาออสเตรเลีย ราล์ฟ มาร์ตินส์ ศาสตราจารย์ด้านอัลไซเมอร์และผู้สูงอายุ แห่งมหาวิทยาลัยเอดิธ โควาน รายงานการค้นพบความสัมพันธ์ของระดับฮอร์โมนเพศและระดับโปรตีนอันเป็นสาเหตุของอัลไซเมอร์ในผู้ชาย นักวิจัยกล่าวว่า ผู้ชายที่มีระดับเทสโทสเทอโรนหรือฮอร์โมนเพศชายลดลง พบว่าระดับโปรตีนเบต้า-อะมีลอยด์เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงข้ามเมื่อเทสโทสเทอโรนเพิ่มขึ้น โปรตีนเบต้า-อะมีลอยด์จะลดระดับลง จึงมีแนวโน้มเกิดโรคอัลไซเมอร์เช่นเดียวกับหญิงสูงอายุ นักวิจัยศูนย์วิจัยแคนาเดียน โรงพยาบาลยิว เจนเนอรัล เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา รายงานการค้นพบวิธีการรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถฟื้นฟูความทรงจำได้ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ วิธีรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าว เรียกว่า transcranial magnetic stimulation (TMS) ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นที่ศีรษะส่งคลื่นเข้าไปเพิ่มการทำงานของสมอง จากการทดสอบพบว่าคลื่นแม่เหล็กจะไปกระตุ้นการทำงานที่เนื้อเยื่อสมองบริเวณที่ได้รับความเสียหายจากอัลไซเมอร์ สามารถทำให้สมองของผู้ป่วยฟื้นความจำได้ 30% ดร.โฮเวิร์ด เชิร์ตโคว หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า "ผลจากการวิจัยน่าตื่นเต้นมาก การกระตุ้นสมองผู้ป่วยด้วยคลื่นแม่เหล็กแค่ 4 นาทีสามารถฟื้นการทำงานสมองได้ เราหวังว่าอนาคตจะพัฒนาได้ผลดีขึ้น ขนาดบางคนคิดว่าการรักษาแบบนี้น่าจะสามารถทำได้ทุกวันหรือวันละหลายหน" (ข่าวสด พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





เทคนิคฝังรากฟันเทียมไฮเทค ผลงานอิสราเอลช่วยงานทันตแพทย์

บริษัท แท็คไทล์ เทคโนโลยีส์ ในอิสราเอล ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบช่วยฝังรากฟันเทียมอัตโนมัติ เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อลดความยุ่งยากในการฝังรากฟันเทียม โดยวิธีการใหม่นี้จะช่วยให้การผ่าตัดเป็นเรื่องง่าย รวดเร็วและราคาถูก แถมยังเจ็บตัวน้อยกว่าเดิมอีกด้วย โดยทั่วไป วัสดุที่ใช้แทนที่รากฟันเทียมจะเป็นโลหะ ซึ่งจะเข้าไปยึดติดกับกระดูกขากรรไกร เพื่อจำลองการทำหน้าที่เป็นรากฟันแทนรากฟันเดิมที่เสียไป โดยกระบวนการรักษาจะต้องวางแผนหลายขั้นตอน และการผ่าตัดก็เป็นเรื่องยุ่งยาก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับวิธีรักษาของบริษัท เริ่มด้วยการนำโครงไปยึดติดกับขากรรไกรของผู้ป่วย โดยใช้เข็มเจาะทะลุเหงือกลงไป เพื่อกำหนดตำแหน่งของกระดูก จากนั้นระบบจะส่งข้อมูลโครงสร้างกระดูกที่ได้ กลับไปยังคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีไร้สาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการสแกนซีที เพื่อนำมากำหนดจุดที่จะฝังรากเทียมลงไป เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้ว ทันตแพทย์ก็เพียงแค่กดปุ่มให้สว่านที่ติดอยู่กับโครง เจาะลงไปในเหงือกยังตำแหน่งที่แม่นยำตามต้องการ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติ แต่แพทย์สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเจาะได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้จะทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อยลง และไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะดำเนินการได้ ทั้งนี้ บริษัทได้ทดลองกับสัตว์แล้ว และกำลังรอการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) เพื่อทดลองในมนุษย์เร็วๆ นี้ โดยจะเริ่มในยุโรป และสหรัฐก่อน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวิธีการรักษาด้านทันตกรรมให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น บริษัทมีแผนจะเริ่มการทดสอบระบบไฮเทคนี้กับโรงพยาบาลในยุโรปและสหรัฐ ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยที่ต้นทุนการรักษาจะประมาณ 1,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 40,000 บาท (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





สธ.หนุนสร้างเทคโนโลยีรักษาโรคตา

นายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาเซลล์กล้ามเนื้อจากสัตว์ และสามารถสร้างเซลล์ประสาทและเซลล์ตับอ่อนจากเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์ได้สำเร็จ เพื่อร่วมกันทำการศึกษาการใช้สเต็มเซลล์จากกระจกตามาใช้ประกอบในการรักษาโรคดังกล่าว เพื่อลดการติดเชื้อ รวมถึงอาการแพ้ยาที่จะเกิดกับคนไข้ที่เข้ารับการรักษา รศ.ยินดี กิตติยานันท์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นักวิจัยได้ศึกษาเพื่อแยกสเต็มเซลล์จากกระจกตาผู้ป่วย โดยนำสเต็มเซลล์ในส่วนของกระจกตาในตำแหน่งที่เรียกว่า Limbus ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สร้างเซลล์ผิวกระจกตาไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สเต็มเซลล์ดังกล่าวมีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก และเพียงพอที่จักษุแพทย์จะนำกลับไปปลูกถ่ายบนกระจกตาของผู้ป่วยได้ จากการทดลองเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการ พบว่าสเต็มเซลล์ส่วนหนึ่งสามารถแบ่งตัวเป็นเซลล์กระจก และอีกส่วนหนึ่งสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มีปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งสเต็มเซลล์ที่ได้จะนำมารักษาควบคู่กับการเปลี่ยนกระจกตา ในคนไข้ที่เซลล์กระจกตาถูกทำลายโดยสารเคมี คนไข้โรคตาที่ไม่สามารถรักษา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวอีกว่า โครงการวิจัยนี้ได้ทำร่วมกับโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ในสังกัดกรมการแพทย์ ระยะดำเนินการ ก.พ.2548-ม.ค. 2549 หากการรักษาด้วยสเต็มเซลล์เป็นสำเร็จ จะสามารถช่วยผู้ที่ประสบปัญหาในเรื่องการมองเห็นได้อย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา การเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ได้จากผู้ป่วย หรือจากตาที่มาจากแหล่งบริจาคนั้น ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากงานวิจัยสเต็มเซลล์ที่ร่วมกับ ม.มหิดลแล้ว ยังได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ทำโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจตา (Eye Examination Robot) ทำหน้าที่แทนจักษุแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งประสบปัญหาในการติดตามอาการผู้ป่วยหลังการผ่าตัด โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวจะถ่ายภาพดวงตาในตำแหน่งต่างๆ เพื่อประมวลผลภาพเบื้องต้น จากนั้นส่งภาพให้จักษุแพทย์ที่อยู่ปลายทาง เพื่อวินิจฉัยและรักษาทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ โดยเนคเทคจะพัฒนาฮาร์ดแวร์ ออกแบบการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ ให้คล้ายกับเครื่องตรวจตาผู้ป่วยแบบ slit lamp รวมถึงสร้างซอฟต์แวร์ควบคุมเครื่องมือ และสามารถแปลผลการตรวจวินิจฉัยได้เมื่อพบสิ่งผิดปกติ (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





โรโบคิดส์สอนทำหุ่นยนต์ ฝึกเด็กไทยประยุกต์ใช้ทักษะคอมพ์

นางเปรมฤทัย ฉัตรอมรรัตน์ เจ้าของสถาบันสอนสร้างหุ่นยนต์โรโบคิดส์ อ.ศาลายา จ.นครปฐม เปิดเผยว่า สถาบันได้เปิดสอนการสร้างหุ่นยนต์แบบเคลื่อนไหว โดยใช้เลโก้ประกอบเป็นหุ่นยนต์รูปแบบต่างๆ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมการเคลื่อนไหว ตามจินตนาการของเด็กแต่ละคน เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักคิดและนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์มาประยุกต์สร้างหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ สำหรับหลักสูตรซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยอาจารย์และวิศวกรคนไทย แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 การสร้างหุ่นยนต์ขั้นพื้นฐานความรู้ ใช้เวลาเรียน 36 ชั่วโมง ระดับ 2 การสร้างหุ่นยนต์ขั้นเพิ่มพูนประสบการณ์ ใช้เวลาเรียน 36 ชั่วโมง และระดับ 3 การสร้างหุ่นยนต์ขั้นเรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ขณะนี้เด็กมาเรียนกว่า 60 คน มีทั้งอายุ 7-8 ขวบ อยู่ในช่วงป.1-ป.2 และเด็กอายุ 4-5 ขวบ หรือระดับอนุบาล 2-3 มาเรียนด้วย ส่วนวิธีการสอนเด็กแต่ละคนจะได้รับเลโก้ 1 ชุด และประกอบหุ่นยนต์โดยมองภาพโครงสร้างหุ่นยนต์ภายในคอมพิวเตอร์ และประกอบหุ่นยนต์ตามขั้นตอน จากนั้นออกแบบและป้อนโปรแกรมคำสั่งเพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวตามจินตนาการ โดยแต่ละห้องจะมีครู 2 คนคอยดูแล และหลักสูตรทุกระดับจะมีการทดสอบเด็กก่อนจบหลักสูตรด้วย นอกจากนี้ สถาบันจะจัดแสดงการสร้างหุ่นยนต์ ภายในโรงเรียนที่เปิดสอนหรือสนใจที่จะเปิดสอนการสร้างหุ่นยนต์ คาดว่ากิจกรรมจะเริ่มในโรงเรียนนานาชาติก่อนภายในเดือนสิงหาคมหรือกันยายนนี้ ส่วนโรงเรียนเอกชนจะเริ่มในปี 2549 (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net) โตโยต้าดันไทยศูนย์ผลิตรถยนต์โลก นายเรียวอิจิ ซาซากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุน 37,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบสร้างโรงงานผลิตรถกระบะแห่งใหม่จำนวน 15,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกสถานที่ คาดว่าจะสร้างแถบชานเมืองกรุงเทพฯ โดยเริ่มดำเนินการช่วงกลางปีนี้ และแล้วเสร็จในต้นปี 50 นอกจากนี้ในปีต้นปี 49 ยังเตรียมลงทุน 3,000 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตของโรงงานเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันผลิตรถยนต์นั่งโตโยต้า 4 รุ่น คือ คัมรี่ โคโรลล่า โซลูน่า และวิช โดยจะเพิ่มกำลังการผลิต 90,000 คัน/ปี สร้างอัตราการจ้างงาน 1,500 คน จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 110,000 คัน/ปี ส่วนงบที่เหลือ 19,000 ล้านาท คาดว่าจะเป็นการลงทุนด้านอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก โรงงานที่จะสร้างใหม่นั้นเพื่อผลิตรถยนต์ในโครงการไอเอ็มพี หรือการผลิตรถกระบะเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ อาทิ ฟอร์จูนเนอร์ และไฮลักซ์ เป็นต้น เพื่อเสริมกำลังการผลิตของโรงงานสำโรง เพราะปัจจุบันตลาดรถยนต์ดังกล่าวมีแนวโน้มการส่งออกในปริมาณมากไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิต 100,000 คัน/ปี และช่วยสร้างอัตราการจ้างงาน 2,000 คน ซึ่งการลงทุนทั้ง 2 แห่ง เชื่อว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ได้ 190,000 คัน/ปี และจ้างงานเพิ่ม 3,500 คน (เดลินิวส์ พฤหัสบดี ที่ 28 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





"ราชภัฏสกลนคร"ประดิษฐ์ บำบัดน้ำเสียด้วยแสงอาทิตย์

นายนิกร บุญปรุง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผู้วิจัยสร้างระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า จากความคิดในการแก้ปัญหาการเลี้ยงปลานิลในบ่อน้ำนิ่ง เพื่อหาแนวทางในการปรับคุณภาพน้ำให้สามารถเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหารได้แม้มีพื้นที่จำกัด เป็นการเลี้ยงปลาที่ใช้น้ำน้อย ปลาเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ โดยการนำเอาหลักการหมุนเวียนน้ำโดยผ่านกระบวนการกรอง และการฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ มาใช้ร่วมกับกังหันน้ำเติมออกซิเจนด้วยการสูบน้ำโดยอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการปรับคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติในบ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปลา ซึ่งทำให้การเลี้ยงปลานิล และปลาเกล็ดชนิดอื่น ๆ ในบ่อซีเมนต์ สามารถประหยัดน้ำ เวลา และค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังได้น้ำสะอาดที่มีปริมาณออกซิเจนมากพอที่จะทำให้ปลามีสุขภาพดี เจริญเติบโตเร็ว ได้ผลผลิตค่อนข้างสูงอีกด้วย ความสำเร็จของการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลานิลเป็นกระบวนการพัฒนาการเลี้ยงปลา ให้สามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ที่ประสงค์จะเลี้ยงปลาไว้บริโภคเองในครัวเรือน กลุ่มที่ 2 ผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลัก ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงที่ขาดน้ำในฤดูแล้ง กลุ่มที่ 3 ในโรงเรียนที่เน้นฝึกวิชาชีพ หรือมีโครงการอาหารกลางวัน กิจกรรมของโครงการระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาด้วยไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ คือ สร้างบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลานิลขนาด 4.00 X 6.00 X 1.50 เมตร พื้นบ่อมีท่อระบายน้ำลงบ่อกรองที่มีผนังบ่อด้านหนึ่งติดกับบ่อเลี้ยงปลา ขนาด 0.90 X 1.70 X 1.20 เมตร ภายในทำตะแกรงใส่วัสดุกรอง ด้านบนของบ่อเลี้ยงปลาทำโครงหลังคาเหล็กรูปโค้ง มุงด้วยตาข่ายพลาสติกกันแสง 40 % ขนาด 4.00 X 4.00 X 1.10 เมตร ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 12 โวลต์ 50 วัตต์ จำนวน 2 แผง ต่อเข้ากับแบตเตอรี่ จ่ายให้เครื่องสูบน้ำกระแสตรง ขนาด 12 โวลต์ 40 วัตต์ สูบน้ำจากบ่อกรองขึ้นไปปล่อยลงในบ่อเลี้ยงปลาผ่านกังหันพลังน้ำไหลที่มีใบกังหันเป็นถาดสี่เหลี่ยมเจาะรู 16-18 รู แรงกระแทกของน้ำจะทำให้กังหันหมุน และน้ำจะถูกสาดตกลงบนตะแกรงขนาด 0.40 X 0.52 เมตร ที่วางพาดอยู่กับเสาของกังหัน ทำให้น้ำกระเด็นออกสัมผัสกับอากาศ ละลายออกซิเจน ตกลงสู่บ่อเลี้ยงปลา คุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงปลา ตลอดระยะเวลา 90 วัน พบว่า น้ำในบ่อเลี้ยงปลามีค่าความขุ่น 33.33 NTU ความนำไฟฟ้า 335.92 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ปริมาณออกซิเจน 4.37 มิลลิกรัมต่อลิตร และความเป็นกรด-เบส 7.45 ได้คุณภาพน้ำตามประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ในแหล่งน้ำประเภทที่ 3 ซึ่งปลาทั่วไปสามารถเจริญเติบโตได้อย่างธรรมชาติและสามารถขยายพันธุ์ได้ ผู้ สนใจนำเทคนี้ไปใช้ กรุณาติดต่อศูนย์ศึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (ศทม.) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร (ข่าวสด พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ยาสูตรใหม่ออกฤทธิ์ตามเวลากำหนด

นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก พัฒนายาเม็ด ที่สามารถควบคุมเวลา ปลดปล่อยฤทธิ์ยา ได้ตามต้องการ เหมาะใช้รักษาโรค ที่ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ระบุเป็นระบบนำส่งยารูปแบบใหม่ในไทย ที่พัฒนาด้วยเทคนิคไม่ซับซ้อน ผศ.ดร.ศรีสกุล สังข์ทองจีน นักวิจัยจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เปิดเผยถึงผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนายาเม็ดพัลสะไทล์ที่ประกอบด้วยชั้นเคลือบพองตัวและแตกได้” ว่า ระบบนำส่งยาพัลสะไทล์เป็นระบบนำส่งยาที่สามารถปลดปล่อยตัวยาได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับรักษาโรค ที่ความรุนแรงของอาการขึ้นกับช่วงเวลา เช่น โรคความดันโลหิตสูง หอบหืด ไข้ข้ออักเสบ ซึ่งมักเกิดอาการรุนแรงในช่วงเช้ามืด สำหรับระบบนำส่งยาทั่วไปจะปลดปล่อยตัวยาออกมาช้าๆ และสม่ำเสมอ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อยาบางกลุ่มถูกดูดซึมได้ดี เฉพาะบางตำแหน่งในทางเดินอาหาร หรือยาที่ค่าอัตราการเสื่อมสลายของตัวยาที่ตับสูง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของตัวยาลดลง เช่นเดียวกับยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคที่ความรุนแรงของอาการขึ้นกับช่วงเวลา ตัวยาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องใช้ระบบนำส่งยา ที่สามารถปลดปล่อยยาออกมาได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่เหมาะสม ระบบนำส่งยาที่ควบคุมการปลดปล่อยได้นั้น มักป็นการนำส่งยาหน่วยเดียวหรือหลายหน่วย โดยเทคนิคอยู่ที่การออกแบบเม็ดยาเป็นสามชั้น ได้แก่ ยาเม็ดแกน (อยู่ชั้นในสุด) ชั้นเคลือบพองตัวได้และชั้นเคลือบแตกได้ (อยู่ชั้นนอกสุด) โดยการทดลองพบว่า หลังจากรับประทานยาเม็ดพัลสะไทล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ของเหลวจากทางเดินอาหารจะซึมผ่านชั้นเคลือบแตกได้เข้าไป ทำให้ชั้นเคลือบเกิดการพองตัวและแตกออก มีผลให้ยาที่อยู่ในยาเม็ดแกนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ด้านการกำหนดเวลาให้ยาเม็ดแตกตัว หลังเข้าสู่ร่างกายแล้วนั้น อยู่ที่การปรับเปลี่ยนปัจจัยต่างๆ อาทิ ส่วนประกอบของยาเม็ดแกนและความหนาของชั้นเคลือบทั้งสอง เป็นต้น ระบบนำส่งยาพัลสะไทล์ยังไม่มีการศึกษาและพัฒนาในไทย และที่สำคัญเราสามารถพัฒนาระบบนำส่งยาด้วยวิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยาก เป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไป ทั้งการตอกยาเม็ด เคลือบยา นอกจากนี้วัตถุดิบที่ใช้ก็มีความปลอดภัยสูง ไม่แพง เพราะใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในอุตสาหกรรมการผลิตยา (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





จุฬาฯ เปลี่ยนขยะเป็นน้ำมัน เพิ่มค่าพลาสติก-ยางรถเก่า

ผศ.ดร.ศิริรัตน์ จิตการค้า จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของงานวิจัยเรื่องการผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากขยะพลาสติกและยาง โดยกระบวนการไพโรไลซิส เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณยางรถหมดสภาพมีจำนวนนับล้านเส้นต่อปี ขณะที่ปริมาณขยะพลาสติกเฉพาะใน กทม. มากถึง 628,381 ตันต่อปี หากนำขยะเหล่านี้ไปเผาทิ้งจะเกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม หรือหากนำไปฝังกลบก็จะใช้เวลานานกว่าจะย่อยสลาย การเปลี่ยนโมเลกุลของสารพลาสติก ให้ไปเป็นโมเลกุลที่เล็กลง เพื่อให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเหลว ต้องผ่านกระบวนการเผาโดยไม่ใช้ออกซิเจน หรือที่เรียกว่า ไพโรไลซิส ซึ่งผลผลิตจากไพโรไลซิสของสารพลาสติกในขั้นแรก สามารถแบ่งออกเป็นแก๊ส น้ำมันและของแข็ง โดยแก๊สและน้ำมันสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นน้ำมัน พบว่ามีค่าความร้อนสูงกว่าถ่านหินโดยทั่วไป และคุณภาพก่อนการปรับปรุงก็อยู่ในช่วงของน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล ซึ่งหากต้องการผลิตน้ำมันให้ดีขึ้น ก็จะต้องใช้ตัวเร่งปฏิกิริยามาช่วยด้วย สำหรับตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะนำมาใช้นั้น นักวิจัยบอกว่า กำลังพิจารณาว่าจะสังเคราะห์ขึ้นเอง หรือนำของที่มีอยู่มาเปลี่ยนแปลงด้วยการเพิ่มโลหะหรือธาตุบางอย่างที่อยู่ในตารางธาตุเข้าไป อย่างที่ผ่านมาได้เลือกใช้ซูเปอร์แอซิด หรือสารสกัดออกไซด์ของธาตุ ที่มีคุณสมบัติเป็นกรดยิ่งยวดใส่เข้าไปในตัวเร่งปฏิกิริยา พบว่าได้น้ำมันในช่วงที่มีคุณสมบัติดีขึ้น จากน้ำมันเตาขึ้นมาเป็นดีเซล และได้เบนซินเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย ทั้งนี้ ปัจจุบันไต้หวันสามารถผลิตเบนซินจากขยะพลาสติกและยางรถได้สูงสุดถึง 50% ของน้ำมันที่ผลิตได้ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าใช้อะไรเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งถือเป็นความลับสุดยอด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นระยะเวลา 2 ปี และขณะนี้อยู่ในช่วงประเมินโครงการเพื่อรับทุนสนับสนุนต่อ นอกจากนี้ ผศ.ดร.ศิริรัตน์ ยังได้เสนอโครงการของงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสร้างเครื่องต้นแบบมูลค่า 4 ล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นพิจารณาอนุมัติ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เนคเทคพัฒนา'หูฟังดิจิทัล'ช่วยผู้พิการ สธ.ชี้ร้อยละ 13.6 ของคนไทยต้องการเครื่องช่วยฟัง

ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พัฒนาเครื่องช่วยฟังดิจิทัลราคาถูก สำหรับคนพิการทางหู เผยออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว พร้อมแผ่นปิดหูฟัง เน้นคุณภาพเสียงชัดเจน ใช้แบตเตอรี่ต่ำและราคาถูก พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สาย สร้างหุ่นยนต์ตรวจตาใช้ในการรักษาทางไกล ระบุเหมาะสำหรับโรงพยาบาลในท้องถิ่นห่างไกล ที่ขาดจักษุแพทย์ โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2549 ในการออกแบบเครื่องช่วยฟังดิจิทัลนั้น เนคเทคจะรับผิดชอบในส่วนของการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว พร้อมแผ่นปิดหูฟัง ซึ่งจะพัฒนาเครื่องช่วยฟังดังกล่าวให้มีคุณภาพเสียงที่ดี และใช้แบตเตอรี่น้อย ที่สำคัญคือราคาถูก ซึ่งหากสามารถผลิตได้เองในประเทศ ราคาน่าจะอยู่ที่ 500-10,000 บาทขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่อง การออกแบบเรื่องช่วยฟังนั้นจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินเข้ามาร่วมในการพัฒนา เนื่องจากการสูญเสียการได้ยินนั้นมีหลายลักษณะ ดังนั้นเครื่องช่วยฟังที่ดีจะต้องสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยได้ร่วมกับศูนย์การได้ยินและแก้ไขการพูด โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ เพื่อร่วมทำการศึกษาพร้อมทั้งทดสอบมาตรฐานของเครื่องต้นแบบที่ทางเนคเทคคิดค้นขึ้น จากนั้นจะปรับปรุงด้านเทคนิคก่อนทดลองใช้จริงและเข้าสู่กระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากเครื่องช่วยฟังที่เนคเทคได้ร่วมวิจัยกับโรงพยาบาลวัดไร่ขิงแล้วยังมีโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจตาอีกด้วย สำหรับหุ่นยนต์ตรวจตาพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยตรวจรักษาโรคตาในพื้นที่ห่างไกล และขาดแคลนจักษุแพทย์ รวมถึงการพัฒนาเครื่องตรวจตาให้อยู่ในรูปแบบของการแพทย์ทางไกล โดยสามารถส่งข้อมูลการวินิจฉัยโรคมายังแพทย์ปลายทาง เพื่อวิเคราะห์ผลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเนคเทคจะเข้าไปพัฒนาในส่วนของการออกแบบฮาดแวร์บังคับการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ ให้คล้ายคลึงกับเครื่องตรวจตาผู้ป่วยแบบ Slit Lamp รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ใช้ในการควบคุมเครื่องมือและการแปลผลการตรวจวินิจฉัยเมื่อพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งหุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถใช้ตรวจรักษาผู้ป่วย ที่มีภาวะฉุกเฉินทางตา ไม่ว่าจะเกิดจากการประสบอุบัติเหตุ โรคต้อหินเฉียบพลัน โรคติดเชื้อที่ตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แสงแดด ผลงานน.ศ.มทร.ขอนแก่น

เครื่องชาร์จแบตเตอรี่จากแสงแดดราคาถูก" เป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์สารพัดประโยชน์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคิดค้นด้วยภูมิปัญญาของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น คือ นายพรรศักดิ์ จำปาสา, นายมงคล แก้วบุดดา, นายศักดา ภูบานเช้า โดยมีอาจารย์ศักดิ์ระวี ระวีกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเครื่องชาร์จแบตตัวนี้สามารถใช้ชาร์จแบตเตอรี่มือถือได้ถึง 4 เครื่องพร้อมกัน นอกจากนั้น ยังใช้ชาร์จแบตเตอรี่ไฟที่ใช้สำหรับหากบหาเขียดในเวลากลางคืนของชาวบ้านได้อีกด้วย ตัวเครื่องประกอบด้วยแผงโซล่าเซลล์ขนาดปานกลางที่ต่อสายไฟเข้ากับกล่องควบคุม แล้วเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งไปชาร์จแบตเตอรี่ต่อไป ซึ่งในการชาร์จแบตเตอรี่มือถือด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่จากแสงแดดเครื่องนี้ สามารถชาร์จได้ถึง 4 เครื่อง พร้อมกันและยังใช้เวลาในการชาร์จเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็เต็มแล้ว ส่วนตัวเครื่องประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัสดุอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ราคาถูก มีขนาดพอเหมาะ เคลื่อนย้ายได้สะดวก ใช้งานได้ง่ายแม้ในที่มีแสงน้อย อายุการใช้งานคงทน และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกตลอดอายุการใช้งาน สำหรับปัญหาเรื่องกำลังของพลังงานแสงอาทิตย์ ที่บางครั้งก็มีความแรงไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งไปชาร์จแบตเตอรี่มือถือนั้น มีความแรงไม่สม่ำเสมอไปด้วย จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ใช้หลายคนกังวลกว่า จะทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมได้เร็วขึ้นนั้น ปัญหานี้อาจารย์ศักดิ์ระวีได้ตอบให้คลายสงสัยว่า คลื่นพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีช่วงหนึ่งที่สามารถนำมาแปลงเป็นพลังงานกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความแรง ซึ่งมีส่วนทำให้กระแสไฟฟ้าที่ได้มีความสม่ำเสมอ และช่วยถนอมอายุการใช้งานของแบตเตอรี่มือถือได้ดีกว่าการชาร์จด้วยกระแสไฟฟ้าจากไฟบ้านโดยตรงอีกด้วย นอกจากประโยชน์ในการใช้ชาร์จแบตเตอรี่มือถือแล้ว "เครื่องชาร์จแบตเตอรี่จากแสงแดดราคาถูก" ยังสามารถใช้ไฟแบตเตอรี่สำหรับหากบหาเขียดในยามค่ำคืนของชาวบ้านในชนบทได้อีกด้วย สนใจนวัตกรรมดังกล่าวสามารถติดต่อสอบถามได้ที่อาจารย์ศักดิ์ระวี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตขอนแก่น ถนนศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น หมายเลขโทรศัพท์ 0-4323-5893 ต่อ 2802, 0-14163-433 ในวันและเวลาราชการ (ข่าวสด ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





กระทรวงวิทย์จับมือจุฬาฯ ปั้นนักวิจัยประเทศ

นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการในการเพิ่มกำลังคนและนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราส่วนนักวิจัยต่อประชากรของไทยอยู่ที่ระดับ 3.8 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์มีนักวิจัย 1,000 คนต่อประชากร 10,000 คน การร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยให้พันธกิจดังกล่าวเป็นไปได้ ศ.คุณหญิง สุชาดา กีระนันทน์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ปีละ 400 คน และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ปีละ 560 คน ในการร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มนักวิจัยด้านนี้เป็นสองเท่า ความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนกำลังคนและนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งได้ผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชน ได้เครือข่ายนักวิจัยที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ เครือข่ายข้อมูลข้อสนเทศ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมืออุปกรณ์ และทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่าเต็มที่ เป็นการสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เอไอทีพัฒนาขากลทุ่นแรงเดินไกล ประยุกต์ใช้งานการทหาร-พลเรือน

นายนู อุยโท นักศึกษาปริญญาโท ชาวเวียดนาม จากคณะเมคาโทรนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) พัฒนาขากลทุ่นแรงเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล โดยมีสัมภาระหนักติดตัวไปด้วย โดยหุ่นยนต์จะทำหน้าที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยไม่เหนื่อย โครงของหุ่นยนต์ผู้วิจัยเลือกใช้อะลูมิเนียมอัลลอยด์ ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ขากลทั้งสองข้างจะมีอุปกรณ์ยึดติดกับสะโพก และต้นขาเพื่อความกระชับ และใช้ลูกสูบลมข้างละ 3 ตัว เพื่อเคลื่อนไหวชิ้นส่วนต่างๆ ของขากลเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเซนเซอร์วัดองศาการหมุนของร่างกายไว้ที่บริเวณข้อต่อต่างๆ ของโครงขาหุ่นเพื่อวัดวิถีการเคลื่อนไหว หุ่นตัวต้นแบบนี้ได้ทดลองประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ โดยมีเครื่องอัดอากาศเพื่อดันให้ลูกสูบขึ้นลง ซึ่งจะควบคุมการทำงานจากไมโครโปรเซสเซอร์ ที่สามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของผู้สวมใส่ได้โดยอาศัยวงจรไฟฟ้าที่บรรจุอยู่ภายในกระเป๋าสะพายหลัง การเคลื่อนที่ของขาหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเข่า ข้อเท้า สามารถพลิกหมุนได้อย่างอิสระ โดยขาทั้งสองข้างจะเคลื่อนที่ได้ข้างละ 5 องศา และ 3 องศาบริเวณสะโพก สำหรับการก้มเงยซึ่งต้องอาศัยการควบคุมจากไมโครโปสเซสเซอร์ สำหรับกระบอกสูบลมซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างของโครงขานั้น ทำหน้าที่ช่วยในการผ่อนแรงในขณะที่ผู้สวมใส่ก้มหรือเงยบริเวณสะโพก เข่าและข้อเท้า และยังมีกลไกพิเศษที่ออกแบบให้สามารถปรับขนาดความสูงของโครงขา ให้พอดีกับตัวผู้สวมใส่ได้ในทุกๆ ข้อต่อ หุ่นยนต์นี้สามารถรับน้ำหนักสัมภาระได้ประมาณ 15-20 กิโลกรัม ไม่รวมน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่ ใช้ความดันอากาศระดับ 5-7 บาร์ สำหรับความเร็วในการเคลื่อนที่นั้นผู้สวมใส่สามารถปรับความเร็วได้อย่างอิสระ ซึ่งจากการทดลองตัวหุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 0.8 เมตรต่อวินาที หรือ 2 ก้าวต่อวินาที หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานด้านการทหาร ในการขนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากสนามรบ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การทำงานของนักผจญเพลิงที่เมื่อสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าวแล้วสามารถขึ้นบันไดหลายขั้นได้โดยที่ไม่เหนื่อย รวมถึงสามารถพัฒนาให้ใช้กับผู้ที่มีปัญหาด้านการเดิน ให้สามารถกลับมาเดินได้ปกติอีกครั้ง (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





บ.ศรีไทยชู'อาร์แอนด์ดี' สร้างนวัตกรรมพลาสติก ผนึกจุฬาฯแลกเปลี่ยนความรู้ปิโตรเคมี

นายสนั่น อังอุบลกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวตราสินค้าเมลามีนใหม่ภายใต้ชื่อ “เอกตรา” เมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากกระบวนการวิจัยและพัฒนา และล่าสุดบริษัทมีแผนจะสร้างร่วมมือระยะยาวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในเรื่องของปิโตรเคมีและการปรับปรุงคุณสมบัติของพลาสติกให้ดีขึ้น อาทิ ความคงทนและความเหนียว ในกระบวนการผลิตได้เพิ่มส่วนผสมบางอย่างเข้าไป ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น ทำให้เนื้อและผิวผลิตภัณฑ์แข็งขึ้น ดูหนากว่ากระเบื้องและรูปทรงก็มีดีไซน์แปลกตา ขณะที่เมลามีนทั่วไปจะมีสีด้าน ไม่มันวาว ทำให้แบรนด์เอกตราได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่กำลังซื้อสูง แม้ราคาจะสูงกว่าซุปเปอร์แวร์หลายเท่า นอกจากนี้ บริษัทศรีไทยยังได้ขยายงานเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับรถยนต์ โดยได้ร่วมทุนกับบริษัทไดเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทมาสด้าถึง 80% แม้จะเป็นหุ้นส่วนน้อย แต่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเรียนรู้วิธีการผลิตชิ้นส่วนให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์จากผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง บริษัทตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3 ปี จะเป็นผู้นำในตลาดผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายเล็กในไทย โดยใช้อาร์แอนด์ดีเป็นผู้ช่วยสำคัญ และคาดว่าเมื่ออยู่ตัวแล้ว จะยกระดับขึ้นไปเป็นผู้ผลิตระดับปานกลางและรายใหญ่ในที่สุด ด้าน รศ.ดร.นันทยา ยานุเมศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมทำวิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง 100% อาจไม่คุ้มทุน เพราะการวิจัยพัฒนาต้องลงทุนสูง ทั้งในส่วนของห้องปฏิบัติการและบุคลากร แต่หากร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจะง่ายกว่าลงมือทำเอง เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีพร้อมทั้งเครื่องมือและกำลังคน (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





วัคซีนแก้โรคภูมิแพ้แมลงสาบ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ได้จัดการประชุมวิชาการ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก(คปก.) ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน ที่โรงแรมจอมเทียน ปาล์ม บีช รีสอร์ท พัทยา โดยในวันที่ 29 เมษายน ได้มีการจัดแสดงผลงานการวิจัยเกี่ยวกับการวัคซีนภูมิแพ้แมลงสาบและชุดตรวจสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบ ศ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ มีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะว่าภายในบ้านมีสารก่อภูมิแพ้สะสมอยู่มาก รวมทั้งแมลงสาบสายพันธุ์อเมริกัน สิ่งจำเป็นเร่งด่วนคือการทำชุดตรวจหาและวัดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบ ที่ส่วนใหญ่ต้องซื้อจากต่างประเทศในราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งตอนนี้มีนักวิจัยที่สามารถผลิตชุดตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบสายพันธุ์อเมริกันเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้จากแมลงสาบอีกด้วย (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 30 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ข่าวทั่วไป


อนุมัติแล้ว-ค่ารถเมล์ใหม่ ครีมแดง 5, รถขาว 6, มินิบัส 4.50, สองแถวขึ้น 1 บาท

นายปกศักดิ์ เศรษฐบุตร ผอ.ขสมก. กล่าวว่าจากการประชุม คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง วันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าโดยสารรถประจำทางหมวด 1 และหมวด4 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง โดยรถโดยสารประจำทางหมวด 1 ให้ปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร สำหรับรถโดยสารธรรมดา 1 บาทต่อคนต่อเที่ยว และปรับเพิ่มอัตราค่าโดย สารรถโดยสารปรับอากาศทุกช่วง ช่วงละ 1 บาท ดังนี้ 1. รถโดยสารธรรมดาสีครีมแดง เพิ่มเป็น 5 บาท 2. รถธรรมดาลักษณะพิเศษสีขาว เป็น 6 บาท 3. รถมินิบัส เป็น 4.50 บาท 4. รถโดยสารปรับอากาศธรรมดาปรับเพิ่มดังนี้ ระยะทาง 0-8 กม. 9 บาท 8-12 กม. 11 บาท 12-16 กม. 13 บาท 16-20 กม. 15 บาท ระยะทาง 20 กม.ขึ้นไป 17 บาท 5. รถโดยสารปรับอากาศยูโร 1 และยูโร 2 ปรับเพิ่มดังนี้ ระยะทาง 0-4 กม. 11 บาท 4-8 กม. 13 บาท 8-12 กม. 15 บาท 12-16 กม. 17 บาท 16-20 กม. 19 บาท 20-24 กม. 21 บาท ระยะทาง 24 กม. ขึ้นไป 23 บาท ส่วนรถโดยสารประจำทางหมวด 4 (รถสองแถวในซอย) ให้ปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร 1 บาท ต่อคนต่อเที่ยว ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2548 เป็นต้นไป (ไทยรัฐ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





วธ.จับมือภาคเอกชน ฟื้นโรงละครแห่งชาติ

นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนมีแผนจะปรับปรุงแหล่งให้บริการด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ อาทิ หอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างทันสมัย ครบวงจร ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาดูการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย เบื้องต้นแหล่งบริการศิลปวัฒนธรรมที่สามารถดำเนินการได้เลยคือ โรงละครแห่งชาติ โดยจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนมืออาชีพที่มีสถานประกอบการด้านศิลปวัฒนธรรมมาบริหารจัดการ แนะนำ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้านเทคนิค แสง สี เสียงให้ทันสมัย ตื่นตาตื่นใจคนดูและนักท่องเที่ยว จะมีการหารือกับกรมศิลปากรยินยอมให้เอกชนมาบริหารจัด ขายทัวร์ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมนาฏศิลป์ไทย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอยู่ภายใต้กรอบของเรา นักแสดงต้องเป็นของกรมศิลปากร แสดงตามศิลปะไทยหรือร่วมสมัย ดำเนินตามครรลองแบบถูกต้อง แม้แต่ค่าตัวนักแสดงควรได้ตามที่เรากำหนด ที่สำคัญทำให้นักเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ได้มีประสบการณ์ มีงานทำมีรายได้ เร็วๆ นี้จะไปดูงานที่โรงละคร อลังการ พัทยา ที่มีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งเดียวของ จ.ชลบุรี ว่าทำอย่างไรถึงอยู่ได้ และอาจชวนมาช่วยบริหารโรงละครแห่งชาติด้วย ส่วนโครงการขยายศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ของเอเชีย วงเงินกว่า 5,800 ล้านบาท บนเนื้อที่ 35 ไร่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเขียนแผนแม่บท จัดทำของบประมาณการออกแบบ โดยภาพรวมจะเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย มีทั้งโรงละคร หอศิลป์ ห้องสมุด ฯลฯ ภายในมีกิจกรรม แสง สี เสียงประกอบในลักษณะหมุนเวียน ซึ่งตนจะนำมาหารือกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้ (คมชัดลึก อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





คลอด “ปฎิญญากรุงเทพ” ต่อต้านการก่อการร้าย

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 25 เม.ย.48 ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายโดยมีการลงนามรับรองรายงานการประชุมทั้งหมดตลอด 8 วันที่ผ่านมา และการรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งล่าสุดมีการบรรจุความร่วมมือ 35 ข้อไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามข้อตกลง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงภาพรวมของการประชุมครั้งนี้ว่า ประเทศไทยได้รับความสำเร็จจากการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยได้รับคำชมเชยในทุกด้าน ทั้งการบรรจุเนื้อหาการประชุม การบริหารจัดการและการต้อนรับ โดยเฉพาะการจัดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และเป็นครั้งแรกที่มีการหยิบยกเรื่องความสามารถในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมได้อย่างงดงามเข้าบรรจุไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯด้วย ส่วนข้อสรุปของการประชุมที่ผ่านมา ทุกประเทศเห็นพ้องกับสหประชาชาติที่จะให้ความสำคัญกับอนุสัญญาต่างๆ ที่ทำร่วมกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะ 3 อนุสัญญา ประกอบด้วยต่อต้านองค์กรก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และทุจริตคอร์รัปชันโดยเวทีการประชุมได้เรียกร้องขอความร่วมมือ ให้ทุกประเทศปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันได้เข้าร่วมในการลงนามสัตยาบันดังกล่าว เพื่อขยายผลให้เกิดการดำเนินการตามแนวทางร่วมกัน สำหรับข้อเสนอของไทยยังได้รับการขานรับและได้รับการพิจารณาที่จะบรรจุไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯ 6 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.การให้ความสำคัญและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 2.การแก้ไขปัญหาการค้าทรัพย์ สินทางวัฒนธรรมที่มีการละเมิดเกิดขึ้น 3.การนำระบบกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้เป็นการแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน และเป็นการลดภาระภาครัฐในทุกด้าน 4.ให้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแก้ไขปัญหายาเสพติด 5.การนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมาใช้ เช่น เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และความยากจน และ 6.ยกระดับมาตรฐานงานราชทัณฑ์ และจากการประชุมครั้งนี้จะรีบนำเข้าครม.ให้เร็วที่สุด เพื่อเสนอให้ที่ประชุมเร่งดำเนินการปราบปรามกับองค์กรอาชญากรรม (เดลินิวส์ อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ว้าว! เดินพันก้าวรักษาโรค การออกกำลังกายยอดฮิตของสาวญี่ปุ่น

กิจกรรมบี เทรนดี้, บี เฮลตี้(Be Trendy, Be Healthy) ซึ่งนิตยสารคอสโมโพลิแทน ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช จัดขึ้นเพื่อฉลองขวบปีที่ 8 ของนิตยสาร แพทย์หญิงกาญจน์สุดา ทองไทย อายุรกรรมประจำศูนย์สุขภาพ แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของสาวเวิร์กกิ้ง วูแมน ว่า หญิงสาวยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องรอให้โรคร้ายแสดงตัวแล้วจึงค่อยเข้ารับการดูแลรักษา เพราะเทคโนโลยีการแพทย์ปัจจุบันสามารถตรวจหาโรค เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูกได้แต่เนิ่นๆ และหากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จะสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยให้หายขาดได้โดยง่าย "การดูแลสุขภาพง่ายๆ และไม่อ้วน คือทานผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง และออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ไม่กินมากเกินไป ขณะนี้มีผู้เข้ามาปรึกษาหลายคนว่า จริงไหมการดื่มไวน์แดงจะช่วยเรื่องสุขภาพได้จริง วิธีการนี้เรียกว่า เฟรนช์ พาราด็อกซ์(French Paradox) เป็นสูตรและความเชื่อของชาวฝรั่งเศสว่า สามารถป้องกันเรื่องโรคหัวใจ แต่ลักษณะทางกายภาพของคนฝรั่งเศสและคนไทยไม่เหมือนกัน ดังนั้น หากคุณสาวๆ ปกติไม่ดื่ม ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่ม แต่หากดื่มไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว แต่จะให้ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ และเน้นกินปลา กินให้ทุกมื้ออย่าอดอาหาร แค่ลดปริมาณลงก็พอ" นอกจากนี้ แพทย์หญิงสมศิริ สกลสัตยาธร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช ยังแนะนำด้วยว่า การเดินวันละ 10,000 ก้าว จะเผาผลาญพลังงานกว่า 300 กิโลแคลอรี และส่งผลดีต่อการป้องกันโรคหัวใจ สำหรับวิธีการนับก้าวนั้น สามารถคำนวณได้ เพราะมีเครื่องมือซึ่งเรียกว่า เครื่องนับก้าว (มติชนรายวัน อังคารที่ 26 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ตะลึงสาว 17 ดวงตาเอกซเรย์มองทะลุร่างกายได้

รายงานจากเว็บไซต์ข่าว "อนาโนวา" เมื่อ 25 เม.ย. ระบุนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพากันทึ่งกับ ความสามารถพิเศษของนาตาเลีย เด็มกินา เด็กสาวชาวรัสเซีย วัย 17 ปี ที่มีดวงตาสามารถมองเห็นทะลุทะลวงไปจนถึงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายมนุษย์และสัตว์ และยังสามารถชี้เฉพาะถึงจุดที่เจ็บป่วยภายในร่างกายได้ เพียงดูจากภาพถ่าย ความสามารถอันน่าพิศวงของสาวรัสเซียรายนี้ล่าสุดถูกทดสอบในญี่ปุ่น โดยศาสตราจารย์โยชิโอะ มาจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังพิเศษของมนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เขาได้ทดสอบการมองเห็นแบบเอกซเรย์ของเด็มกินาด้วยวิธีการทุกรูปแบบ ผลออกมาเป็นอย่างที่คาด คือเธอสามารถมองเห็นอวัยวะภายในร่างกายได้จริง และที่น่าทึ่งชนิดเหลือเชื่อที่สุดคือเธอยังสามารถ มองเห็นภายในร่างกายของคนทางภาพถ่ายอีกด้วย แม้จะเป็นเพียงรูปขนาดเล็กบนหนังสือเดินทางก็ตาม โดยเด็มกินาถูกทดสอบให้มองภาพชายคนหนึ่งบนหนังสือเดินทาง และเธอก็สามารถระบุได้ทันทีว่าชายผู้นี้ป่วยเป็นมะเร็งตับและไขข้ออักเสบ ความสามารถพิเศษของเธอไม่ใช่เพียงแค่สายตาที่พิเศษ แต่เป็นสุดยอดแห่งพรสวรรค์ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ รายงานระบุก่อนหน้านี้เด็มกินาเคยได้รับการทดสอบ เรื่องดวงตาอันไม่ธรรมดาของเธอมาแล้วทั้งในรัสเซียบ้านเกิด อังกฤษ สหรัฐฯ รวมไปถึงญี่ปุ่น. (ไทยรัฐ พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





น้ำมัน"คิง"สูตรป้องกันโรคหัวใจ

นายปราโมทย์ สันติวัฒนา กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดและขาย บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว "คิง" เปิดเผยว่า แผนการตลาดของบริษัทจะเน้นการนำเสนอจุดขายที่แตกต่างภายใต้กระแสสุขภาพโดยเฉพาะการป้องกันโรคหัวใจ โดยจะใช้งบฯรวม 35 ล้านบาท เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวคิงฉลากใหม่ที่ได้สัญลักษณ์จากโครงการ "อาหารไทย หัวใจดี" ของมูลนิธิหัวใจ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังวางจำหน่ายสินค้าใหม่ "น้ำมันรำข้าวคิง ชนิดโอรีซานอลสูง" ที่เดิมบริษัททำตลาดส่งออกเท่านั้น ทั้งนี้จัดเป็นผลิตภัณฑ์ในหมวดน้ำมันพิเศษ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบน (มติชนรายวัน พุธที่ 27 เม.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ชาวสหรัฐอ้วนและผอมต่างก็มีอัตราเสี่ยงการตายมากพอกัน

นักวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจด้านสุขภาพ และโภชนาการแห่งชาติคำนวณหาอัตราเสี่ยงของการเสียชีวิต จากระดับดัชนีมวลรวมร่างกายขนาดต่างๆ ดัชนีมวลรวมร่างกายเป็นสูตรคำนวณความอ้วน โดยใช้น้ำหนักวัดเป็น กก.หารด้วยส่วนสูงคิดเป็นเมตรยกกำลังสอง โดยมีเกณฑ์ว่าหากได้ผลลัพธ์มากกว่า 30 ถือว่าอ้วน น้อยกว่าถือว่าปกติ และถ้าต่ำกว่า 20 ก็จะถือว่าผอม การศึกษาปรากฏผลว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่จัดว่ามีน้ำหนักปกติ ทั้งกลุ่มคนอ้วนและกลุ่มคนผอม ต่างก็มีอัตราตายเกินกว่าปกติไล่เลี่ยกัน ตรงกันข้ามกลับเป็นที่พบว่า ในช่วงปีหลังๆมานี้ อัตราการตายเกินปกติของกลุ่มคนอ้วนยังได้เริ่มลดลงเป็นลำดับเสียด้วยซ้ำ อาจจะเนื่องมาแต่เพราะได้รับบริการด้านสาธารณสุขดีขึ้น หรือบริการทางแพทย์ของการรักษาพยาบาลโรคภัยอันเนื่องมาจากความอ้วนดีขึ้น. (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 28 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





นั่งเครื่องบินเสี่ยงขาดออกซิเจน มีอยู่น้อยกว่าอากาศบนพื้นดิน

ศึกษาวิจัยพบผู้โดยสารเครื่องบินทุกวันนี้ เสี่ยงอันตรายจากการขาดออกซิเจนหายใจ ดีแต่ว่าผู้ที่ร่างกายแข็งแรงอาจจะไม่เดือดร้อนอะไร แต่ผู้ที่ปอดและหัวใจไม่ดีอยู่แล้ว มีข้อแนะนำว่า ควรจะปรึกษาหมอก่อนเดินทาง นักวิจัยของโรงพยาบาลเบลฟาสต์และของมหาวิทยาลัย ได้พบในการศึกษา โดยตรวจตัวอย่างเลือดของผู้โดยสารเครื่องบิน ที่บินไกลนานกว่าสองชั่วโมงว่า มีผู้โดยสารถึง 54% ขาดออกซิเจนจากการหายใจอากาศบนเครื่องบิน โดยเฉลี่ยแล้วขาดน้อยไป 4% รายงานการศึกษาซึ่งเปิดเผยอยู่ในวารสารทางวิชาการ “วิสัญญีวิทยา” ของอังกฤษกล่าวว่า อากาศที่พื้นดินจะมีออกซิเจนอยู่เป็นปริมาณถึง 97% แต่ ปริมาณออกซิเจนของอากาศบนเครื่องบินตอนบินจะลดลงเหลือเฉลี่ยแล้ว 93% หัวหน้านักวิจัย ดร.ซูซาน ฮัมฟรีย์ ผู้เป็นวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวให้ความเห็นว่า “เราเชื่อว่าการที่ออกซิเจนมีปริมาณลดน้อยลง หากว่ามีสาเหตุอื่นซ้ำเติมด้วย อย่างเช่น อาการขาดน้ำ การนั่งติดเก้าอี้โดยไม่ได้ ขยับเขยื้อน และปริมาณความชื้นต่ำ อาจทำให้ผู้โดยสารเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งระหว่างเดินทางและภายหลังได้ และปัญหานี้นับวันจะเลวร้ายยิ่งขึ้น ในช่วงสองสามปีมานี้ เนื่องจากเครื่องบินสมัยใหม่ยิ่งบินบนเพดานบินที่สูงขึ้นทุกที (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





การอนุรักษ์โครงสร้างดิน บูรณาการศิลปะแบบยั่งยืน

ศ.ดร.เอกสิทธิ์ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะหยิบยกเรื่อง “การอนุรักษ์โครงสร้างของโบราณสถาน” ขึ้นมาเป็นประเด็นในการชี้ให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน และลึกซึ้งกว่าการซ่อมแซมแก้ไข หรือเสริมกำลังมากกว่าระบบโครงสร้างปกติโดยทั่วๆ ไปภายในงานสัมมนา เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ซึ่งจัดโดยโครงการอนุรักษ์ และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สำนักงานศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทางอาจารย์เอกสิทธิ์ ได้นำหลักวิชาทางวิศวกรรมมาวินิจฉัยโครงสร้าง โดยมีการสำรวจตรวจสอบ ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ วินิจฉัยให้ลึกซึ้งถึงภูมิปัญญาของโบราณสถานนั้นๆ และสิ่งที่สำคัญในการอนุรักษ์นั้น คือ จะต้องใช้แนวทาง และเทคนิคบนพื้นฐานของปรัชญาแห่งการอนุรักษ์ ที่คำนึงถึงคุณค่าในศิลปวัฒนธรรม อารยธรรม และจิตวิญญาณ เพื่อให้การบูรณาการได้ยั่งยืนต่อไป โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในการเสริมกำลังดิน นั้นคือการสร้างภูเขาทอง สูงเกินกว่า 40 เมตร ที่วัดสระเกศ ซึ่งปราศจากการใช้เทคนิคพิเศษ เพียงแต่ใช้โอ่งไหเป็นฐาน ให้เกิดช่องว่างภายใน เพื่อลดน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นมาเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้ามองตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น การอนุรักษ์โบราณสถานที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยทั้งทางด้านประวิตศาสตร์ ทางด้านความเชื่อถือ เคารพบูชา ทางด้านศาสนา และศิลปวัฒนธรรม แม้ว่าจะมีบางช่วงบางตอนขาดหายก็ต้องพยายามเสาะแสวงหา และสืบค้นเชิงประวัติศาสตร์นำมาปะติดปะต่อ โดยมีการบันทึกเพื่อคนรุ่นหลังสามารถเรียนรู้ และถ่ายทอดต่อไปอย่างละเอียด และสอดคล้องได้เป็นลำดับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว แทนที่จะเป็นการอนุรักษ์ ก็อาจจะกลับกลายเป็นการเข้าไปทำลาย หรือทำให้การใช้งานของโบราณสถาน โบราณวัตถุนั้นมีอายุสั้นลง เนื่องจากไม่เข้าใจถึงหลักการพื้นฐานของการอนุรักษ์ในเชิงโครงสร้างนั้นเอง (สยามรัฐรายวัน ศุกร์ที่ 29 เม.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)






KMUTT Digital Library
Contact Digital Library : info@lib.kmutt.ac.th
Tel : 0-2470-8215