หัวข้อข่าวปีที่ 6 ฉบับที่ 36 ประจำวันที่ 2005-09-26

ข่าวการศึกษา

"จาตุรนต์"รุกปรับหลักสูตร ตั้งอนุกรรมการ-สถาบันวิจัยและพัฒนา
ศูนย์จีนศึกษา มรภ.เชียงใหม่
ดันครูสอนภ.จีนเป็นสาขาขาดแคลน
ดันกรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ส่งชื่อ มี.ค.49-คนไทยอ่าน นสพ. 72%
เผยผลประเมินโรงเรียนไม่ผ่านกว่าครึ่ง
’ป้าอุ’แนะพิพิธภัณฑ์เลิกสุมของโชว์ ชี้ ร.ร.ต้องใจกล้าพาเด็กออกนอกรั้ว
อาชีวะส่งครูชิมลาง แลกเปลี่ยนแคนาดา สอนอาชีพ-ฝึกภาษา
ศธ.พึ่งราชบัณฑิตยฯบัญญัติศัพท์การศึกษา
งานวิจัยครุศาสตร์จุฬาฯ ชี้"ร.ร.เอกชน"เจ๋งกว่า"รัฐ"
มหกรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 2
กกอ.ไฟเขียวตั้งคณะแพทย์เพิ่ม 7 แห่ง
ม.นเรศวรรับนิสิตโควต้าปี"49กว่า4พันคน
มศวเลือกTCSติดตั้งWLAN พัฒนาสังคมการเรียนรู้นอกห้อง

ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี

ผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าครั้งแรกของโลก
"ทีดีอาร์ไอ" ชู 5 ยุทธศาสตร์ รื้อโครงสร้างอุตฯพลังงาน
ความจริงของสบู่ดำ พืชน้ำมันในอินเดีย
นักวิทยาศาสตร์ชี้โลกร้อนต้นเหตุเกิดพายุถี่
วท.เร่งถังบรรจุก๊าซ
เอไอเอสทำแว็พพอร์ทัลให้ลูกค้าอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบนมือถือได้เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ
ดาวหางเหมือนกันหมด วิเคราะห์ตอนถูกยานอวกาศชน
สร้างฝายแม้วตามพระราชดำริ ททท.ร่วมแรงร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ
ชวนเยาวชนไทยวัดเงาโลก
นาซาเผยโครงการกลับสู่ดวงจันทร์
ดาวเทียมสปาย
พบแนวริมฝั่งทะเลบน ‘ไทตัน’ เป็นทะเลของก๊าซมีเทนเหลว
สหรัฐฯ อวดยานดวงจันทร์ลำใหม่ พี่น้องกับอพอลโล
ชูไวแมกซ์ ลดช่องว่างดิจิทัลชนบท
นาซาทุ่มงบมหาศาล ลุยภารกิจเหยียบดวงจันทร์
"สุริยะ"บินสิงคโปร์ดูงานผลิตน้ำทะเลให้จืด-คาดใช้พันล.
ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงเรียน กทม.
ถนอมภาพสีอายุยืน100ปี
เวลส์เปิดสถานีวิทยุ พลังลม-แสงอาทิตย์
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จับมือซีเมนส์ ติดตั้งเครื่องตรวจมะเร็งสุดแม่น - 24/9/2548
"ซิป้า" เตรียมทุ่มงบฯ400ล้านบาทพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 ประเภท
ดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะอื่นดวงแรก

ข่าววิจัย/พัฒนา

ผลิตยาฉีดเข็มเดียวอดบุหรี่-สกัดนิโคตินเข้าถึงสมอง
ซอฟต์แวร์จดจำทะเบียนรถ แปลงภาพเป็นตัวหนังสือ
เสาไฟฟ้าเติมพลังมือถือ
สถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่เฝ้าระวังก๊าซพิษจากโรงงาน
พบสารต้านมะเร็งในตะไคร้
รถหุ้มเกราะสะท้อนสะเก็ดระเบิด
นักวิทย์น้อยกับการสร้างภูมิต้านทานโรคพืช
พัฒนารถยกสินค้าอัจฉริยะ ป้อนคำสั่งล่วงหน้าผ่านคอมพ์-ไม่ใช้คนขับ
พัฒนาการของคอนกรีต
กินผักลดอัตราเสี่ยงมะเร็งตับอ่อน
พบวิธีตรวจสอบกายภาพ “ข้าว” ป้องกันการเจือปน
หุ่นยนต์พลังแสงอาทิตย์
วิศวะฯศรีปทุมอวดไอเดีย ตู้บีบอัดกระป๋องรีไซเคิล
ม.นเรศวรทำแป้งหน้าเด้งจากรังไหมพิสูจน์แล้วผิวเนียน เตรียมจดลิขสิทธิ์
มช.คิดเครื่องสกัดวิตามินเอ จากน้ำมันปาล์มดิบ
สเปิร์มเรืองแสงช่วยวิจัยหมัน
การ์ดนาโนส่งคลื่นสยบฤทธิ์สุรา-ยาสูบ
รามาฯออกแบบประเมิน ตรวจคนเสี่ยงโรคหัวใจ
ลำปางพัฒนาเครื่องปั่นใยสับปะรด
ดันไทยศูนย์กลางธุรกิจเมล็ดพันธุ์

ข่าวทั่วไป

เตือนผู้หญิงมีลูกช้าฝืนธรรมชาติ เสี่ยงภัยหลายปัญหา
ระบบผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไทยเยี่ยม
ไทยห่วงประโยชน์สิทธบัตรยา รอคุยเอฟทีเอสหรัฐที่ฮาวาย
ชายกินถั่วเหลืองลดอัตราเสี่ยง ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
องค์การอนามัยโลกให้เตรียมพร้อม หวัดนกฮือระบาดในคน
‘พิพิธภัณฑ์แมลง’ สมบัติอันล้ำค่าของชาติ
แม่ชีศันสนีย์รับรางวัลระดับโลก ฐานะผู้ยุติความรุนแรงในเด็กสตรี
มมร.เจ้าภาพประชุม สุดยอดผู้นำพุทธโลก
ห้ามแท็กซี่หยุดรับส่งริมถนน 4 ถนนชั้นใน
อาหารเสริมหัวใจให้แข็งแรง





ข่าวการศึกษา


"จาตุรนต์"รุกปรับหลักสูตร ตั้งอนุกรรมการ-สถาบันวิจัยและพัฒนา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมระดมความคิดเห็นเรื่องนโยบายและมาตรการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาสู่การปฏิบัติที่โรงแรมดิอิมพีเรียล เลควิลล์ แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี ว่าการสัมมนาจะระดมความคิดเห็นหกประเด็นคือ ปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พัฒนาครู ปฏิรูปอาชีวศึกษา ปรับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปฏิรูปอุดมศึกษา หลังรับฟังความเห็นจากที่ประชุมสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีความเข้าใจสับสนมากมายไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ที่อยู่ในหลักสูตร จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นิยามให้ชัดเจน รวมถึงความสับสนในกระบวนการจัดทำหลักสูตร จะให้สพฐ.รับหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตร กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ส่วนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ทำหน้าที่สร้างเนื้อหาวิชาต่างๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาและปราชญ์ในพื้นที่ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ศธ.ควรปรับลดเนื้อหาหลักสูตรเพราะหลักสูตรนี้มีมาตรฐานการเรียนรู้ถึง 76 มาตรฐานการเรียนรู้ และแต่ละมาตรฐานการเรียนรู้หลัก ยังแบ่งป็นมาตรฐานย่อยๆ เกือบ 300 มาตรฐาน บางมาตรฐานประมาณ 30% เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ที่ซ้ำซ้อนกัน และการสอนโดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เหมาะสำหรับเด็กระดับประถมเท่านั้น ส่วนระดับมัธยมโดยเฉพาะม.ปลาย ควรสอนแบบทีชเชอร์เซ็นเตอร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีผู้เสนอความเห็นหลายคนว่า การจัดทำหลักสูตร ไม่ควรเป็นหน้าที่สพฐ.หรือศธ. แต่ควรให้หน่วยงานภายนอกจัดทำหลักสูตรแทน เพื่อให้การจัดทำหลักสูตรหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่มักจะเอาวิชาเป็นตัวตั้ง และดูว่าแต่ละวิชาควรสอนระดับใด ทั้งๆ ที่การจัดทำหลักสูตรที่ถูกต้องควรดูว่าความรู้อะไรที่เด็กต้องมี และออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกัน (คมชัดลึก จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net/news)





ศูนย์จีนศึกษา มรภ.เชียงใหม่

ศูนย์จีนศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ตั้งขึ้นจากการดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กับสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน และในปีการศึกษา 2544-2545 ยังได้ขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกวางซี และมหาวิทยาลัยครูยูนนาน ในตอนใต้ของจีนอีกด้วย ภารกิจของศูนย์แห่งนี้ คือ เป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งในด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งในด้านอื่นๆ ทุกๆ ด้านอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ และยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้สู่ความเป็นสากลอีกประการหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดการเรียนการสอน การให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน การวิจัยและพัฒนาส่งเสริมวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล (ข่าวสด อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ดันครูสอนภ.จีนเป็นสาขาขาดแคลน

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลสรุปการประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการเรียนรู้ภาษาจีนในประเทศไทยว่า ที่ประชุมเห็นว่าจะต้องมีการเร่งรัดทั้งการขยายโอกาสและการสอนภาษาจีนให้ได้คุณภาพ โดยจะเชิญนักวิชาการทั้งของจีนและไทยมาร่วมกันวางกรอบมาตรฐานหลักสูตรกลาง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถนำหลักสูตรไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ที่สำคัญหลักสูตรจะต้องมีความต่อเนื่องไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ขณะเดียวกันการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนควรจะส่งเสริมหลักสูตรสายอาชีพด้วย โดยมีการวิเคราะห์ว่าในแต่ละพื้นที่น่าจะส่งเสริมการสอนภาษาจีนให้เหมาะกับกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ได้อย่างไร ส่วนการจัดคาบเรียนในแต่ละโรงเรียนนั้นที่ประชุมยังเป็นกังวลว่าจะทำอย่างไรจึงจะจัดคาบเรียนได้อย่างเพียงพอ สำหรับครูที่จะมาสอนภาษาจีนนั้น มีการเสนอว่าจะต้องกำหนดมาตรฐาน โดยนำระบบการทดสอบการสอนภาษาจีนสำหรับชาวต่างประเทศของประเทศจีนมาใช้ โดยทางสถานทูตจีนรับที่จะนำระบบดังกล่าวมาทดสอบกับครูไทยที่จะสอนภาษาจีน นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่าควรจะมีการตั้งศูนย์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเห็นควรส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ไปเป็นครูสอนภาษาจีนอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันควรกำหนดให้ครูสอนภาษาจีนเป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลน เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ส่วนปัญหาขาดแคลนครูสอนภาษาจีน ทางรัฐบาลจีนยินดีส่งครูมาช่วยสอน แต่คงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของวัฒนธรรมไทย และลักษณะของเด็กไทยที่อาจจะมีวินัยในการเรียนน้อยกว่าเด็กจีน ซึ่งหากครูไม่เข้าใจจะทำให้เกิดปัญหาได้ (เดลินิวส์ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ดันกรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ส่งชื่อ มี.ค.49-คนไทยอ่าน นสพ. 72%

ศ.เกียรติคุณ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะคณะกรรมการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 10 และประธานคณะกรรมการโครงการบางกอก ฟอร์ เวิลด์ บุ๊ค แคปิตอล 2008 กล่าวแถลงข่าวว่า ในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์ถ่ายทอดความรู้โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ ทำให้ความรู้มนุษย์ยุคนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย จึงต้องหาวิธีนำความรู้ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยสร้างสังคมฐานความรู้ เริ่มจากรณรงค์ให้คนไทยอ่านหนังสือ กลายเป็นสังคมการอ่าน เพื่อที่จะเติบโตเป็นสังคมการเรียนรู้ นายธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จัดมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 10 ในวันที่ 6-16 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมออกร้าน 811 ร้าน มีหนังสือออกใหม่กว่า 1,000 เรื่อง การจัดงานปีนี้ไม่เพียงต้องการรณรงค์ให้คนไทยรักการอ่านเท่านั้น แต่ต้องการกระตุ้นให้คนไทยร่วมกันผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งหนังสือโลกในปี 2008 ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านของยูเนสโก โดยสมาคมจะส่งชื่อและรายงานของกรุงเทพฯ ให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกในเดือนมีนาคม 2549 สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือประชากรทั่วประเทศ 59.2 ล้านคน พบว่ามีผู้อ่านหนังสือ 40.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 69.1 มีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ 18.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30.9 ส่วนประเภทหนังสือที่ประชาชนอ่านอันดับ 1 คือ หนังสือพิมพ์ร้อยละ 72.9 นวนิยาย การ์ตูน หนังสืออ่านเล่นร้อยละ 45.4 และนิตยสาร ร้อยละ 36.9 ตำราเรียนร้อยละ 10.2 หนังสือธรรมะคิดเป็นร้อยละ 5.7 ส่วนเนื้อหาสาระชอบอ่านอันดับ 1 คือ ข่าวร้อยละ 45.6 บันเทิงร้อยละ 25.6 และพบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยแต่ละวัน 1 ชั่วโมง 59 นาที (คมชัดลึก พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





เผยผลประเมินโรงเรียนไม่ผ่านกว่าครึ่ง

ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยผลสรุปการประเมินภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ขณะนี้สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 40,000 โรง ได้รับการประเมินภายนอกครบแล้ว ซึ่งจากการประเมินผลสรุปในเบื้องต้น 17,651 แห่ง ประกอบด้วยสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 15,983 แห่ง สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 752 แห่ง การปกครองส่วนท้องถิ่น 703 แห่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 87 แห่งและกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน 36 แห่งนั้น พบว่าในด้านผู้เรียน ส่วนใหญ่ที่ได้มาตรฐาน คือความเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม แต่ที่ยังไม่ได้มาตรฐาน คือ ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ ความรู้ และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร ทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รวมถึงความรักในการทำงาน ด้านผู้บริหาร ส่วนที่ได้มาตรฐาน คือภาวะผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการทั่วไป ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา ส่วนที่ยังไม่ได้ มาตรฐานคือการบริหารวิชาการ ด้านครู สิ่งที่ได้ มาตรฐานคือวุฒิการศึกษา แต่ที่ยังไม่ได้มาตรฐานคือความเพียงพอของครูและความสามารถของครู ในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาพรวมของสถานศึกษานั้น 45% ได้มาตรฐานแล้ว แต่อีก 55% ยังไม่ได้มาตรฐาน โดยในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กของรัฐที่อยู่ในชนบท อย่างไรก็ตาม สมศ.ได้รายงานผลสรุปการประเมินภายนอกสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเบื้องต้นดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแนะเร่งด่วน ต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการแล้ว . (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





’ป้าอุ’แนะพิพิธภัณฑ์เลิกสุมของโชว์ ชี้ ร.ร.ต้องใจกล้าพาเด็กออกนอกรั้ว

จากการสัมมนาเรื่อง “บูรณาการพิพิธภัณฑ์ไทย ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่โรงแรม รอยัลซิตี้ กรุงเทพฯ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.วัฒนธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาของพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ หลาย ๆ คนมองว่าเป็นสถานที่เก่า ดูอึดอัดคับแคบ เนื่องจากบางแห่งนำสิ่งของทุกชิ้นที่มีอยู่มาจัดแสดงทั้งหมด จึงทำให้ประชาชนไม่อยากจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ ดังนั้นพิพิธภัณฑ์เองควรปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ โดยทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น ตั้งแต่การปรับแต่งสถานที่ให้ดูปลอดโปร่ง ไม่ให้หนาแน่นมากจนเกินไป และควรนำระบบหมุนเวียนเข้ามาใช้ สิ่งของใดที่ไม่ได้จัดแสดงก็นำไปเก็บไว้ในคลังของกรมศิลปากรก่อน ซึ่งน่าจะลดความแออัดและทำให้ห้องจัดแสดงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ดังนั้นควรปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของการ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ในแง่มุมของการเรียนรู้ การศึกษา และวิถีการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น โดยจัดให้สถานศึกษาพาเด็ก ๆ มาเรียนรู้ตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่สถานศึกษาบางแห่งไม่กล้าพาเด็ก ออกนอนโรงเรียน เพราะกลัวจะเกิดอันตรายขึ้นนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็ก อีกทั้งระบบการศึกษาในปัจจุบันก็ไม่เน้นให้เด็กเรียนรู้แต่ในห้องเรียน แต่ต้องให้เด็กได้แสวงหาความรู้ด้วยตาของตนเองด้วย เพราะจะทำให้เด็กเกิดความจดจำได้มากกว่าการให้ความรู้ด้านอื่น อย่างไรก็ตามสถานศึกษาต้องรู้ฐานะของตัวเองด้วยว่าจะควบคุมเด็กได้มากน้อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย เช่น ให้ครู 2 คน ดูแลเด็ก 20 คน เป็นต้น. (เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





อาชีวะส่งครูชิมลาง แลกเปลี่ยนแคนาดา สอนอาชีพ-ฝึกภาษา

นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนพัฒนาบุคลากรกับสถานศึกษาในต่างประเทศ โดยเริ่มนำร่องส่งอาจารย์ในสังกัดจำนวน 12คน จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.) กาญจนบุรี, วอศ.ภูเก็ต, วอศ.อุบลราชธานี, วอศ.เชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิค (วท.) น่าน, วท.พังงา, วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) มุกดาหาร, วก.นวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน, วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา, วิทยาลัยสารพัดช่างศรีสะเกษ, วิทยาลัยพณิชยการบางนา และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย ไปศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนด้านการสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนซารินกินเลค ประเทศแคนาดา เป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 26ก.ย.-26 ต.ค.48 นอกจากนี้ยังจะเผยแพร่งานวิชาชีพงานศิลปะของอาชีวศึกษาด้วย ขณะเดียวกันทางแคนาดา ก็จะจัดส่งคณะครูและนักศึกษา จำนวน 45 คน มาเป็นอาสาสมัครช่วยสอนภาษาอังกฤษแก่นักศึกษาอาชีวะทั้ง 12 แห่งด้วย ทั้งนี้โครงการฯ ดังกล่าวถือแม่แบบในโครงการพัฒนาสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่อยู่ติดชายแดน จัดโปรแกรมการฝึกสอนทักษะวิชาชีพและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในลักษณะแคมป์อาชีวะ-อาชีพ ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว และกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่อไปด้วย (สยามรัฐรายวัน พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ศธ.พึ่งราชบัณฑิตยฯบัญญัติศัพท์การศึกษา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้สรุปผลการประเมินภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมข้อเสนอแนะเร่งด่วนให้ตนพิจารณา อาทิ เร่งพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัม ฤทธิ์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสูงขึ้น โดยเฉพาะในด้านคิดให้เป็นระบบครบวงจร เร่งรัดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เร่งรัดขอความร่วมมือให้คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ศึกษาศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ได้บัญญัติศัพท์เกี่ยวกับหลักสูตรต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะคำว่าหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรสถานศึกษา การบริหารยึดฐานสถานศึกษา หรือการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นต้น ตนจึงได้มอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำผลประเมินไปศึกษา รวมทั้งให้ สพฐ.ไปหารือกับ สมศ.ในเรื่องการประเมินภายนอกและการประเมินภายในสถานศึกษา เพื่อลดจำนวนหัวข้อของมาตรฐานที่จะนำมาประเมินลง และลดบทบาทภาระของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในสิ่งที่ไม่ควรต้องทำเองลงด้วย สิ่งที่ ตนให้เร่งทำเป็นอันดับแรกคือ ขอความร่วมมือให้ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์เกี่ยวกับหลักสูตร และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้เข้าใจตรงกัน โดยใช้คำว่า “สารานุกรมครุศาสตร์ หรือศัพท์ทางการศึกษา” เพื่อศธ.จะได้นำมาใช้ประกอบในการจัดทำคำแนะนำ คู่มือให้แก่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ได้ปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละส่วนให้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้จะขอให้ สมศ.ส่งเสริมการไปช่วยแนะนำมากกว่าการประเมินให้ผ่านหรือไม่ผ่าน หรือรับรองไม่รับรองเท่านั้น. (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





งานวิจัยครุศาสตร์จุฬาฯ ชี้"ร.ร.เอกชน"เจ๋งกว่า"รัฐ"

นายพฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตนมีนโยบายให้คณะครุศาสตร์ จุฬาฯทำการวิจัยการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และเป็นการวิจัยแบบสหวิทยาการ คือมีนักวิจัยจากสาขาวิชาอื่นมาช่วยทำการวิจัยด้านการศึกษา ทั้งนี้ จากการวิจัยที่ผ่านมาในเรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนโรงเรียนของรัฐและเอกชน พบว่าโรงเรียนเอกชนทำได้ดีกว่าโรงเรียนรัฐ ส่วนโรงเรียนรัฐทำได้เพียงผู้เรียนมีความสุขขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ มีผลการวิจัยในเรื่องคุณวุฒิครูที่สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ พบว่าโรงเรียนเอกชนทำได้ดีกว่า โดยจัดครูที่มีคุณวุฒิตรงวิชาเอกถึง 80% ส่วนโรงเรียนรัฐจัดครูสอนตรงวุฒิวิชาเอก 75% และจากผลการวิจัยเปรียบเทียบคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนรัฐและเอกชน พบว่าโรงเรียนเอกชนมีคุณภาพเหนือกว่าโรงเรียนรัฐ ทั้งที่รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายของโรงเรียนเอกชนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐ ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในด้านการศึกษา โดยปรับบทบาทสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ให้เป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนด้านการศึกษา หรือ BOI in Education "การส่งเสริมการวิจัยแบบบูรณาการเป็นเรื่องใหม่ ต้องระดมทั้งนักวิจัย นักวิชาการ ทุนวิจัย และผู้ใช้งานวิจัย โดยต้องตั้งเครือข่ายการวิจัยทางการศึกษา เพื่อรวมพลังนักวิจัยการศึกษาให้มุ่งมั่นวิจัยการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศแบบบูรณาการ" นายพฤทธิ์กล่าว (มติชนรายวัน ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





มหกรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 2

“มหกรรมอุดมศึกษา ครั้งที่ 2 หรือ University Fair 2005” ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2548 ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยระดมความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกว่า 100 สถาบันทั่วประเทศ ที่จะนำผลงาน นวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมข้อมูลการเรียนการสอนมาโชว์ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เก็บเกี่ยวความรู้กันอย่างเต็มอิ่ม การจัดงานในปีนี้ ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เล่าว่า จุดเน้นของงานในครั้งนี้ คือ “Dream” หรือ “ทุกความฝันมีคำตอบ” ที่ทุกคนสามารถเข้ามาหาฝันที่เป็นจริงให้แก่ตัวเองได้ ไม่ว่าจะฝันเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ ฝันที่จะได้ทำงานในองค์กรที่ดีและมั่นคง ฝันที่จะได้รับโอกาสดี ๆ หรือพบผลงานนวัตกรรมการวิจัยต่าง ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนเส้นทางชีวิตหรือสร้างธุรกิจให้แก่ตนเอง เป็นต้น โดยในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงนิทรรศการของมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน นิทรรศการทางการศึกษา Thailand Cyber University ที่จะนำเสนอความก้าวหน้าในการเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubators หรือ UBI) ที่จะเป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของบุคลากรในมหาวิทยาลัยกับการดำเนินงานในเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อความเจริญเติบโตของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ผู้เข้าชมงานยังจะได้ไขข้อข้องใจและได้รับความรู้ที่ถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียง และผู้ที่รู้ลึกในแต่ละเรื่องจากการเสวนาในหลายหัวข้อที่กำลังเป็นที่น่าสนใจของทุกคนอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องของระบบกลางการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่น หรือเรื่องกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ ICL รวมทั้งยังมีการแสดงผลงานวิจัย พัฒนาและการสร้างสรรค์นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ถือว่าเป็นสุดยอดผลงานของมหาวิทยาลัย เช่น หุ่นยนต์ใจดี ฮิว แมนนอยด์ตัวแรกของไทยที่เข้ารอบในการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก “Robocub Soccer Humanoid League” ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) หรือการสร้างเว็บไซต์ 180 องศา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ปัตตานี, ไหมอีรี่ แมลงเศรษฐกิจชนิดใหม่จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นแหล่งนัดพบของผู้ที่กำลังมองหางาน หรือต้องการสมัครงานและบริษัทที่ต้องการหาพนักงาน (Job Fair) ที่จะได้มาพบเจอกัน (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 24 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





กกอ.ไฟเขียวตั้งคณะแพทย์เพิ่ม 7 แห่ง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกกอ. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการขอจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ใหม่ 7 มหาวิทยาลัยได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ม.บูรพา (มบ.) ม.มหาสารคาม (มมส.) ม.เกษตรศาสตร์ (มก.) ม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส) ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) ม.อุบลราชธานี (มอบ.) และม.นราธิวาสราชนครินทร์ และเร็วๆ นี้ ตนจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและขออนุมัติในการสนับสนุนงบประมาณต่อไป ที่ประชุม กกอ.ยังได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพของการผลิตแพทย์ โดยเฉพาะการผลิตแพทย์ระดับพรีคลินิกและการขาดแคลนอาจารย์แพทย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยทั้ง 6 แห่ง ยกเว้น ม.นราธิวาสราชนครินทร์ ที่จะตั้งคณะแพทย์ใหม่ ได้มีการเตรียมการเรื่องการผลิตแพทย์ระดับพรีคลินิกไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องการเรียนการสอนในขั้นคลินิก โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับปากจะเข้ามาดูแล (คมชัดลึก เสาร์ที่ 24 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





ม.นเรศวรรับนิสิตโควต้าปี"49กว่า4พันคน

นายมณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า มน.จะรับนิสิตระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2549 ในระบบรับตรงหรือโควต้า โดยรับนักเรียนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี รวมถึง จ.พะเยา โดยจะรับนักเรียนตามขนาดของโรงเรียนเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งจะรับนิสิตในส่วนนี้รวม 4,439 คน คิดเป็น 70% แบ่งเป็นเรียนที่ มน.พิษณุโลก 3,614 คน ประกอบด้วย คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 266 คน คณะทันตแพทย์ 67 คน คณะนิติศาสตร์ 140 คน คณะพยาบาลศาสตร์ 49 คน คณะแพทยศาสตร์ 60 คน คณะเภสัชศาสตร์ 140 คน คณะมนุษยศาสตร์ 372 คน คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ 448 คน คณะวิทยาศาสตร์ 560 คน คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ 154 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 322 คน คณะศึกษาศาสตร์ 56 คน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 98 คน คณะสหเวชศาสตร์ 154 คน คณะสังคมศาสตร์ 392 คน คณะสาธารณสุขศาสตร์ 140 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 196 คน และเรียนที่ มน.วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา 825 คน ส่วนการคัดเลือก มน.จะร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดสอบคัดเลือกนักเรียนในเขตภาคเหนือโดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน โดยทาง มช.จะจัดสอบรายวิชาหลักวันที่ 24-25 ธันวาคม และ มน.จัดสอบรายวิชาเฉพาะวันที่ 26 ธันวาคม จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 18-22 พฤศจิกายน สอบถามรายละเอียดที่กองบริการการศึกษา มน. โทร.0-5526-1081 (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





มศวเลือกTCSติดตั้งWLAN พัฒนาสังคมการเรียนรู้นอกห้อง

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทุ่มงบฯโครงการเครือข่ายไร้สาย SWU WISE(Wireless Services for Education) โดยเลือกบริษัท เดอะ คอมมูนิเคชั่น โซลูชั่น จำกัด(TCS) เป็นผู้ติดตั้งด้วยเทคโนโลยีล่าสุด WLAN 2nd Generation ซึ่งมีระบบความปลอดภัยและการจัดการที่ Wireless ทั่วไปไม่สามารถทำได้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดตั้งโครงการเครือข่ายไร้สาย SWU WISE ซึ่งเป็นการติดตั้งระบบ Wireless LAN ทั้ง 2 แคมปัส คือที่ประสานมิตร 36 จุด และองครักษ์ 32 จุด เพื่อให้นิสิตได้ใช้งานเครือข่ายบัวศรีของมหาวิทยาลัยเพื่อสืบค้นข้อมูลสารสนเทศได้ทุกที่ตามที่ต้องการ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ นิสิตของที่นี่จะได้รับบัวศรีไอทีและรหัสผ่านตั้งแต่แรกเข้าเรียนจนจบการศึกษา เพื่อเป็นกุญแจเข้าสู่ระบบงานต่างๆ แบบออนไลน์ โดยปัจจุบันภายในมหาวิทยาลัยมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 3,000 เครื่อง สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายได้ตลอดเวลา สำหรับระบบ WLAN 2nd Generation มีจุดเด่นคือ ประหยัดต้นทุนในการติดตั้ง และง่ายต่อการจัดการ ทั้งด้านการดูแลรักษาและการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการจัดการระบบความปลอดภัย อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล การขออนุญาตเข้าใช้ระบบเครือข่าย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาใช้งานระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัย (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี


ผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าครั้งแรกของโลก

แพทย์สหรัฐเตรียมผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าครั้งแรกของโลก ใช้เทคนิคไมโครเซอร์เจอรีลอกใบหน้าผู้บริจาคมาใส่ใบหน้าคนไข้ที่เสียโฉมร้ายแรง สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (18 ก.ย.) ว่า พ.ญ.มาเรีย ซีมิโอนาว จากคลินิกคลีฟแลนด์ในสหรัฐ กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ด้วยการปลูกถ่ายใบหน้าให้กับผู้ป่วยที่เสียโฉมขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ท่ามกลางเสียงคัดค้านถึงความเหมาะสม และความจำเป็นที่แท้จริง วัตถุประสงค์ของการปลูกถ่ายใบหน้าก็เพื่อให้คนที่ใบหน้าเสียโฉมร้ายแรงไม่ว่าจะจากไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุได้มีชีวิตใหม่ เพราะการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันยังทิ้งร่องรอย อาทิ แผลเป็นที่มองดูหรือขยับได้ไม่เหมือนผิวธรรมชาติเอาไว้ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าการปลูกถ่ายใบหน้านั้นมีความเสี่ยงมากเกินไปสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการสาหัสถึงขั้นต้องเสียชีวิตหากไม่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าเหมือนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะจึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ ทั้งนี้ ใบหน้าของคนไข้จะถูกลอกออกหมดแล้วแทนด้วยใบหน้าผู้เสียชีวิตที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ รวมถึงอายุ เพศ และสีผิว การผ่าตัดจะใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง อาศัยเทคโนโลยีจุลศัลยกรรมหรือไมโครเซอร์เจอรีเพื่อเชื่อมเส้นเลือดดำ-แดงจากเนื้อเยื่อใบหน้าทั้งสองเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังต้องเย็บปลายเส้นประสาทประมาณ 20 เส้นเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้รับรู้ความรู้สึก และเคลื่อนไหวได้ หลังจากผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่อ 10-14 วัน ส่วนอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นนอกจากนี้ ยังต้องกินยาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านใบหน้าใหม่ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อไตถูกทำลาย หรือเป็นโรคมะเร็งได้ (คมชัดลึก จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net/news





"ทีดีอาร์ไอ" ชู 5 ยุทธศาสตร์ รื้อโครงสร้างอุตฯพลังงาน

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ผู้อำนวยการโครงการศึกษาปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยเน้นมิติการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผลศึกษาประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้านได้แก่ 1.ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าประหยัดพลังงาน 5% ของการใช้พลังงานใน 5 ปี ด้วยการส่งเสริมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟฉลากเบอร์ 6-7 และขยายอุปกรณ์ไฟฟ้ามีฉลากประหยัดไฟมากกว่า 10 รายการ อาทิ เครื่องซักผ้าด้วยโอโซน ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เพื่อกระตุ้นการใช้สินค้าดังกล่าว ปรับปรุงภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุกชนิดให้ใกล้เคียงกัน 2.เพิ่มส่วนแบ่งอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานต่ำ 3 สาขาใน 5 ปี โดยปรับราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาดตามต้นทุนจริง 3.เพิ่มผลิตภาพภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยสร้างตำแหน่งสินค้า ปรับปรุงเทคโนโลยีให้เอสเอ็มอี และให้สิทธิประโยชน์จากการหักค่าเสื่อมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงให้สิทธิพิเศษการลงทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงาน พัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำคัญให้มีการร่วมมือระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ 4.ประหยัดพลังงานภาคอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนเปลี่ยนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน วิจัยพัฒนาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน โดยตั้งกองทุนวิจัย และ 5.พัฒนาพลังงานทดแทน ควรตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายและราคาพลังงาน เพื่อกำหนดราคาแท้จริงของพลังงานแต่ละชนิด โดยคณะกรรมการต้องมีอิสระ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในกิจการพลังงาน และสร้างตลาดรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วในท้องถิ่น นอกจากนี้ ทีดีอาร์ไอ ยังเสนอยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยต้องปรับปรุงกฎหมายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกฎหมายส่งเสริมการลงทุน สำหรับเอกชนที่สนับสนุนการลงทุนด้านประหยัดพลังงาน รวมถึงสร้างเครื่องมือเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมด้านพลังงาน เช่น ภาษีมลพิษ (Green tax) นายดำริ เอกกมล ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กรมจะเสนอผลศึกษาดังกล่าวต่อคณะกรรมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานภายในเดือนนี้ และจะนำไปเป็นข้อมูลผนวกกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ของกระทรวงอุตสาหกรรม (กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ความจริงของสบู่ดำ พืชน้ำมันในอินเดีย

ดร.จี. อะรูมูแกม(Dr.G. Arumugam) ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยทางวิทยาศาสตร์ D1 Oils plc Product Development Centre : PDC ประเทศอินเดีย ได้ นำคณะดูงานจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กรมวิชาการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชื่อ "ทีมสบู่ดำไทย" (Thai Jatropha Team-TJT) ไปเมืองเชนไน และโคอิมบาตู ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 11-16 กันยายน 2548 "สารเคอร์ซิน(Cursin) หากนำมาสกัดจะได้คุณค่าทางด้านเภสัชกรรม ทั้งนี้ สารดังกล่าวจะย่อยสลายที่อุณหภูมิสูง ดังนั้น เมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันจำเป็นต้องผ่านกระบวนการความร้อน จึงไม่น่าเกิดอันตรายได้ อีกทั้งยังได้มีการตรวจสอบดินแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่ามีสารพิษใดๆ ปนเปื้อน" ดร.จี. อะรูมูแกม กล่าว นอกเหนือจากข้อคิดเห็นเรื่องสารพิษ สาระสำคัญที่ได้พบเห็นในด้านการส่งเสริมและการขยายพื้นที่ปลูกของรัฐบาลอินเดีย ได้มีนโยบายการส่งเสริมโดยให้การช่วยเหลือแก่เกษตรกรรายย่อยในในปีที่ 1 เป็นเงิน 7,500 รูปีต่อเฮกตาร์(1 รูปี เท่ากับ 0.9927 บาท) ปีที่ 2-3 ปีละ 1,500 รูปี และถ้ามีระบบน้ำหยด จะให้การสนับสนุนครึ่งหนึ่งของเงินลงทุน และให้การสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายหากพื้นที่มีปัญหาดินเค็ม รัฐบาลจะช่วยในการประสานงานประชาสัมพันธ์ และรวบรวมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย โดยมอบให้ภาคเอกชนกำหนดพื้นที่เป้าหมายปีละ 1 ล้านเอเคอร์ เป็นระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งทำการฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันราคาเมล็ดสบู่ดำในอินเดียตกกิโลกรัมละ 5 รูปี สำหรับราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 33.98 รูปี โดยราคาเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ จะไม่มีการชดเชย รัฐบาลอินเดียจึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน ได้แก่ สบู่ดำสำหรับการผลิตไบโอดีเซล ข้าวฟ่างหวาน และชูการ์บีทในการผลิตแอลกอฮอล์ เพื่อใช้ในการผลิตเอทานอล ที่มหาวิทยาลัยเกษตร Tamil Nadun ซึ่งมีการทดสอบระยะปลูก การให้ปุ๋ยของสบู่ดำพันธุ์ดี ขณะนี้มีอายุ 2 ปี ได้ข้อสรุปว่า ต้นสบู่ดำที่ปลูกให้ผลผลิตเฉลี่ยต้นละ 1 กิโลกรัมต่อปี โดยคาดว่าผลผลิตสูงสุดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าจะไม่เกิน 5 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี ทั้งนี้ ยังได้ทราบถึงข้อมูลค่าแรงในการเก็บเกี่ยวปีละ 9,600 รูปีต่อเฮกตาร์ โดยการเก็บเกี่ยวปีละ 4 ครั้ง ใช้คนเก็บเกี่ยวครั้งละ 3 คนต่อเฮกตาร์ หรือ 30 แรงต่อเฮกาตาร์ ค่าแรงงานวันละ(1 แรง) 80 รูปี ผลผลิตเฉลี่ย 2.5 ตันต่อเฮกตาร์ จากการดูงานในประเทศอินเดีย ทีมสบู่ดำไทย ต่างกล่าวว่า งานวิจัยด้านสบู่ดำในอินเดียเพิ่งเริ่มต้นประมาณ 2 ปี ผลผลิตที่ได้จากแปลงทดลองเป็นแปลงขนาดเล็ก และได้นำผลการทดลองมาคาดคะเนในระยะยาวเพื่อให้เอกชนส่งเสริมการปลูก และได้วางเป้าหมายในการผลิตสูงมาก โดยนำผลจากงานวิจัยที่ทดลองและเก็บเกี่ยวเฉลี่ยรายต้น มาประเมินผลผลิตและตั้งเป้าการผลิตไว้สูง เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยด้านสบู่ดำในประเทศไทยโดยรวมแล้วเห็นว่างานวิจัยในประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ก็สอดคล้องเช่นเดียวกับของประเทศอินเดีย โดยระบบงานมิได้ด้อยไปกว่ากัน (โดย วารุณี สิทธิรังสรรค์ warunee11@yahoo.com (มติชนรายวัน จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





นักวิทยาศาสตร์ชี้โลกร้อนต้นเหตุเกิดพายุถี่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ ระบุว่า สภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ 1970 มีพายุเฮอริเคนในระดับที่รุนแรงเทียบเท่าพายุเฮอริเคนแคทรีน่าเกิดขึ้นทั่วโลก เฉลี่ยเพียงแค่ 10 ครั้งต่อปี ขณะที่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีพายุเฮอริเคนระดับนี้เพิ่มขึ้นเป็น 18 ครั้งต่อปี ช่วงระยะเวลาเดียวกันอุณหภูมิของน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม 0.5 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถตั้งสมมติฐานได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกที่ร้อนมากขึ้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่จำนวนครั้งของพายุเฮอริเคนระดับรุนแรงที่เกิดเพิ่มขึ้น เฮอริเคนเป็นชื่อของพายุหมุนที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนพายุลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดียจะเรียกว่าพายุไต้ฝุ่น หรือพายุไซโคลน (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





วท.เร่งถังบรรจุก๊าซ

ดร.ประวิช รัตนเพียร รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการผลิตถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวี ที่ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จ.ลพบุรี โดย ดร.ประวิช เปิดเผยว่า ขณะนี้ วท.ได้ร่วมกับศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหม สร้างถังบรรจุก๊าชธรรมชาติหรือเอ็นจีวี โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ดัดแปลงขึ้นเพื่อสนับสนุนการใช้ พลังงานทดแทน โดยที่กำลังทำการทดลองผลิตคือ 1. ถังที่ทำจากวัสดุเหล็กกล้าชนิดพิเศษมาตรฐาน กับ 2. ถังที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต แต่ละชนิดจะบรรจุก๊าซขนาด 60-70 ลิตร ซึ่งในเดือน ต.ค.การผลิตจะเสร็จสิ้นก่อนจะนำไปทดลองใช้งาน จากนั้นประมาณต้นปี 2549 ถังบรรจุก๊าซจะสามารถนำมาใช้งานได้จริง. (ไทยรัฐ อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





เอไอเอสทำแว็พพอร์ทัลให้ลูกค้าอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบนมือถือได้เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานธุรกิจสื่อสารไร้สาย เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส เปิดให้บริการอ่านหนังสือพิมพ์บนมือถือเป็นรายแรกของไทยผ่านทางพอร์ทัลของโมบาย ไลฟ์พลาซ่า เหมือนอ่านจาก น.ส.พ. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการก้าวทันข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างฉับไวด้วยตัวเองทันทีที่ต้องการ เพียงเข้าไปที่แว็พพอร์ทัลของโมบายไลฟ์พลาซ่า (wap.mobilelife. ais.co.th) เลือกเมนู “อ่านหนังสือพิมพ์ใหม่ ๆทุกวันที่นี่” ก็จะพบกับรายชื่อ น.ส.พ.ต่าง ๆ ทั้ง เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด ประชาชาติฯ มติชนสุดสัปดาห์ คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ ฯลฯ แสดงเป็นภาษาไทย อ่านง่าย เหมือนอ่านจากหนังสือพิมพ์ หากต้องการอ่านข่าวจาก น.ส.พ.เล่มอื่น ๆ ก็ยังสามารถพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของ น.ส.พ. นั้นลงไป แล้วกดคลิกเพื่อลิงค์ไปยังเว็บไซต์นั้นได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการอ่าน น.ส.พ.แต่อย่างใด คิดเพียงค่า GPRS เท่านั้น (นาทีละ 1 บาท หรือตามแพ็กเกจ) สำหรับบริการ “อ่านหนังสือพิมพ์บนมือถือ” เป็นการพัฒนาบริการด้านข่าวสารจากเทคโนโลยีของโมบายไลฟ์ พลาซ่า ลูกค้าเอไอเอสสามารถเลือกดูข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น เขียนไดอารี่ส่วนตัว รวมถึงค้นหาข้อมูลอื่น ๆ ได้แบบไม่แตกต่างกับบนพีซี. (เดลินิวส์ อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ดาวหางเหมือนกันหมด วิเคราะห์ตอนถูกยานอวกาศชน

นักดาราศาสตร์ของหอดูดาวบนยอดเขามาอูนา กี ลงความเห็นว่า ดาวหางทุกดวงประกอบด้วยวัตถุธาตุแบบเดียวกันหมด ผิดจากที่เคยเชื่อกันว่าดาวหางแต่ละดวงอาจประกอบด้วยวัตถุธาตุต่างๆกัน นักดาราศาสตร์ชิค วู้ดเวิร์ด ของมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐฯ ได้สรุปความเห็น หลังจากได้ศึกษาวิเคราะห์ผลจากยานอวกาศ “ดีพ อิมแพค” พุ่งใส่ดาวหาง “เทมเปิล 1” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่แล้ว เขามีความเห็นสอดคล้องกับนักดาราศาสตร์คนอื่นๆที่หอดูดาวเคค ซูบารุและเจมินี พวกเขาเคยเชื่อกันว่า เพราะเหตุที่ดาวหางแต่ละดวงมีวงโคจรต่างกันมาก ด้วยเหตุนั้น จึงน่าจะมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน เขากล่าวในรายงานในวารสารทางวิชาการ “วิทยาศาสตร์” ว่า จากการวิเคราะห์ฝุ่นละอองที่พุ่งกระจายขึ้นจากการถูกชน พบว่ามันประกอบด้วยวัตถุที่เหมือนกับของดาวหางดวงอื่นๆ วัตถุเหล่านั้นเป็นน้ำ สารที่มีคาร์บอน เช่น พวกก๊าซอีเธน และสารประกอบซิลิกา เช่น แร่โอลิวีน อันเป็นแร่สีเขียวใช้ทำอัญมณี. (ไทยรัฐ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





สร้างฝายแม้วตามพระราชดำริ ททท.ร่วมแรงร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ

ในปีหน้า ซึ่งจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลอง 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดกิจกรรมเข้า ร่วมการเฉลิมฉลอง ด้วยการสร้างฝายแม้วจำนวน 80 พันฝาย ใน 25 ลุ่มน้ำ ใช้เวลา 3 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ฝายแม้ว เป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำแบบง่ายๆ โดยวัสดุธรรมชาติ คือ จะใช้ต้นไม้หรือลำไม้ไผ่ก็ได้ ทำเป็นโครงสร้าง แล้วกั้นด้วยก้อนหิน หรือจะเป็นกระสอบบรรจุดินกั้นทางน้ำ วางทับถมเรียงกันลงไปก็เป็นอันแล้วเสร็จ ส่วนจะทำเล็กหรือใหญ่นั่นก็แล้วแต่ขนาดของทางน้ำ หรือความสามารถของผู้สร้าง ไม่ได้จำกัดขนาด และ ไม่ต้องใช้วิศวกรคำนวณในความสูง ความหนาของตัวฝาย ขึ้นอยู่กับประมาณการประสบการณ์และดุลยพินิจ ส่วนจะให้มีการยึดติดของวัสดุที่มาสร้างเขื่อน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเข้าไปก็ถือว่าเป็นปัจจัยร่วม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย กองส่งเสริมการขายตลาดในประเทศ มีความตระหนักคุณประโยชน์และ นโยบายการสร้างฝายแม้วเฉลิมพระเกียรติ จึงได้จัดกิจกรรมในการเดินทางขึ้นไปร่วมในการสร้างฝายแม้ว ตามโครงการพระราชดำริขึ้นในพื้นที่ปริมณฑลโครงการหลวง ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 30 กันยายนถึง 2 ตุลาคม ผู้ใดอยากจะร่วมแรงร่วมใจในกิจกรรม (ลงมือสร้างฝายแม้วร่วมกับชาวพื้นที่สูง) และพักแรมที่ รีสอร์ตธรรมชาติอ่างขาง (คืนวันสร้างฝาย) ติดต่อได้ที่ กองส่งเสริมการขายตลาดในประเทศ ททท.หรือ Call center 1137 (จำนวนจำกัด) ได้ในเวลาราชการ. (ไทยรัฐ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ชวนเยาวชนไทยวัดเงาโลก

โลกของเรามีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ารู้เกิดขึ้นมากมายในแต่ละรอบปี ซึ่งทุกสิ่งล้วนหาคำตอบได้จากวิทยาศาสตร์ ดังเช่นที่ทุกคนรู้ว่าเวลากลางวันและกลางคืนจะยาวนานไม่เท่ากัน แล้วแต่ฤดูกาล เช่น ฤดูร้อน ช่วงกลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืน และกลับกัน ในฤดูหนาวจะมีช่วงกลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน แต่ใครจะรู้บ้างว่ามีอยู่เพียง 2 วันในรอบหนึ่งปี ที่กลางวันยาวเท่ากลางคืน หรือที่เรียกว่า อีควิน็อกซ์ (Equinox) หรือ วันราตรีเสมอภาค ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่โลกโคจรหันซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกทั้ง 2 ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เท่า ๆ กัน และแสงอาทิตย์ส่องลงมาตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณเดือนมีนาคม และกันยายนของทุกปี และในปีนี้ วันอีควิน็อกซ์ตรงกับวันที่ 21 กันยายน ด้วยเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญกอปรกับในวาระที่ครบรอบ 201 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA) ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ได้ร่วมกันเทิดพระเกียรติโดยการจัดทำ “โครงการบูรณาการภูมิปัญญาไทยและเทคโนโลยี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (The MONGKUT Project) ขึ้น โดยจะทำการปักธงตราสัญลักษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับวัดเส้นผ่านศูนย์กลางโลกในวันอีควิน็อกซ์ รศ.สุชาตา ชินะจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิ ภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่ากิจกรรมการปักธงวัดเส้นผ่านศูนย์กลางโลกนี้เคยเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชประสงค์ที่จะเห็นความเป็นไปของวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยเจริญขึ้น เพื่อให้ชาติตะวันตกยอมรับในความสามารถของคนไทย และสร้างความตระหนักรู้ในวิทยาศาสตร์ของสังคมไทย แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทุกอย่างสามารถคำนวณออกมาได้ และในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเกิดความรู้ความคิดทางวิทยาศาสตร์ ได้เห็นและศึกษากับโจทย์จริง ๆ ที่ไม่ใช่เรียนรู้จากในตำราเท่านั้น ทั้งนี้ การปักธง และรวบรวมข้อมูลจะมีขึ้นในวันที่ 21-23 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันอีควิน็อกซ์ ในเวลา 11.30-12.30 น. โดยเริ่มจากการตั้งเวลาให้เป็นเวลามาตรฐาน สามารถเทียบได้ที่กรมอุทกศาสตร์ โทร. 181 บันทึกตำแหน่งที่วัด เป็นค่าละติจูด ลองจิ จูดจากแผนที่ความละเอียดสูง หรือใช้เครื่องระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) โดยเสาธงที่ใช้ปักต้องมีความยาว 1.5 เมตร ปักเสาธงให้ตั้งฉากกับพื้น จากนั้นใช้อุปกรณ์การวัดที่มีความละเอียดสูง เช่น ไม้บรรทัด ที่มีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร หรือ เวอร์เนีย วัดเงาทุก ๆ 5 นาที โดยหาวิธีการวัดที่ละเอียด สูตรคำนวณมุม และเส้นผ่านศูนย์กลางโลก และส่งข้อมูลไปที่เว็บไซต์ www.lesaproject.com ทำการคำนวณขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก โดยใช้ตำแหน่งข้อมูล 2 ตำแหน่ง คือ ข้อมูลที่วัดได้เอง และข้อมูลจากโรงเรียนเครือข่ายต่างประเทศมาเทียบกัน (เดลินิวส์ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





นาซาเผยโครงการกลับสู่ดวงจันทร์

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(นาซา) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยโครงการมูลค่า 104,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4,160,000 ล้านบาท เพื่อการกลับสู่ดวงจันทร์ของชาวอเมริกัน ภายในปี 2561 บนยานที่ใช้ชื่อว่า "อพอลโล ออน สเตียรอยด์ส" นายไมเคิล กริฟฟิน ผู้อำนวยการนาซา เปิดเผยว่า โครงการนี้จะเหมือนกับโครงการอพอลโลที่นำมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์เมื่อปี 2512 แต่จะใหญ่กว่า โดยลูกเรือจะนั่งอยู่ภายในแคปซูลบริเวณด้านยอดบนสุดของจรวด และจะแยกการส่งยานขนส่งวัสดุอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากขึ้นสู่วงโคจรออกจากการส่งคนขึ้นไป สำหรับแคปซูลที่ใช้จะมีขนาด 18 ฟุต ใหญ่กว่าอพอลโลที่มีขนาด 12.8 ฟุต และของใหม่จะมีน้ำหนักมากกว่าเดิมราว 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยานใหม่จะสามารถขนนักบินอวกาศขึ้นไปได้ 6 คน ขณะที่อพอลโลบรรทุกได้ 3 คน และจะสามารถโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ได้นานถึง 6 สัปดาห์ ซึ่งการส่งคนขึ้นไปดวงจันทร์ครั้งใหม่นี้จะส่งคนขึ้นไป 4 คน และอยู่บนดวงจันทร์ราว 4-7 วัน ทั้งนี้ การส่งคนขึ้นไปบนดวงจันทร์ครั้งนี้จะเป็นการกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งของนาซา หลังจากหยุดปฏิบัติการไปเมื่อปี 2515 (ข่าวสด พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ดาวเทียมสปาย

เกาหลีเหนือ ประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ตั้งแต่ปี 2541 ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นหวั่นเกรงอันตราย ญี่ปุ่นจึงวางแผนส่งดาวเทียมสปายเพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวต่างๆ ของเกาหลีเหนือทั้งหมด 8 ดวง ตอนนี้ส่งขึ้นไปเรียบร้อย 2 ดวงแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2546 และมีแผนจะปล่อยดวงที่ 3 และ 4 ขึ้นสู่ท้องฟ้าตามลำดับ แต่เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิคในตัวแผงควบคุมคอมพิวเตอร์ในดาวเทียมดวงที่ 3 ทำให้การปล่อยตัวที่คาดว่าจะเป็นช่วงมีนาคม 2549 ต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อเปลี่ยนแผงควบคุมคอมพิวเตอร์และทำการทดสอบ ส่วนดวงที่ 4 ยังเป็นไปตามแผนที่จะปล่อยในเดือนเมษายน 2549 เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบอกว่าการส่งดาวเทียมไม่ได้มีเจตนาจะยั่วยุเกาหลีเหนือ แต่จะใช้ในจุดประสงค์อื่นๆ ด้วยเช่น การตรวจสอบพิบัติภัยธรรมชาติและสภาพอากาศ (ข่าวสด พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





พบแนวริมฝั่งทะเลบน ‘ไทตัน’ เป็นทะเลของก๊าซมีเทนเหลว

วารสารเรื่องวิทยาศาสตร์ “นิว ไซเอนติสต์” อันมีชื่อเสียงรายงานว่า ยานอวกาศ “แคสซินี่” ได้ส่งภาพถ่ายพื้นผิวดวงจันทร์ “ไทตัน” ด้วยเรดาร์มาให้ สามารถมองเห็นภาพริมฝั่งทะเลได้อย่างชัดเจน โดยมีรอยของทางน้ำไหลลึกเลยขึ้นไปบนฝั่งอยู่ตามภูมิประเทศโดยรอบ นายสตีฟ เวลล์ ผู้เชี่ยวชาญภาพเรดาร์ได้กล่าวว่า บริเวณที่เห็นเป็นแนวสีดำติดกับแนวชายฝั่งที่เห็นสุกสว่าง เป็นบริเวณที่เคยมีของเหลวหรือเคยเป็นพื้นที่เปียกในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ เขาบอกเสริมว่า แต่ของเหลวนั้นเชื่อว่าไม่ใช่น้ำ คงเป็นก๊าซมีเทนที่มีสภาพเหลว เนื่องจากอุณหภูมิเย็นจัดของพื้นผิว “ไทตัน” ต่ำถึงใต้ขีดน้ำแข็ง 179 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าทะเลของก๊าซมีเทน ในสภาพเหลวอาจจะมีสารไฮโดรคาร์บอนอย่างอื่นปนอยู่ด้วย และมันก็สอดคล้องกับที่เคยพบว่า ในบรรยากาศของไทตัน มีก๊าซมีเทนอยู่อย่างอุดม ดวงจันทร์ “ไทตัน” เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสุริยจักรวาล และเป็นดวงจันทร์ดวงเดียวที่มีบรรยากาศอยู่ และหนายิ่งกว่าบนโลกเราเสียอีก. . (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





สหรัฐฯ อวดยานดวงจันทร์ลำใหม่ พี่น้องกับอพอลโล

องค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เผยแผนสร้างยานอวกาศอพอลโลมูลค่า 104,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,160,000 ล้านบาท ที่จะนำมนุษย์ไปดวงจันทร์ครั้งที่ 2 ภายในปี 2561 ยานอวกาศดังกล่าวมีรูปร่างคล้ายแคปซูล ซึ่งจะถูกติดตั้งไว้บริเวณส่วนหัวของจรวดขับดัน และสามารถแยกตัวออกจากตัวลำเพื่อเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ นายไมเคิล กริฟฟิน หัวหน้านาซา กล่าวว่า ยานอวกาศรุ่นใหม่มีลักษณะเหมือนยานอพอลโล ที่เดินทางไปดวงจันทร์เมื่อปี 2512 แต่มีขนาดใหญ่กว่า นาซาแจ้งว่า ยานอพอลโลรุ่นเก่ามีขนาด 3.9 เมตร บรรทุกนักบินอวกาศได้ 3 คน ขณะที่รุ่นใหม่มีขนาด 5.5 เมตร และบรรทุกนักบินอวกาศได้ 6 คน รวมถึงสามารถอยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์ได้นานถึง 6 เดือน นาซาวางแผนจะส่งมนุษย์ขึ้นสู่ดวงจันทร์อีกครั้งอีก 13 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศจำนวน 4 คน และให้อยู่ในอวกาศนาน 4 ถึง 7 วัน (ไทยรัฐ พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ชูไวแมกซ์ ลดช่องว่างดิจิทัลชนบท

อัลคาเทลชู "ไวแมกซ์" เทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ ลดช่องว่างดิจิทัลคนชนบท แทนสายใยแก้วนำแสงหรือสายทองแดงที่ต้นทุนสูง เผยจุดเด่นคลื่นสัญญาณชัดเจน สามารถทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางได้ดี ฟรองซัวส์ เพอติด ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท อัลคาเทล เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 56% หรือราว 1.1 พันล้านคน เข้าไม่ถึงเครือข่ายสื่อสารของโลกปัจจุบัน เนื่องจากคนกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ และมีรายได้น้อย "การลดช่องว่างทางดิจิทัลของคนชนบท จึงต้องสรรหาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ อย่างในหมู่บ้านที่ห่างไกล ก็อาจเลือกใช้เทคโนโลยีไร้สายไวแมกซ์ แทนการลากสายใยแก้วนำแสง หรือสายทองแดง เพราะต้นทุนในการลากสายนั้นแพงกว่าการติดตั้งเสาส่งสัญญาณมาก" เพอติด กล่าว ทั้งนี้ ไวแมกซ์ เป็นเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ ใช้งานที่ย่านความถี่ 2-11 กิกะเฮิรตซ์ รัศมีทำการประมาณ 48 กิโลเมตร และมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุด 75 เมกะบิตต่อวินาที เร็วกว่าเครือข่าย 3 จีถึง 30 เท่า โดยจุดเด่นสำคัญคือ สามารถทำงานได้แม้จะมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรืออาคาร เป็นต้น นายวรวิทย์ จำปาไชยศรี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจสื่อสารทางสาย บริษัท อัลคาเทล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าเทคโนโลยีไวแมกซ์จะช่วยให้ผู้อาศัยในพื้นที่ห่างไกลใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ จากเดิมที่สายเคเบิลลากไปไม่ถึง นอกจากนี้ ไวแมกซ์ยังช่วยเสริมเครือข่ายบรอดแบนด์เดิมที่มีอยู่ในเขตเมืองได้ เพราะไม่ต้องขุดถนนวางสายใยแก้วนำแสง (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





นาซาทุ่มงบมหาศาล ลุยภารกิจเหยียบดวงจันทร์

นาซาทุ่มงบ 41.6 แสนล้านบาทส่งนักบินสหรัฐกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2561 หลังจากประสบความสำเร็จเมื่อ 36 ปีที่แล้ว ด้วยการส่งมนุษย์คนแรกไปเยือนดวงจันทร์มาแล้ว ไมเคิล กริฟฟิน หัวหน้าองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐ (นาซา) กล่าวว่า ขนาดของยานลำเลียงใหม่ หรือที่เรียกว่า ซีอีวี (Crew Exploration Vehicle : CEV) จะอยู่ที่ 5.5 เมตร ขณะที่อพอลโลมีขนาด 3.9 เมตร และแน่นอนว่ายานลำใหม่จะต้องหนักกว่าของเดิม 50% เพราะถูกออกแบบมาให้สามารถบรรทุกนักบินได้มากถึง 6 คน และที่สำคัญต้องสามารถลอยตัวอยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์ได้นานถึง 6 เดือนเต็มด้วย ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ในครั้งนี้ จะใช้นักบินอวกาศจำนวน 4 คน ที่จะต้องเดินทางร่วมกัน โดยแบ่งยานลำเลียงออกเป็น 2 ลำ ลำแรกสำหรับใช้บรรทุกนักบินอวกาศ (ซีอีวี) ส่วนลำที่สองจะใช้บรรทุกสัมภาระ และยานลงจอดบนดวงจันทร์ เมื่อยานทั้งสองถูกปล่อยออกจากพื้นโลก ตัวยานซีอีวีจะกางแผงโซลาร์เซลล์ในตัวออกมา เพื่อจัดหาพลังงานให้ตัวเอง จากนั้นจะโคจรมาเชื่อมต่อกับยานลงจอดบนดวงจันทร์ และพากันเดินทางสู่พื้นที่ดวงจันทร์เป็นลำดับต่อไป คาดว่าจะต้องใช้เวลา 3 วันตัวยานทั้งสองจึงจะมาถึงวงโคจรของดวงจันทร์ จากนั้นลูกเรือจะถ่ายตัวเองจากยานซีอีวีไปอยู่ในยานลงจอด และปล่อยให้ยานซีอีวีโคจรอัตโนมัติในวงโคจรของดวงจันทร์ เมื่อยานลงจอดถึงพื้นผิวดวงจันทร์แล้ว ทีมนักบินจะใช้เวลาสำรวจ 7 วัน จากนั้นก็จะกลับมาที่ยานลงจอด ซึ่งส่วนครึ่งล่างจะใช้เป็นสถานีฐานบนดวงจันทร์ ขณะที่ส่วนครึ่งบนจะเป็นตัวส่งนักบินกลับไปยังยานซีอีวีที่โคจรรออยู่แล้ว เพื่อลำเลียงนักบินกลับสู่พื้นโลก (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





"สุริยะ"บินสิงคโปร์ดูงานผลิตน้ำทะเลให้จืด-คาดใช้พันล.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในเดือนต.ค.จะเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อศึกษาการนำน้ำทะเลมาผลิตเป็นน้ำจืด ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์รับปากที่จะช่วยแนะนำเทคโนโลยีในการผลิต โดยยอมรับว่าการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ถ้าเป็นการผลิตเพื่อภาคอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนต่ำกว่าน้ำเพื่อการบริโภค และเชื่อว่าภาคเอกชนไทยจะสามารถลงทุนได้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนสำหรับการจัดหาน้ำให้เพียงพอในระยะยาว โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) พร้อมให้การสนับสนุนในเรื่องสิทธิประโยชน์ในโครงการลงทุน นายอุทัย จันทิมา ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) กล่าวว่า กนอ.อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดตั้งบริษัทผลิตน้ำจืดจากทะเล โดยเบื้องต้นมอบหมายให้บริษัท กัสโก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ทำหน้าที่ในการบริหารระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรมเป็นตัวกลางในการดำเนินการ ทั้งนี้ การลงทุนตั้งบริษัทเพื่อผลิตน้ำจืดต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท หากเอกชนให้ความสนใจลงทุนในลักษณะของการลงขัน บริษัทกัสโก้เป็นแกนนำ ถือหุ้นไม่เกิน 25% ที่เหลือเป็นเงินลงทุนจากภาคเอกชน โดยรูปแบบการผลิตน้ำจืดที่มองไว้มี 2 รูปแบบ คือ รีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำจืดที่ไว้ใช้เฉพาะอุตสาหกรรมอย่างเดียว ใช้งบฯลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลโดยตรง ซึ่งจะใช้งบประมาณสูงกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าไม่เกิน 1-2 เดือนนี้ รายละเอียดต่างๆจะชัดเจนมากขึ้น (ข่าวสด พฤหัสบดี ที่ 22 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงเรียน กทม.

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ได้ว่าจ้างให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์และโซลาร์ฮีตเตอร์ ในโรงเรียนสังกัด กทม. 12 แห่ง วงเงิน 9.9 ล้านบาท โดยได้ระบุให้ออกแบบลักษณะแผงโซลาร์เซลล์ ให้เหมาะกับลักษณะทางกายภาพและสอดคล้องกับการใช้งาน แยกเป็นโซลาร์เซลล์ที่จะติดตั้งเพื่อให้พลังงานไฟฟ้าส่องสว่าง ภายในโรงเรียนและโซลาร์ฮีตเตอร์เพื่อนำเอาพลังงาน แสงอาทิตย์ไปทำน้ำอุ่น เพื่อใช้ประโยชน์ในการฆ่าเชื้อในภาชนะต่างๆ หรืออาจใช้ทำความสะอาดอย่างอื่นด้วย โดยการดำเนินการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน ก.พ. 2549 โดยกระจายติดตั้งในโรงเรียนหลายแห่ง เช่น โรงเรียนประชานิเวศน์, โรงเรียนเบญจมบพิตร เป็นต้น. (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ถนอมภาพสีอายุยืน100ปี

นายวรินทร์ ตันติพงศ์พาณิช ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แคนนอน ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงานและกล้องดิจิทัล ได้เปิดตัวเทคโนโลยี "โครมาไลฟ์ 100" ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพิมพ์ภาพถ่ายแบบอิงค์เจ็ท โดยการรักษาสภาพสีของภาพถ่ายไม่ให้ซีดจาง หรืออยู่ยาวนานสูงสุด 100 ปี เทคโนโลยีโครมาไลฟ์ คือการปกป้องสีของภาพถ่ายบนวัสดุต่างๆ จาก แสง อุณหภูมิ ความชื้น และแก๊สชนิดต่างๆ ที่ล้วนมีผลทำให้สีภาพจางหาย หรือไม่สดใส เหมือนตอนที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องใหม่ๆ ยิ่งเก็บภาพไว้เป็นเวลานานสีของภาพก็จะจืดลงเหลือแต่สีของกระดาษเท่านั้น นอกจากนี้ แคนนอนได้เพิ่มความอัจฉริยะให้หมึกพิมพ์สำหรับพิมพ์ภาพถ่าย ด้วยการติดตั้งหลอดไฟแอลซีดีไว้ที่ตลับหมึกแต่ละสี เพื่อแจ้งเตือนเมื่อปริมาณสีในตลับหมึกเหลืออยู่น้อย และส่งสัญญาณไฟกะพริบถี่ขึ้นขณะเกิดข้อผิดพลาด อาทิ ผู้ใช้งานใส่ตลับหมึกสลับด้าน หรือสลับช่องสี เครื่องพิมพ์จะไม่ยอมทำงานจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ แคนนอนวางแผนจะประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพถ่าย ในรูปแบบเครื่องพิมพ์หรือปริ๊นเตอร์ชื่อ "พิกซ์" ซึ่งจะมีทั้งหมด 9 รุ่น รองรับการใช้งานตั้งแต่ระดับพื้นฐาน หรือพิมพ์ภาพถ่ายทั่วไป ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จนถึงการพิมพ์ของระดับมืออาชีพ ที่ต้องการคุณภาพภาพถ่ายสูง โดยสามารถพิมพ์ภาพถ่ายความละเอียดสูงที่ 9,600 จุดต่อนิ้ว (ดีพีไอ) พร้อมเชื่อมต่ออุปกรณ์ดิจิทัลที่สะดวกยิ่งขึ้น (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 23 http://www.komchadluek.net)





เวลส์เปิดสถานีวิทยุ พลังลม-แสงอาทิตย์

แคว้นเวลส์ของอังกฤษ ทดลองเปิดสถานีวิทยุพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นแห่งแรก หวังกระตุ้นจิตสำนึกด้านการรณรงค์ประหยัดพลังงาน รวมทั้งปลุกกระแสการใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สถานีวิทยุเพื่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมีชื่อว่า "เพรซีลี่ เอฟเอ็ม" ตั้งอยู่ในโบสถ์บนเนินเขาของเขตเพมโบรกเชียร์ แคว้นเวลส์ ปัจจุบันมีผู้จัดรายการสลับกันทำหน้าที่ประจำสถานี 2 คน และออกอากาศวันละ 24 ชั่วโมง สำหรับกระแสไฟฟ้าหลักที่ใช้หล่อเลี้ยงสถานีวิทยุได้มาจากกังหันลมและแผงเซลล์สุริยะ อย่างไรก็ตาม รัศมีการออกอากาศของสถานีแห่งนี้ครอบคลุมแค่พื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตรเท่านั้น (ข่าวสด ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จับมือซีเมนส์ ติดตั้งเครื่องตรวจมะเร็งสุดแม่น - 24/9/2548

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ในโครงการติดตั้งเครื่องเพ็ทซีทีรุ่นไบโอกราฟ 16 (ET/CT Biograh16) ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวินิจฉัยมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ที่ให้ความละเอียดของภาพสูงเครื่องแรกในประเทศไทย ว่า การติดตั้งเครื่องนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง พร้อมทั้งพัฒนาการด้านการวิจัยทางการแพทย์ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดยซีเมนส์จะทำการติดตั้งเครื่องที่โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งของสถาบันวิจัยจุฬา รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งฯ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเครื่อง ET/CT จะให้ความละเอียดของภาพและความไวในการรับของสัญญาณแสงที่ดีที่สุดในโลกในขณะนี้ โดยเครื่อง ET/CT รุ่น Biograh 16 เป็นเครื่องที่สามารถตรวจหาความผิด ปกติของภายในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของเซลล์ร่างกาย สามารถระบุตำแหน่งที่มีความผิดปกติได้แม่นยำ และทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง เครื่องมือนี้สามารถใช้ตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น หรือ ตรวจหาการลุกลามของมะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆ ได้ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องดียิ่งขึ้น “เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของทางการแพทย์ไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครื่องมือนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการสนับสนุนของกองสลากกินแบ่งของรัฐบาลที่ทูลเกล้าฯ ถวายเงินสนับสนุน แด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อปณิธานของพระองค์ ในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งและพัฒนาการศึกษาวิจัยโรคมะเร็งต่อไป” ศ.เกียรติคุณ นพ.จรัส กล่าว (สยามรัฐรายวัน เสาร์ที่ 24 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





"ซิป้า" เตรียมทุ่มงบฯ400ล้านบาทพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 ประเภท

นายมนู อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน ) หรือ ซิป้า เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ของซิป้าในปี 2549ว่า จะใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ 4 ประเภทหลัก คือ 1.ซอฟต์แวร์ด้านแอนิเมชั่น ใช้เงินสนับสนุน 100 ล้านบาท 2.ซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจองค์กร ใช้เงินสนับสนุน 80 - 90 ล้านบาท 3.ซอฟต์แวร์เกมใช้เงินสนับสนุน 50 ล้านบาท และ 4.ซอฟต์แวร์ฝังตัวในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้เงินสนับสนุน 10 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการผลิต การสร้างบุคลากร และการตลาด ด้วยการนำผู้ผลิตไปร่วมแสดงผลงานยังต่างประเทศ เพื่อทำการตลาดในเชิงรุก. (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





ดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะอื่นดวงแรก

การค้นหาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น เป็นเหมือนกับการตื่นทองสำหรับนักดาราศาสตร์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นแล้วกว่า 150 ดวง แต่ละดวงมีมวลตั้งแต่ 100 ถึง 1,000 เท่าของโลก ซึ่งจัดว่าเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าสภาพแวดล้อมย่อมต่างจากโลกเป็นอย่างมากด้วย ดาวเคราะห์ที่นักดาราศาสตร์รอคอยค้นพบเป็นพิเศษคือดาวเคราะห์ที่เล็กหรือมวลใกล้เคียงกับโลก เพราะการค้นพบดาวเคราะห์ที่มีขนาดและสภาพแวดล้อมใกล้เคียงโลกจะหมายถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตแบบโลกก็มากขึ้นด้วย ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงล่าสุด ซึ่งนับเป็นดวงที่ 155 อาจทำให้ความหวังของนักดาราศาสตร์ใกล้ความจริงขึ้นไปอีกนิด เพราะมีมวลประมาณ 6-9 เท่าของโลกเท่านั้น นับว่าเป็นดาวเคราะห์ที่เบาที่สุดเท่าที่เคยพบ และเป็นครั้งแรกที่พบดาวเคราะห์หินที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้เป็นบริวารของดาว กลีส 876 (Gliese 876) ดาวกลีส 876 ซึ่งเป็นดาวแคระชนิดเอ็ม มีมวลประมาณหนึ่งในสามของดวงอาทิตย์ โคจรรอบดาวแม่เร็วมาก ใช้เวลาเพียง 1.94 วันเท่านั้นก็โคจรครบรอบ อยู่ห่างจากดาวแม่ 3.2 ล้านกิโลเมตร เทียบกับโลกซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 150 ล้านกิโลเมตร เนื่องจากดาวดวงนี้อยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก จึงร้อนมากด้วย มีอุณหภูมิตั้งแต่ 244-398 องศาเซลเซียส สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้จึงยังห่างไกลเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นดาวเคราะห์แบบโลก แต่นักดาราศาสตร์ยังคงค้นหาดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กลงยิ่งขึ้นไปอีก โครงการเคปเลอร์ของนาซาที่จะขึ้นสู่อวกาศในปี 2550 อาจช่วยให้ฝันของนักดาราศาสตร์เป็นจริงได้ในไม่ช้า (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ข่าววิจัย/พัฒนา


ผลิตยาฉีดเข็มเดียวอดบุหรี่-สกัดนิโคตินเข้าถึงสมอง

ศาสตราจารย์จัคส์ คอร์นุซ มหาวิทยาลัยโลซานน์ กล่าวว่า จากการทดลองกับกลุ่มคอยา ซึ่งเคยสูบพ่นควันมากระหว่างวันละ 10-40 มวน สามารถทิ้งมันลงอย่าง ในชั่วเวลา 9 เดือน ได้มากถึง 40% เขากล่าวต่อไปว่า ยาฉีดอดบุหรี่ออกฤทธิ์โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นในเลือด สกัดนิโคตินไม่ให้ไปถึงสมองได้ ธรรมดาเมื่อนิโคตินเข้าถึงสมอง มันจะทำให้สมองขับสารสื่อประสาทโดปามีน ก่อให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจออกมามากขึ้น ศาสตราจารย์นักวิจัยแจ้งว่า ผู้ที่ต้องการอดบุหรี่ เพียงแต่ฉีดปีละเข็มเดียวเท่านั้นก็พอ และคิดว่าจะผลิตออกสู่ตลาดได้ในปี พ.ศ. 2553 นี้. (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ซอฟต์แวร์จดจำทะเบียนรถ แปลงภาพเป็นตัวหนังสือ

นายพุฒิพันธุ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์และติดตั้งระบบไอที เปิดเผยว่า บริษัทได้พัฒนาโปรแกรมเฝ้าที่จอดรถอัจฉริยะ โดยผนวกโปรแกรมอ่านอักษร หรือที่เรียกว่าโอซีอาร์ภาษาไทย มาใช้งานร่วมกับระบบกล้องวงจรปิด ทำให้ระบบสามารถอ่านหมายเลขทะเบียนรถได้อัตโนมัติ จากนั้นจะแปลงข้อมูลภาพที่ได้ให้บันทึกในรูปของตัวหนังสือ จึงสามารถสืบค้นข้อมูลรถผ่านทางเลขทะเบียนได้โดยง่าย ในการใช้งานเพียงติดตั้งโปรแกรมร่วมกับระบบกล้องวิดีโอวงจรปิดทั่วไป จึงไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บไฟล์ข้อมูลเพิ่ม สำหรับความเร็วในการแปลงภาพเป็นตัวหนังสือนั้น ใช้ความเร็วที่ระดับ 10 เฟรมต่อวินาที แต่มีข้อจำกัดตรงที่รถต้องอยู่ในระยะที่ใกล้พอสมควร มุมกล้องต้องชัดเจน และขึ้นอยู่กับความละเอียดของกล้องด้วย หากมีความละเอียดมาก ก็จะสามารถจับภาพได้ในระยะที่ไกลมากขึ้น "หากต้องการสืบค้นข้อมูลการใช้บริการที่จอดรถของรถคันหนึ่ง แค่พิมพ์เลขทะเบียนใส่เข้าไป ข้อมูลก็จะแสดงออกมาทันทีเลยว่า ทะเบียนนี้เข้ามากี่โมง และออกกี่โมง มีประโยชน์มากในกรณีของหาย หรือสงสัยรถคันนี้อยู่" นายพุฒิพันธุ์ ยกตัวอย่าง บริษัทยังมีแผนนำระบบโอซีอาร์ภาษาไทยมาประยุกต์ใช้งานอีกหลายรายการ อาทิ การพัฒนาโปรแกรมอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ให้คนตาบอดฟัง โดยสามารถนำหนังสือไปทาบบนเครื่องสแกนทั่วไป ก็จะมีเสียงอ่านผ่านออกมาทางลำโพงให้ได้ยิน คาดว่าอีก 1 ปีจึงจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ ยังได้รับการติดต่อให้พัฒนาระบบโอซีอาร์สำหรับแปลงข้อมูลโฉนด 70 ล้านใบเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องอาศัยเวลานานพอสมควรจึงจะสำเร็จ (คมชัดลึก จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net/news)





เสาไฟฟ้าเติมพลังมือถือ

บริษัท อิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น ได้พัฒนาไฟสนามที่ใช้พลังงานหมุนเวียนสองระบบ ซึ่งนอกจากใช้เป็นเสาไฟส่องทางแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานยามแบตมือถือหมด หรือประสบภัยธรรมชาติ มัตซูชิตะ ได้ออกแบบและพัฒนาเสาไฟส่องสว่าง "คาเซ คาโมเม" หรือนางนวล เน้นการพึ่งพลังงานหมุนเวียนสองรูปแบบ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมที่ใช้กังหันแบบซาโวเนียส (กังหันเกลียวที่ออกแบบโดยวิศวกรชาวฟินแลนด์ เอส เจ ซาวอเนียส เมื่อปี 2465) ช่วยกันผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับหลอดไฟ กังหันรูปแบบดังกล่าวสามารถหมุนมอเตอร์ผลิตกระแสไฟได้ดี แม้ว่ากระแสลมจะไม่แรงนัก ขณะที่ออกแบบให้มีลักษณะโดดเด่นกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เสาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ยังสามารถรองรับกล้องดิจิทัล ที่เชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้คนเดินถนน และรถยนต์ หรืออาจประยุกต์ใช้ติดตั้งภายในโรงเรียน เพื่อตรวจสอบคนเข้าออกโรงเรียน เป็นไฟส่องสว่างตามทางวิ่งสำหรับจ๊อกกิ้งตามสวนสาธารณะ และใช้เป็นไฟส่องป้ายโฆษณา เป็นต้น นอกจากนี้ เสาไฟฟ้าดังกล่าวยังเป็นที่พึ่งยามยากของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสาร โดยสามารถอาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้านางนวล เพื่อชาร์จไฟให้กับโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกั ยังเหมาะสำหรับเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟขนาดเล็ก ให้พื้นที่ประสบภัยธรรมชาติได้เช่นกัน (คมชัดลึก จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net/news)





สถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่เฝ้าระวังก๊าซพิษจากโรงงาน

นายจิโรจน์ ณ นคร ผู้จัดการธุรกิจแร่ มารีน สิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้พัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบสำหรับใช้ตรวจคุณภาพอากาศจากปล่องโรงงานโดยตรง และอีกแบบสำหรับเก็บตัวอย่างอากาศโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม มาตรวจด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ได้มาตรฐานภายในสถานีเคลื่อนที่ ภายในสถานีจะติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร็วลม ทิศทางลม ความกดอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝน เพื่อดูทิศทางของการแพร่กระจายของก๊าซที่ออกจากปล่องโรงงาน โดยสามารถตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซที่ปล่อยออกโรงงาน และกฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจปริมาณก๊าซดังกล่าวปีละ 2 ครั้ง ด้านนายสมปอง เกียรติพร ผู้จัดการแผนกสิ่งแวดล้อมของ เอสจีเอส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบรถตรวจอากาศเคลื่อนที่ กล่าวว่า ใช้เวลาออกแบบและพัฒนาเกือบ 4 ปี โดยพิจารณาถึงพื้นที่ใช้สอย เพราะภายในรถจะต้องมีเจ้าหน้าที่ 1 คน ปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง รวมทั้งพิจารณาระบบระบายอากาศภายในรถ เนื่องจากรถคันนี้จะต้องดูดก๊าซเข้าไปตรวจสอบ และมีก๊าซมาตรฐานความเข้มข้นสูงสำหรับเปรียบเทียบ และอย่างสุดท้ายคือสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ในราคาไม่แพง (คมชัดลึก จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net/news)





พบสารต้านมะเร็งในตะไคร้

รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ม.เชียงใหม่ เจ้าของงานวิจัยเรื่องการวิเคราะห์หาสารต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่จากตระไคร้ค้นพบว่า สารสกัดจากตะไคร้สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้ โดยมีองค์ประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง และยังมีคุณสมบัติสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย เช่นกับบัวบกและทองพันชั่ง ก็มีสารสำคัญต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน (สยามรัฐรายวัน จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





รถหุ้มเกราะสะท้อนสะเก็ดระเบิด

แกรี่ เคลลี หัวหน้าทีมวิศวกรสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย หนึ่งในคณะผู้สร้างต้นแบบรถหุ้มเกราะรุ่น "อัลตร้า เอพี" ให้กับกองทัพสหรัฐ กล่าวว่า โครงสร้างรถรุ่นนี้ดัดแปลงมาจากรถบรรทุกเอฟ-350 ของฟอร์ด แต่ทำความเร็วได้ดีเพราะได้ทีมงานดูแลรถแข่งนาสคาร์เข้ามาช่วยพัฒนาด้วย ภายในห้องโดยสารของ "อัลตร้า เอพี" ยังกระจายการจัดวางเบาะที่นั่ง 4 จุดแยกต่างหากกัน ทั้งซ้าย ขวา หน้า และหลังตัวรถเพื่อสะดวกต่อการสังเกตสภาพแวดล้อม และตำแหน่งที่นั่งยังไม่ตรงกับล้อรถ ซึ่งเป็นโครงสร้างรถอันดับต้นๆ ที่มักไปทับกับระเบิดของข้าศึก ส่วนภายนอกห้องโดยสารยังติดตั้งเกราะกันกระสุนและแรงระเบิดแบบบางๆ ซึ่งสามารถสะท้อนสะเก็ดระเบิดได้ด้วย (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





นักวิทย์น้อยกับการสร้างภูมิต้านทานโรคพืช

นางสาวนาฏระพี วันเทียม โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ นักเรียนทุนในโครงการ พสวท. ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ศึกษาทำเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณเอนไซม์ไคติเนสของต้นพริกขี้หนูที่ถูกทำลายทางกายภาพ กับต้นพริกขี้หนูโดยทั่วไป” เนื่องจากเอนไซม์ไคติเนสสามารถย่อยไคติน ได้ โดยทั่วไปเอนไซม์ดังกล่าวที่พบในพืชจะมีปริมาณน้อย แต่จะถูกเหนี่ยวนำให้สร้างขึ้นในปริมาณที่มาก กว่าเดิมเมื่อพืชถูกทำลาย โครงงานนี้ศึกษาเอนไซม์ไคติเนสที่พริกสร้างมาเพื่อต่อต้านการถูกทำลายทางกายภาพ ซึ่งจะทำให้พืชอ่อนแอลงและอาจจะติดโรคได้ง่าย โดยหารูปแบบและปริมาณเอนไซม์ไคติเนสในพริก รวมทั้งระดับของแอคติวิตี้ของเอนไซม์ชนิดนี้ด้วย โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก วิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนทั้งหมดและปริมาณของเอนไซม์ไคติเนสที่เกี่ยวข้องกับกลไกการป้องกันตัวเองในต้นพริกขี้หนูอายุ 25 วัน 40วัน และ 55 วัน ขั้นตอนที่สอง เปรียบเทียบระดับไคติเนส แอคติวิตี้ในต้นพริกขี้หนูก่อนและหลังถูกทำลายทางกายภาพ โดยใช้เทคนิค Native-Polyacrylamind Get Electrophoresis ผลการทดลองขั้นแรกพบว่า การทำลายทางกายภาพด้วยการเด็ดใบออก เป็นการกระตุ้นให้ต้นพริกขี้หนูผลิตโปรตีนออกมามากกว่าต้นที่ปลูกตามปกติ ส่วนผลการทดลองขั้นที่สองยังไม่สามารถบอกได้ถึงความแตกต่างของรูปแบบเอนไซม์ไคติเนสระหว่างต้นพริกขี้หนูปกติและต้นพริกขี้หนูที่ถูกทำลายได้ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงการทดลองต่อไป โครงงานนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ด้วยการกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ในพืช โดยเฉพาะพริกพืชเศรษฐกิจที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารไทย. (เดลินิวส์ อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





พัฒนารถยกสินค้าอัจฉริยะ ป้อนคำสั่งล่วงหน้าผ่านคอมพ์-ไม่ใช้คนขับ

เอกชนไทยพัฒนา "รถยกสินค้าอัจฉริยะ" สามารถทำงานยกของและจัดเรียงสินค้าในโกดังได้อัตโนมัติ หลังป้อนคำสั่งยกของในคลังสินค้าล่วงหน้า 30 คำสั่ง เผยทำงานเร็วกว่ารถยกทั่วไปถึง 4 เท่า ยกสินค้าได้สูงสุด 18 เมตร เหมาะใช้ในคลังสินค้าขนาดสูง และประหยัดพื้นที่จัดเก็บถึง 8 เท่า ภัทรพงศ์ นามสูงเนิน กรรมการผู้จัดการบริษัท พีเอ็นไครส์ จำกัด พัฒนา "สมาร์ท เครน" หรือเครนอัจฉริยะช่วยยกสินค้าเก็บในคลังสินค้าได้สูง 6-18 เมตร สามารถป้อนคำสั่งล่วงหน้าผ่านคอมพิวเตอร์ได้ 30 คำสั่งผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมและโปรแกรมบริหารคลังสินค้า การจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าทั่วไปจะใช้รถยกสินค้าไปวางหรือยกออกจากชั้นวาง ซึ่งข้อจำกัดของรถยกปัจจุบันคือสามารถยกได้สูงสุดเพียง 3 เมตร และต้องใช้คนควบคุมตลอดเวลา หากเป็นเครนอัจฉริยะ จะสามารถป้อนคำสั่งตำแหน่งที่ต้องการจัดวางไว้ล่วงหน้า และขณะยกสินค้ายังสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วย โปรแกรมควบคุมการทำงานมีอยู่ 2 โปรแกรม คือโปรแกรมในการควบคุมเครน สั่งงานให้เครนทำงาน นำของเข้า-ออก โดยป้อนตำแหน่งที่ต้องการจากคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ ส่งมาที่คอมพิวเตอร์ที่รถยกด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นอื่น อีกโปรแกรมหนึ่งก็คือโปรแกรมบริหารคลังสินค้า ซึ่งคอยบอกว่า ช่องสินค้าใดวางอยู่ รอให้นำสินค้าไปเก็บ หรือสินค้าชนิดเดียวกันอยู่ที่เซลล์ไหนบ้าง ต้องนำสินค้าที่ช่องไหนออกก่อนออกหลัง เนื่องจากสินค้ามีอายุการใช้งาน เช่น สินค้าในห้องเย็น เครนอัจฉริยะนี้ใช้เวลาในการพัฒนา 3 ปี และจะพัฒนาให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นเท่ากับเครนนำเข้าจากเยอรมนี จากขณะนี้วิ่งได้ 120 เมตรต่อนาที เป็น 240 เมตรต่อนาที และยังสามารถเลี้ยวได้ด้วยจากเดิมที่วิ่งทางตรงได้อย่างเดียว (คมชัดลึก อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





พัฒนาการของคอนกรีต

คอนกรีตในอนาคตอันใกล้กำลังจะเปลี่ยนไป และอาจถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของคอนกรีตเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่คอนกรีตชนิดใหม่ที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วยตัวของมันเองที่ถูกเรียกชื่อว่า Green Concrete ของบริษัทเอกชนในประเทศออสเตรเลียที่ชื่อว่า Tech Eco ที่เพิ่มแมกนีเซียมเข้าไปในส่วนผสมเดิมของคอนกรีต ทำให้คอนกรีตมีลักษณะเป็นรูพรุน ซึ่งทำให้สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ทั้งนี้การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาหินปูนและดินที่อุณหภูมิ 2,500 องศาเพื่อให้กลายเป็นซีเมนต์ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของคอนกรีตนั้น ประมาณกันว่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออก ไซด์เป็นปริมาณ 7-10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลกทั้งหมดในแต่ละปีเลยทีเดียว ที่สหรัฐอเมริกา นักวิจัยระดับศาสตราจารย์จาก University of Michigan ก็กำลังทำการวิจัยเพื่อสร้างคอนกรีตชนิดใหม่ที่ทำการเสริมแรงด้วยเส้นใยชนิดพิเศษ แทนเหล็กเส้นโดยทั่วไป เส้นใยที่แทรกอยู่ในทุกอณูของเนื้อคอนกรีต ทำให้เราสามารถดัดคอนกรีตให้มีรูปแบบตามต้องการได้ในระดับหนึ่ง ซ้ำยังมีความแข็งแรงและทนทานมากกว่าคอนกรีตแบบเดิมอีกด้วย และนี่ก็น่าจะทำให้วิศวกรและสถาปนิกรู้สึก “ชอบหน้า” ซึ่งกันและกันมากขึ้น ยามที่ต้องรับผิดชอบโครงการร่วมกัน ที่ State University of New York ที่มีการคิดค้นการเสริมแรงคอนกรีตด้วยเส้นใยคาร์บอนขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในคอนกรีตแล้ว เราจะสามารถตรวจจับแรงกด การบิดตัวหรือการผิดรูปร่างที่เกิดขึ้นแม้เพียงน้อยนิดได้ เมื่อสามารถมอนิเตอร์แรงกดที่เกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ เราก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคหรือเครื่องอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ภายในอาคารให้ทำงานอย่างสอดคล้องกัน เป็นต้นว่าระบบส่องสว่าง แสงไฟ ระบบปรับอากาศ หรือระบบทำความเย็นให้ทำงานเหมาะสมสำหรับจำนวนคนที่ใช้งานอยู่ในบริเวณดังกล่าว ณ เวลานั้น ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น และทำให้ตึกอัจฉริยะ ใกล้เคียงกับความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น (เดลินิวส์ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





กินผักลดอัตราเสี่ยงมะเร็งตับอ่อน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐ พบว่า ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานมันเทศ ข้าวโพด แครอท หัวหอม และผักในกลุ่มใกล้เคียงกันนี้ สามารถลดระดับความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับอ่อนได้ โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักขม กะหล่ำปลี และบร็อกโคลิ ล้วนแล้วแต่ให้ผลดีที่ไม่น่ามองข้าม ทีมงานได้สัมภาษณ์ชายและหญิงจำนวน 2,233 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน 532 คน โดยนำข้อมูลด้านสุขภาพและโภชนาการของทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบ และพบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็งนิยมบริโภคผักสีเขียวเข้มและสีเหลืองอย่างที่สุด นักวิจัยยังพบด้วยว่า การกินผลไม้ โดยเฉพาะส้มและจำพวกมะนาว แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่เท่ากับการกินผักสด แม้แต่ผักสีเขียวอ่อนและมะเขือเทศ ก็ยังมีประโยชน์น้อยกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีปรุงอาหารก็อาจลดสัดส่วนคุณค่าทางโภชนาการของผักลงไปได้ โรคมะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก เฉพาะในสหรัฐปีนี้คาดว่าจะมีผู้ป่วยใหม่ราว 32,180 ราย และคาดว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ราว 31,800 ราย (คมชัดลึก พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





พบวิธีตรวจสอบกายภาพ “ข้าว” ป้องกันการเจือปน

ปารณีย์ จิวะราพงศ์ และสิริรัตน์ พันสันกาน สองนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยถึงวิธีการตรวจสอบการปลอมปนของข้าวอื่นในข้าวหอมมะลิขึ้น โดยมี อาจารย์ สุนันท์ ปานสาคร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตลอดโครงการเจ้าของงานวิจัย กระบวนการตรวจสอบการปลอมปนของข้าวในปัจจุบันมักต้องใช้ความชำนาญของผู้ทำการทดสอบ ในการสังเกตคุณลักษณะภายนอกร่วมกับการทดสอบทางเคมี ซึ่งก็มีทั้งการย้อมสี การสลายเม็ดในด่าง และการตรวจสอบค่าอไมโลส ซึ่งก็ค่อนข้างจะใช้เวลานานและต้องอาศัยความชำนาญของผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็ค่อนข้างยุ่งยาก ดังนั้น จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่มุ่งหาวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบการปลอมปนของข้าวชนิดอื่นๆ ในข้าวหอมมะลิ โดยเราได้ศึกษาการตรวจสอบข้าวชนิดอื่นปลอมปนในข้าวหอมมะลิโดยวิธีทางกายภาพ ซึ่งประกอบด้วย การตรวจสอบค่าความแข็ง ตรวจปริมาณการดูดซึมน้ำ ตรวจการใช้ไอน้ำความดันสูงและอุณหภูมิสูงเริ่มจากวัดค่าความแข็งของข้าวหุงสุกแล้วโดยข้าวหอมมะลิ 100% ที่หุงสุกแล้วจะพบว่า มีค่าความแข็งต่ำกว่าข้าวชนิดอื่นคือ 20.078 (เปรียบเทียบกับ ข้าวปทุมธานี 1เท่ากับ 22.940 และข้าวสุพรรณบุรี 1 เท่ากับ 40.082) ดังนั้น หากมีการปลอมปนเกิดขึ้น ค่าที่ได้ก็จะสูงกว่าข้าวหอมมะลิอย่างแน่นอน ส่วนการตรวจปริมาณการดูดซึมน้ำมันนั้นก็สามารถบอกได้ว่ามีการปลอมปนของข้าวเกิดขึ้นเช่นกัน คือเราได้ทดสอบการใช้เวลาในการหุงที่ 20 นาที (ซึ่งเป็นเวลาในการหุงต้มข้าวหอมมะลิ 105 ที่สุก 100% ใน Water Bath) ซึ่งพบว่า ข้าวหอมมะลิ 105 มีการดูดซึมน้ำได้ดีกว่าข้าวปทุมธานี 1 และข้าวสุพรรรณบุรี 1 นั่นย่อมแสดงว่าหากข้าวหอมนั้นมีการปลอมปนในเวลาการหุงข้าวสุกที่เท่ากัน เม็ดข้าวที่ปลอมปนอยู่ก็จะใช้เวลาในการสุกมากกว่าข้าวหอมมะลิ 105 สำหรับการใช้ไอน้ำร้อนนั้นเราพบว่า ที่อุณหภูมิ 130 C๐ ความดัน 1.9 Kg/cm3 เมื่อใช้เวลาในการทดสอบ 1 นาที เวลาที่ใช้ให้ ความร้อน 30-35 นาที เวลาที่ใช้ลดอุณหภูมิ 3-4 นาที ก็สามารถระบุได้ว่ามีการปลอมปนของข้าวอื่นในข้าวหอมมะลิหรือไม่ คือถ้าหากมีการปลอมปนในข้าวหอมมะลิแล้วก็จะใช้เวลาในการทดสอบที่นานขึ้น เนื่องจากข้าวหอมมะลิอยู่ในกลุ่มของข้าวเจ้าที่มีค่าอไมเลสต่ำ แต่ในข้าวที่มาผสมอยู่ ส่วนมากจะเป็นข้าวเจ้าที่มีอไมเลสสูงกว่า ดังนั้น จึงมีอิทธิพลต่อค่าเวลาในการทดสอบทำให้ใช้เวลาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการทดสอบทางกายภาพที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีการตระเตรียมสารเคมี จึงสามารถลดต้นทุนในการจัดซื้อสารเคมีและใช้เวลาในการทดสอบค่อนข้างสั้น ในเมื่อเรามีวิธีการตรวจสอบการปลอมปนข้าวที่ไม่ยุ่งยาก และง่ายต่อการตรวจสอบอย่างนี้แล้ว นี่อาจจะทำให้ผู้ค้าขายข้าวได้หยุดคิดปลอมปนข้าว แล้วหันมาปรับปรุงคุณภาพของข้าวให้ดีขึ้นแทน และสำหรับประชาชนท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ อ.สุนัน ปานสาคร มหาวิทยาลัยเทคโลยีราชมงคลธัญบุรี ปทุมธานี (สยามรัฐรายวัน พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





หุ่นยนต์พลังแสงอาทิตย์

นักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันในสหรัฐ ซึ่งรวมตัวกันในนามกลุ่ม "เครือข่ายแม่น้ำ" หรือ "ริเวอร์เน็ต" เริ่มการทดลองส่งหุ่นยนต์สำรวจสภาพแวดล้อมใต้น้ำรุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว และประสบผลสำเร็จด้วยดี ในเบื้องต้นหุ่นยนต์ทำงานต่อเนื่องใต้น้ำได้นาน 10 วันที่ระดับความลึก 500 เมตร ที่สำคัญหุ่นรุ่นนี้มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าหุ่นยนต์สำรวจทะเลรุ่นอื่นๆ เนื่องจากใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน กลุ่มริเวอร์เน็ต แถลงว่า หุ่นยนต์สำรวจทะเลอัตโนมัติโดยทั่วไปใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน และต้องนำขึ้นมาประจุหรือชาร์จกระแสไฟฟ้าทุกๆ 4-8 ชั่วโมง แต่หุ่นยนต์ของริเวอร์เน็ตติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้ที่ด้านบน โดยเมื่อลอยขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จนเต็ม 1 ครั้ง กินเวลา 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานใต้น้ำต่อไปได้ 10 วัน นักวิทยาศาสตร์จะใช้หุ่นยนต์รุ่นใหม่นี้ตรวจวิเคราะห์สภาพสารเคมีและข้อมูลด้านชีวภาพในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง ธารน้ำ ท่อระบายน้ำ และอาจขยายประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ให้สามารถทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ใต้น้ำได้ด้วยในอนาคต ศาสตราจารย์อาร์เธอร์ แซนเดอร์สัน จากสถาบันเรนส์แลร์โพลีเทคนิค รัฐนิวยอร์ก หนึ่งในทีมงานพัฒนาหุ่นสำรวจใต้น้ำ กล่าวว่า ตรงบริเวณจมูกของหุ่นยนต์นั้นติดตั้งตัวไมโครเซ็นเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์และบันทึกลักษณะของสารเคมี สารพิษ และข้อมูลชีวภาพที่ปนอยู่ในน้ำ และยังสามารถติดตามไปถึงต้นตอของสิ่งเหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ (ข่าวสด พฤหัสบดี ที่ 22 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





วิศวะฯศรีปทุมอวดไอเดีย ตู้บีบอัดกระป๋องรีไซเคิล

“ตู้บีบอัดกระป๋องอะลูมิเนียม” เป็นผลงานของ “สิทธิชัย เชิญรัตนรักษ์” , “สุทธิพงษ์ พยงงาม” และ “ปทุมวดี บุญเลี้ยง” นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ศรีปทุม โดยมี ดร.กีรติ ชยะกุลคีรี อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ เครื่องนี้ทำงานโดยอินฟาเรดและไมโครสวิตช์ทำการตรวจ และคัดแยกวัตถุที่มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับกระป๋องอะลูมิเนียมเปล่า จากนั้นจึงทำการบีดอัด สำหรับตัวชุดบีบอัดกระป๋อง จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง พร้อมด้วยชุดแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นกระแสตรงในการขับเคลื่อนชุดเฟืองทดบีบอัดกระป๋อง โดยมีแรงกดในการบีบอัดประมาณ 62.72 กิโลกรัมฟุต ซึ่งจากการทำสอบการบีบอัดกระป๋อง 1 ใบ ในเวลาประมาณ 15 วินาที ใช้ไฟฟ้า 73.6 วัตต์ หรือคิดเป็นพลังงานไฟฟ้า ประมาณ 0.00031 หน่วย หรือคิดเป็นค่าไฟฟ้า ประมาณ 0.09 สตางค์เท่านั้น “สิทธิชัย” หนึ่งในทีมงานนักประดิษฐ์ บอกถึงความพิเศษของตู้บีบอัดกระป๋องอะลูมิเนียมอัตโนมัติเครื่องนี้ว่า คือสามารถบีบอัดกระป๋องได้โดยอัตโนมัติ และสามารถคัดแยกขยะชิ้นอื่นที่ไม่ใช่กระป๋องออกได้อีกต่างหาก ถ้าหากเป็นกระป๋องอะลูมิเนียมเปล่าก็จะทำการส่งลงไปบีบอัดและเก็บไว้ในถังเก็บ และเมื่อเต็มถังเก็บก็จะมีสัญญาณบอกให้ทำการถ่ายออกเพื่อส่งไปรีไซเคิลต่อ ส่วนขยะจำพวกถุงพลาสติกหรือกระดาษนั้น เครื่องจะแยกใส่ไว้อีกถังหนึ่ง ตู้บีบอัดกระป๋องอะลูมิเนียมอัตโนมัตินี้ ถูกออกแบบเพื่อจัดวางในสถานที่สาธารณะเช่น ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา หรือแหล่งชุมชนต่าง ที่มีปริมาณขยะประเภทกระป๋องอะลูมิเนียมเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นักประดิษฐ์กลุ่มนี้ยังมีโครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบนี้สามารถบีบอัดขยะชนิดอื่นได้อีกด้วย ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ม.ศรีปทุม บางเขต โทร.0-2579-1111 ต่อ 2270-2 (สยามรัฐรายวัน ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ม.นเรศวรทำแป้งหน้าเด้งจากรังไหมพิสูจน์แล้วผิวเนียน เตรียมจดลิขสิทธิ์

ผศ.ดร.เนติ วระนุช นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์แป้งทาหน้าลดริ้วรอยเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ที่ผ่านการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 30-50 ปี จำนวน 38 คนเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และตรวจสภาพผิวด้วยเครื่องมือพบว่า ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ยืดหยุ่นดีขึ้น ขณะที่ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง ทีมวิจัยได้ผสม "ซิริซิน" สารสกัดโปรตีนที่ได้จากรังไหมลงในเนื้อแป้ง โดยโปรตีนซิริซินมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาทิ ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง เพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันรังสียูวี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศ และมีผลการทดสอบทางคลินิกด้วย ส่วนโปรตีนซิริซินที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาจาก ดร.มาโนชญ์ สุธีรวัฒนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นผู้คิดค้นกรรมวิธีสกัดโปรตีนซิริซิน ขณะที่บริษัท สถาบันวิจัยศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพ จำกัด (ไอดีเอชเอส) สนับสนุนการทำแป้งทาหน้าแบบอัดแข็ง ทดสอบความแข็งของเนื้อแป้งและทำเป็นตลับ ผศ.ดร.ภิญญุภา เปลี่ยนบางช้าง นักวิจัยร่วม กล่าวว่า แป้งทาหน้าที่ใช้ทดสอบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งผสมโปรตีนซิริซินชนิดเอ และอีกกลุ่มหนึ่งผสมโปรตีนซิริซินชนิดบี ซึ่งโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะแตกต่างกันด้านโครงสร้างโมเลกุลและกระบวนการผลิต จากนั้นส่งให้อาสาสมัครคนละ 2 ตลับ สำหรับทาบริเวณท้องแขนแยกข้างละตลับ โดยที่อาสาสมัครไม่ทราบว่าตลับใดผสมโปรตีนชนิดเอหรือบี ผลทดสอบพบว่าโปรตีนซิริซินชนิดบี สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ จากการตรวจความยืดหยุ่นโดยใช้เครื่องวัดสภาพผิวหนัง และในการประเมินความปลอดภัยไม่พบสัญญาณใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการระคายเคือง ขณะนี้ อยู่ระหว่างยื่นจดสิทธิบัตรเครื่องสำอางแป้งอัดแข็งที่มีส่วนผสมโปรตีนซิริซิน และได้รับความสนใจจากภาคเอกชนที่จะซื้อเทคโนโลยี เพื่อทำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในปริมาณมากเพื่อจำหน่าย ส่วนการวิจัยขั้นต่อไปจะใช้โปรตีนซิริซินกับเครื่องสำอางชนิดอื่น โดยเฉพาะประสิทธิภาพป้องกันแสงยูวี (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 23 http://www.komchadluek.net)





มช.คิดเครื่องสกัดวิตามินเอ จากน้ำมันปาล์มดิบ

ดร.พัชรินทร์ ระวียัน ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยจัดสรรทุน 1 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการวิจัยคิดค้นกรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน และพัฒนาเครื่องมือราคาถูก ซ่อมบำรุงง่าย ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับสารสกัดแคโรทีนอยด์ใช้มากในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มวิตามินเอ โดยทั้งหมดต้องสั่งนำเข้าในราคา 6,000-100,000 บาทต่อกิโลกรัม จึงเชื่อว่าผลงานวิจัยจะช่วยลดการนำเข้าแคโรทีนอยด์ ส่วนความคืบหน้าขณะนี้ได้สร้างเครื่องต้นแบบแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการจดสิทธิบัตร นอกจากนี้ เอกชนให้ความสนใจที่จะพัฒนาเครื่องต้นแบบ เพื่อนำไปขยายใช้ในโรงงานขนาดใหญ่ หากสำเร็จจะถือเป็นโรงงานสกัดแคโรทีนอยด์จากน้ำมันปาล์มดิบรายแรกในไทย ส่วนทีมวิจัยจะศึกษาเพิ่มโดยผสมแคโรทีนอยด์ในนม เพื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กไทยขาดวิตามินเอ รวมทั้งศึกษาผสมในอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งต้องการสารอาหารสูง เช่น อาหารเช้า เครื่องดื่ม หรือใช้เป็นสีผสมอาหารในอุตสาหกรรมเนยเทียมและน้ำผลไม้ ดร.พัชรินทร์ กล่าวถึงเครื่องสกัดแคโรทีนอยด์ที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยว่า มีต้นทุนในการพัฒนาต่ำ อาศัยเทคโนโลยีพื้นฐานและดูแลรักษาได้ง่าย โดยหลักการทำงานคือ เติมเฮกเซนซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลายในน้ำมันปาล์มดิบ โดยเฮกเซนจะป้องกันแคโรทีนอยด์ไม่ให้แข็งตัว ณ อุณหภูมิต่ำ จึงสะดวกแยกส่วนที่เป็นไขน้ำมัน ออกจากเฮกเซนและแคโรทีนอยด์ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว จากนั้นระเหยแยกเฮกเซนออกไป และเหลือเฉพาะแคโรทีนอยด์ตามที่ต้องการ ทีมงานต้องวิจัยค้นหาองค์ประกอบที่เหมาะสม สำหรับสกัดแคโรทีนอยด์ออกมาในคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ปริมาณเฮกเซน ความเร็วในการกวน และด้วยวิธีดังกล่าวทำให้สามารถนำเฮกเซนกลับมาใช้ซ้ำได้อีก และได้แคโรทีนอยด์เข้มข้น 558 พีพีเอ็ม มีสีแดงเข้มกว่าและใสกว่าสีในท้องตลาดเล็กน้อย อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้อื่นจากส่วนไขมันที่แยกออกมา ก็คือ กลีเซอรีนสำหรับทำสบู่ และไขมันสำหรับทำน้ำมัน ซึ่งจะมีแคโรทีนอยด์หลงเหลือน้อยกว่าเดิม จึงช่วยลดภาระการสกัดทิ้ง โดยทั่วไปในน้ำมันปาล์มจะมีแคโรทีนอยด์สูงมาก ขณะที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มจะต้องสกัดทิ้งแคโรทีนอยด์ โดยใช้สารดูดซับก่อนส่งให้โรงงานกลั่น และในบางครั้งสารดูดซับนี้จะดูดซับสารอื่นๆ ไปด้วย เช่น สารเคมีตัวทำละลายที่นำมาใช้ในการสกัดน้ำมัน ทำให้เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เกิดต้นทุนในการกำจัด สำหรับการสกัดแคโรทีนอยด์จากสารดูดซับนี้ จะมีต้นทุนสูงกว่าวิธีสกัดแคโรทีนอยด์จากน้ำมันปาล์มดิบโดยตรง สำหรับเครื่องต้นแบบที่พัฒนานี้เหมาะสำหรับโรงงานขนาดกลางและเล็ก นอกจากจะใช้สกัดแคโรทีนอยด์จากน้ำมันปาล์มแล้ว ยังสามารถใช้สกัดวิตามินอีจากแหล่งต่างๆ เช่น น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันรำข้าว โดยใช้หลักการเดียวกัน แต่ต้องปรับด้านเทคนิคและพารามิเตอร์ที่เหมาะสม (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





สเปิร์มเรืองแสงช่วยวิจัยหมัน

ดร.จอห์น พาร์ริงตัน หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดหาวิธีแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากในคู่สมรส ด้วยการสะกัดยีนที่ทำหน้าที่ผลิตโปรตีนสีเขียวในตัวแมงกะพรุนมาใส่ลงในอัณฑะของหนูแฮมสเตอร์ เพื่อให้สเปิร์มของหนูสามารถเรืองแสงสีเขียวออกมา จากนั้นก็จะติดตามศึกษาหน้าที่ของยีนต่างๆ ของสเปิร์มที่มีส่วนสำคัญขณะปฏิสนธิ เพื่อดูว่ายีนตัวไหนอยู่ในภาวะผิดปกติ หรือทำงานบกพร่องจนทำให้เกิดภาวะหมันได้ สาเหตุที่เลือกแฮมสเตอร์เป็นสัตว์ทดลอง เนื่องจากมีสเปิร์มคล้ายกับมนุษย์ จึงสามารถใช้เป็นต้นแบบศึกษาพัฒนาการของสเปิร์ม โดยทีมงานชุดนี้ เชื่อว่าเทคนิคดังกล่าวจะทำให้นักวิจัยสามารถศึกษาหน้าที่ของยีนในสเปิร์มในหลากหลายแง่มุม และสามารถวิเคราะห์ลงลึกในรายละเอียดได้ สำหรับโปรตีนสีเขียวเรืองแสงที่แสดงอยู่ในบริเวณกลางลำตัวของสเปิร์มนั้น สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ และวิธีการนี้เองที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบหน้าที่การทำงานของสเปิร์มในแง่มุมต่างๆ ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





การ์ดนาโนส่งคลื่นสยบฤทธิ์สุรา-ยาสูบ

นายเอกชัย เลิศศิริธง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แอดวานซ์ แอนด์ สมาร์ท อินโนเวชั่น จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเข้า "การ์ดลดสารอันตรายจากสุราและบุหรี่" พร้อมด้วยการ์ดเพื่อสุขภาพอื่นๆ อีก อาทิ การ์ดระงับกลิ่นกาย การ์ดผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้า การ์ดช่วยการนอนหลับ การ์ดช่วยการทำงานของหัวใจ การ์ดช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Equation Nanotech สิงคโปร์ บริษัทดังกล่าวได้วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสิงคโปร์ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์การ์ดนำเข้าที่ภายในบรรจุสารออร์แกนิกหรือสารอินทรีย์ ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร (10-9 เมตร) ขณะที่สารอินทรีย์ในการ์ดแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามคุณสมบัติการใช้งาน จากนั้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยอุณหภูมิร่างกายหรือการสัมผัส สารนาโนเหล่านั้นจะปล่อยพลังงานที่เรียกว่า "ฟาร์ อินฟราเรด" ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในส่วนของการ์ดลดสารอันตราย คลื่นพลังงานจะไปทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพียงวางการ์ดไว้ใต้ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทนแผ่นรองแก้ว หรือสอดไว้ในซองบุหรี่ ประมาณ 20-30 นาที สารอินทรีย์จะดูดซับสารพิษในแอลกอฮอล์ นิโคติน และทาร์ออกจากบุหรี่ ซึ่งจะส่งผลให้รสชาติเครื่องดื่มและบุหรี่เปลี่ยนไป โดยระดับความเข้มข้นจะลดลง ด้านการทำงานของการ์ดอื่นๆ เช่น การ์ดช่วยนอนสำหรับผู้ที่นอนไม่หลับ จะวางการ์ดบนศีรษะก่อนเข้านอน คลื่นอินฟราเรดที่ถูกกระตุ้นและส่งเข้าสู่ร่างกาย จะช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย ปรับสมดุลร่างกาย ส่งผลให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น, การ์ดผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าจะวางไว้ในรองเท้า ช่วยลดแรงกดขณะเดินทำให้เดินได้นานขึ้นโดยปวดเมื่อยน้อยลง สำหรับการทดสอบคุณสมบัติของการ์ดสุขภาพเหล่านี้ ทางผู้ผลิตได้ร่วมทดสอบกับสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลในสิงคโปร์ และจีน ขณะที่ในประเทศไทยอยู่ระหว่างการทดสอบเช่นกัน แต่ในเบื้องต้นทำในกลุ่มอาสาสมัครจำนวนไม่มาก นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนงานที่จะประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตในสิงคโปร์ ที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนาโนมาใช้ประโยชน์กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทในอนาคตด้วย (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





รามาฯออกแบบประเมิน ตรวจคนเสี่ยงโรคหัวใจ

วันที่ 22 กันยายน นพ.สุกิจ แย้มวงศ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ หนึ่งในคณะวิจัยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ศึกษาการพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า จากข้อมูลการตายที่รวบรวมได้จากมรณบัตรของส่วนข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530-2540 พบว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้พัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เพื่อให้ประชาชนมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเป็นโรคด้วยตนเอง "แบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด มี 5 ข้อ ต้องตอบคำถามทุกข้อ เริ่มจากอายุ ถ้าอยู่ในช่วง 35-39 ปี ได้ -2 คะแนน อายุ 40-44 ปี ได้ 0 คะแนน อายุ 45-49 ปี ได้ 2 คะแนน อายุ 50-54 ปี ได้ 4 คะแนน เพศหญิงให้ 0 คะแนน เพศชาย 3 คะแนน พฤติกรรมสูบบุหรี่ กรณีไม่สูบ ให้ 0 คะแนน สูบบุหรี่ให้ 2 คะแนน หากแพทย์เคยบอกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ให้ 3 คะแนน ไม่เป็นความดันโลหิตสูง ให้ 0 คะแนน ถ้าเพศชายมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร หญิงรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร ให้ 4 คะแนน ถ้ายังไม่เกินให้ 0 คะแนน เมื่อรวมคะแนนแล้วได้ 0-5 คะแนน มีโอกาสเกิดโรคในเวลา 10 ปี ร้อยละ 0-1 คะแนนรวม 6-11 คะแนน มีโอกาสเกิดโรคในเวลา 10 ปี ร้อยละ 2-4 คะแนน รวม 12-14 คะแนน มีโอกาสเกิดโรคในเวลา 10 ปี ร้อยละ 5-10 คะแนน รวมตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป มีโอกาสเกิดโรคในเวลา 10 ปี ร้อยละ 10" นพ.สุกิจกล่าว (มติชนรายวัน ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ลำปางพัฒนาเครื่องปั่นใยสับปะรด

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง นำโดยผศ.เล็ก แสงมีอานุภาพ อธิการบดี และรศ.บุญชัด เนติศักดิ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม พร้อมคณาจารย์ คณะนักศึกษาโปรแกรมวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เดินทางไปมอบเครื่องปั่นใยสับปะรดให้แก่สหกรณ์บ้านทรายมูล ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ทั้งนี้ เครื่องปั่นใยสับปะรด มีประสิทธิภาพดีกว่าระบบเครื่องเดิม สามารถปั่นใยสับปะรดได้ในปริมาณมากกว่าและใช้เวลาน้อยกว่าเดิม เครื่องดังกล่าว ผลิตโดยฝีมือของกลุ่มนักศึกษาโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ จำนวน 7 คน ได้แก่ นายเจริญ นันทะศักดิ์ นายชาญชัย ยะปัญญา นายนภสินธุ์ เป็นปึก นายพล กันทะล้า นายภาณุพงศ์ จันระวัง นายวนชัย มะโนวัง และนายสุบิน ผิวมณี สำหรับเครื่องปั่นใยสับปะรดดังกล่าว ได้รับการพัฒนาจากเครื่องเดิม เช่น ใช้เวลาลดลงจากเดิม 8 นาที เหลือเพียง 4 นาที ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นต่อระบบการปั่นแห้งในเวลาเท่าเดิม และประหยัดพลังงานจากเดิมมากถึง 20% ต่อครั้ง และที่สำคัญ ราคาต้นทุนเพียง 11,500 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาเครื่องเดิมถึง 4,000 บาท (ข่าวสด ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ดันไทยศูนย์กลางธุรกิจเมล็ดพันธุ์

นายชวาลวุฑฒ ไชยนุวัติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเทคนิคการค้าเมล็ดพันธุ์ให้ถูกกฎหมายเรื่อง"ธุรกิจเมล็ดพันธุ์เพื่ออนาคต"ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะไทยมีความพร้อมในทุกด้าน ดังนั้น เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมหารือร่วมกับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมายการค้าเมล็ดพันธุ์พืชจากประเทศไทย (Trade mark)โดยเบื้องต้นคาดว่า ภายใน 5 ปีจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์จากปีละประมาณ 1.5 พันล้านบาท เป็นปีละ 4-5 พันล้านบาท และลดการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศลงได้ 30-50% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังจะมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์การค้าในปัจจุบัน (ข่าวสด พฤหัสบดี ที่ 22 ก.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ข่าวทั่วไป


เตือนผู้หญิงมีลูกช้าฝืนธรรมชาติ เสี่ยงภัยหลายปัญหา

แพทย์หญิงซูซาน บิวลีย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการมีบุตรของกรุงลอนดอน ได้รายงานผลการศึกษาใน “วารสารการแพทย์อังกฤษ” ว่า ในระยะเวลา 20 ปีมานี้ พวกผู้หญิงอังกฤษพากันมีลูกคนแรกช้าลง จากที่เคยมีเมื่ออายุ 26 ปี กลับมาเป็น 29 ปี ทั้งที่วัยที่เหมาะกับการมีลูกมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 20-35 ปี พร้อมกับแนะนำว่า สตรีไม่ควรจะมีลูกเอาเมื่ออายุเกินมากกว่านี้ เพราะหากรอจนอายุ 35 ปี การมีลูกจะมีปัญหายุ่งยาก ยิ่งถึง 40 ปีแล้ว จะยิ่งหนักขึ้นใหญ่ ผู้หญิงที่มีลูกเมื่อมีอายุ ต้องเสี่ยงกับโรคเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ต่างๆ การแท้งบุตร หรือได้ทารกตัวอ่อนไม่สมประกอบ และความผิดปกติทางโครโมโซมมากขึ้น พร้อมกับฝากบอกไปถึงพวกผู้ชายว่า “ผู้ชายที่มีลูกเอาเมื่อมีอายุ ก็เสี่ยงตาดีตาร้ายกับเขาด้วยเหมือนกัน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คุณภาพของตัวอสุจิก็จะเสื่อมถอยลง” (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ระบบผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไทยเยี่ยม

น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ของประเทศไทย ที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์แห่งประเทศไทยจำนวน 4,000 ราย ปลูก ได้รับการยอมรับถึงคุณภาพและระบบการผลิตจากนานาประเทศว่า สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง จนในการประชุมวิชาการในต่างประเทศเกี่ยวกับพืชอาหารสัตว์ ได้นำระบบการผลิตของเกษตรกรไทยไปอ้างอิงอยู่เสมอ นายจีระวัชร์ เข็มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองอาหารสัตว์ กล่าวว่า คุณภาพและระบบการผลิตของประเทศไทย เป็นระบบการผลิตที่ไม่มีในโลก เราผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยแต่ได้มาตรฐานและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ดีกว่าการผลิตในต่างประเทศที่มีการลงทุนและใช้เครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ต่างประเทศยอมรับและเรียกการผลิตเมล็ดพันธุ์แบบของเราว่า “การผลิตแบบประเทศไทย” ซึ่งเป็นการเรียกที่รู้จักกันไปทั่วโลกแล้ว จากคุณภาพและการเคารพในเรื่องของลิขสิทธิ์ ทำให้ตอนนี้หลายประเทศได้เข้ามาติดต่อขอให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์โดยประเทศญี่ปุ่นและประเทศเขตทวีปอเมริกาใต้ ที่ตอนนี้ผลิตและส่งออกไป 3 กลุ่ม คือ ในกลุ่มหญ้ากินนี หญ้าโร้ด และหญ้าลูกผสมมูลาโต โดยปีที่ผ่านมาส่งออกไป 60 ตัน มูลค่า 10 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 80 ตันมูลค่า 15 ล้านบาทในปีนี้ สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมีความต้องการเมล็ดพันธุ์หญ้าสูงมาก อย่างประเทศในเขตทวีปอเมริกาใต้ แต่ละปีนั้นต้องการเมล็ดพันธุ์เป็นหมื่นตัน ดังนั้น จึงเป็นตลาดใหญ่ที่ทางประเทศไทยน่าจะได้พยายามเข้าไปเปิดตลาดให้มากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่สำคัญของโลก แต่ทั้งนี้ ต้องมาคำนวณถึงต้นทุนเมื่อบวกค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว ว่าสามารถเข้าไปแข่งขันได้ (สยามรัฐรายวัน จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ไทยห่วงประโยชน์สิทธบัตรยา รอคุยเอฟทีเอสหรัฐที่ฮาวาย

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเตรียมเสนอเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในการประชุมเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหรัฐ รอบที่ 5 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 กันยายน 2548 ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐ ซึ่งทางสหรัฐเองเคยมีทีท่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นในการประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ขณะเดียวกันไทยยังจะแสดงความกังวลในเรื่องที่กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV เป็นห่วงกรณีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน เพราะเกรงว่าสหรัฐจะเสนอให้เพิ่มความคุ้มครองในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มากเกินกว่าข้อตกลง TRIPs Plus ในดับเบิลยูทีโอ ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ขยายระยะเวลาการถือครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี ในกรณีที่มีการพิจารณาการออกสิทธิบัตรล่าช้าหรือมีความล่าช้าในกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาแม้ว่าสหรัฐจะยังไม่เสนอมาอย่างเป็นทางการก็ตาม เพราะจะทำให้เกิดการผูกขาดในยาเฉพาะและทำให้ราคายาแพงขึ้น นอกจากนี้ฝ่ายไทยยังจะแสดงจุดยืน เรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเท่าที่ไทยยังมีกฎหมายบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และความคืบหน้าของการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรด้วย (สยามรัฐรายวัน จันทร์ที่ 19 ก.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ชายกินถั่วเหลืองลดอัตราเสี่ยง ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

รศ.น.พ.สิทธิพร ศรีนวลนัด ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ศิริราช กล่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นชนชาติที่กินถั่วเหลืองเป็นอาหารหลักนั้น มีอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำมาก แต่พอชาวญี่ปุ่นย้ายถิ่นฐานไปทำงานอยู่ประเทศตะวันตก อัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในคนกลุ่มนี้กลับสูงขึ้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เกิดจากการบริโภคอาหารที่ต่างออกไป กล่าวคือ ไม่ได้บริโภคโปรตีนถั่วเหลืองมากเหมือนแต่ก่อน แต่หันไปบริโภคอาหารที่มีไขมันและโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากๆ แทน ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารมะเร็งสากล ประจำเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็ยืนยันข้อสันนิษฐานนี้เช่นกัน โดยระบุถึงการวิจัยเชิงประชากรศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีนถั่วเหลืองและการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโปรตีนถั่วเหลืองเป็นประจำอาจช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายลงได้มากถึงร้อยละ 30 การวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากกับการบริโภคอาหาร ตามสถิติขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริโภคถั่วเหลืองนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง ดร.ลิน ยาน ผู้อำนวยการการวิจัยเรื่องโรคมะเร็งของเดอะ โซเล คอมปานี กล่าวว่า การบริโภคโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นประจำ นอกจากจะมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราการเกิดโรคเบาหวาน อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจอีกด้วย (คมชัดลึก อังคารที่ 20 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





องค์การอนามัยโลกให้เตรียมพร้อม หวัดนกฮือระบาดในคน

ดร.ชิเงรุ โอมิ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก กำหนดแจ้งเตือนให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขจาก 20 กว่าประเทศให้เตรียมการป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในหมู่คนด้วยกัน รวมทั้งการกำหนดแนวทางของประเทศเอเชีย-แปซิฟิกในการป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในคน ซึ่งคาดว่าอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน หลังจากที่อินโดนีเซียยืนยันผู้เสียชีวิตรายที่ 4 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตในเอเชียมีจำนวน 63 คน ทั้งนี้ ชาติพัฒนาหลายประเทศเตรียมสำรองยาทามิฟลูไว้เรียบร้อยแล้ว แต่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการระบาดของไข้หวัดนกยังไม่ได้ เตรียมสำรองยาไว้อย่างเพียงพอ ทั้งที่ต้นตอของโรคนี้มาจากเอเชีย ส่วนประเด็นอื่นที่จะได้หารือในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก ได้แก่ ปัญหาสุขภาพเด็ก การจัดการด้านสาธารณสุขหลังเกิดภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคเอดส์และวัณโรคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก. (ไทยรัฐ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





‘พิพิธภัณฑ์แมลง’ สมบัติอันล้ำค่าของชาติ

“พิพิธภัณฑ์แมลง” ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตึกจักรทอง กรมวิชาการเกษตร รับรองว่าที่นี่มีจำนวนแมลงให้ดูมากที่สุดในประเทศไทยอย่างแน่นอน “แมลงมีค่าล้ำ นำธรรมชาติสมดุล” ถือเป็นสโลแกนและเป็นสิ่งแรกที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นเมื่อก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์แมลงแห่งนี้ โดยมีการนำแมลงและสัตว์นานาชนิดมาจัดใส่ไว้ในตู้พลาสติกใส ภายในตู้ตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายป่า แสดงให้เห็นสภาพธรรมชาติในการดำรงชีวิตของแมลงและสัตว์อื่นที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันภายใต้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ซึ่งผู้เข้าชมจะได้พบกับเรื่องราวของแมลง ทั้งรูปร่างลักษณะ ความแตกต่างระหว่างแมงกับแมลง และทำไมแมลงจึงเป็นสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลก ท่านสามารถหาคำตอบได้ในจุดนี้ และยังจะได้เห็น “มหัศจรรย์แมลงหลากชนิด” ทั้งแมลงที่อาศัยอยู่บนบก ในดิน และในน้ำ นอกจากนั้นยังจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแมลงนานาชนิด ซึ่งจัดแสดงไว้ในตู้กระจกอย่างสวยงาม มีสีสันตระการตา อาทิ แมลงปอ ตั๊กแตนหนวดสั้น ตั๊กแตนหนวดยาว ตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ มวน จักจั่น แมลงวัน ด้วง กว่าง โดยเฉพาะกลุ่มผีเสื้อซึ่งมีมากมายจนจำชื่อได้ไม่หมด อีกทั้งยังได้เห็นแมลงแปลก ๆ เช่น แมลงช้าง แมลงปั่นใย และแมลงหนอนปลอกน้ำ และยังจะได้รู้จักกับ “หิ่งห้อย” ดีขึ้นด้วย ซึ่งมีรูปแบบการจัดแสดงทั้งตัวอย่างแมลงจริงผสมกับภาพถ่าย ประกอบคำอธิบาย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แมลงเพื่องานนิทรรศการ ของกรมวิชาการเกษตร ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าเยี่ยมชม และกรมวิชาการเกษตรยังจัดทำพิพิธภัณฑ์แมลงเพื่องานด้านวิชาการ มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพื่อการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะงานด้านอนุกรมวิธานแมลง ปัจจุบันมีแมลงในพิพิธภัณฑ์ที่ตรวจวิเคราะห์ชนิดแล้วประมาณ 9,000 ชนิด รวมกว่า 500,000 ตัวอย่าง นับเป็นแหล่งรวบรวมตัวอย่างแมลงและเป็นศูนย์ข้อมูลแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากสนใจที่จะเข้าเยี่ยมชมสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มวิจัยกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-6304 ทุกวันในเวลาราชการ. (เดลินิวส์ พุธที่ 21 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





แม่ชีศันสนีย์รับรางวัลระดับโลก ฐานะผู้ยุติความรุนแรงในเด็กสตรี

ถือเป็นความภูมิใจของประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน เข้ารับรางวัล “ซาวด์ ออฟ เดอะ เซคริด” หรือ “รางวัลเสียงแห่งความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งมูลนิธิลิฟวิ่ง เวลเนส โดยกลุ่มนักธุรกิจและคนดังในฮอลลีวู้ด ประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกันก่อตั้งขึ้น จัดมอบรางวัลดังกล่าวครั้งแรกแก่บุคคลที่สร้างสรรค์สิ่งที่ดีเพื่อสังคมโลกในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งผู้นำศาสนาและศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่ เดอะ ไฟรเออร์ ย่านเบเวอรี่ฮิล ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทำงานเพื่อยุติความรุนแรงในเด็กและสตรีแล้วยังมีบุคคลจากสาขาต่าง ๆ ที่ล้วนแต่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ารับรางวัลดังกล่าวได้แก่ องค์ดาไลลามะ นักบวชผู้ต่อสู้เพื่อสันติภาพชาวทิเบตรับรางวัลในฐานะผู้จุดประกายแห่งปัญญาเพื่อศานติสุขโลก, คีตาโร่ นักดนตรีชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่รับรางวัลในฐานะผู้สร้างสรรค์บทเพลงเพื่อศานติ, แอสลี่ จัดด์ นักแสดงสาวชื่อดังของฮอลลีวู้ดเข้ารับรางวัลผู้ทำงานด้านเอดส์ในเยาวชน แม่ชีศันสนีย์จัดโครงการบ้านสายสัมพันธ์ที่เยียวยาแม่ในครรภ์โดยใช้ธรรมะเพื่อตัดวงจรแห่งความรุนแรงซึ่งดำเนินการมานาน 10 ปี มีแม่และลูกที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวจำนวนกว่าพันคน ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้นำไปใช้ปฏิบัติในภาค ราชการ นอกจากนี้ยังได้ทำโครงการเพื่อป้องกันความรุนแรงในระดับครอบครัวอีกมากมาย อาทิ โครงการโรงเรียนพ่อแม่, ครอบครัวแห่งสติและภาวนากับความรัก ล่าสุดจัดตั้งโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ โดยใช้หลักธรรมเป็นแนวทางในการสร้างครอบครัวให้ชาวไทยซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 100 คนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





มมร.เจ้าภาพประชุม สุดยอดผู้นำพุทธโลก

ม.มหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ 4 ในวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2548 ที่กรุงเทพฯ คาดว่ามีผู้นำพุทธศาสนา นักวิชาการและพุทธศาสนิกชนจาก 23 ประเทศร่วมประชุมประมาณ 3,500 คน พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เปิดเผยว่า มมร.จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ 4 ในวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2548 ที่หอประชุมอาคารชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กองทัพเรือ กรุงเทพฯ คาดว่ามีผู้นำพุทธศาสนา นักวิชาการและพุทธศาสนิกชนจาก 23 ประเทศเข้าร่วมประชุมประมาณ 3,500 คน "การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้ผู้นำพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายานได้มาประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างนิกาย เชื้อชาติและดินแดน และให้ผู้นำพุทธศาสนาทั้งสองนิกายได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการเผยแผ่หลักธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนาให้แก่ชาวโลก รวมถึงเรียกร้องให้ชาวโลก หันมาสนใจ ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดสังคมที่สันติสุข และอยู่ร่วมกันอย่างมีความเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกัน" พระเทพวิสุทธิกวี กล่าว (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





ห้ามแท็กซี่หยุดรับส่งริมถนน 4 ถนนชั้นใน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเนวิน ชิดชอบ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมผู้แทนรถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) โดยนายเนวินให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าเห็นด้วยที่รัฐจะจัดหาที่จอดรถแท็กซี่ในหน่วยงานของรัฐ และสถานที่จอดของผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยมีเงื่อนไขว่า การกำหนดที่จอดเหล่านั้นจะเปิดให้แท็กซี่ทุกคันมีสิทธิจอด ไม่มีการจัดคิว ไม่มีการให้เป็นสิทธิหรือสัมปทานของใคร และมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันในการกำหนดจุดที่ควรจะเป็น โดยตั้งตัวแทนฝ่ายแท็กซี่ฝ่ายละ 6 คน คือฝ่ายนิติบุคคล 6 คน ฝ่ายเจ้าของรถ 6 คน และแบ่งพื้นที่โดยใช้ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นคณะทำงาน 2 คณะในการกำหนดถนนเส้นต่างๆ คือฝั่งกรุงเทพฯ กับธนบุรี ให้คณะทำงานทั้ง 2 ไปดูจุดที่ควรจะเป็นที่จอดร่วมกัน โดยจะแบ่งกรุงเทพฯ เป็นโซน จะดูเป็นถนนแต่ละเส้น ทั้งนี้ เบื้องต้นจะจัดระเบียบการจอดเฉพาะถนนเส้นหลัก ที่มีปัญหาการจราจรในพื้นที่ชั้นในที่มีปัญหาเรื่องการจราจรก่อน เริ่มจากพระราม 4, เพชรบุรีตัดใหม่, สุขุมวิท, รัชดาภิเษก เมื่อกำหนดโซนได้แล้วต่อมาคือการทำที่จอด จะเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป โดยขอความร่วมมือจากรัฐและเอกชน ส่วนฝ่ายแท็กซี่นั้นก็ต้องมีเงื่อนไขให้ความร่วมมือ คือตั้งแต่ 15 ต.ค. เป็นต้นไป ในถนนสายหลักที่มีปัญหาการจราจร ในชั่วโมงเร่งด่วน ผู้ประกอบการแท็กซี่ทั้งหมดจะไม่จอดรับส่งผู้โดยสารบนถนนสายหลัก คือจะต้องเลี้ยวไปที่จุดจอด แท็กซี่จะไม่รับส่งผู้โดยสารนอกจุดจอด ถ้ายังฝ่าฝืนจะมีคณะกรรมการกำหนดการลงโทษ จุดจอดรถจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่เป็นปัญหากับการจราจรและสะดวกสำหรับประชาชน โดยจะแบ่งเป็นโซนๆ แต่โซนรอบนอกอาจไม่อยู่ในกติกานี้ ส่วนเรื่องการบังคับผู้กระทำผิดนั้นก็มีกฎหมายอยู่แล้ว อาจปรับในส่วนบทลงโทษผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ในการดำเนินการกำหนดจุดจอดรถดังกล่าวจะมีผลครอบคลุมเรื่องป้ายแท็กซี่อัจฉริยะของ กทม.ด้วย ที่สำคัญที่สุดประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือด้วย ช่วยกันเดินไปที่จุดจอด แท็กซี่สามารถจอดในซอยได้ถ้าประชาชนช่วย โดยจากวันนี้จะไปคุยกับผู้ขับขี่ที่เช่ารถต่อไป. (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 23 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





อาหารเสริมหัวใจให้แข็งแรง

ข้อมูลจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า การจะป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจให้ได้ผลต้องทำ ตั้งแต่เด็กและทำต่อเนื่องตลอดไป โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ เกิดการสะสมของตะกรัน ไขมัน อันได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดสูง เครียดเรื้อรัง ความอ้วน และการไม่ออกกำลัง กุญแจสำคัญในการลดการสะสมตะกรันไขมันยังอยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม สรุปแล้วมีข้อแนะนำในการเลือกอาหารอย่างง่ายๆ คือ ลดอาหารทอด และเนื้อสัตว์ติดมัน ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตำแหน่งเดียวให้มากขึ้น ควรเพิ่มการบริโภคผักสด ผลไม้ที่มีสีหลาก หลายวันละ 5-7 สี ลดอาหารที่มีรสหวานจัด-เค็มจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำ อัดลม น้ำปลา เกลือ ของหมักดอง อาหารกระป๋อง เป็นต้น ลดอาหารที่มีคอเลสเทอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง และอาหารทะเล ยกเว้นปลา (ไทยรัฐ เสาร์ที่ 24 ก.ย. 48 http://www.thairath.co.th)






KMUTT Digital Library
Contact Digital Library : info@lib.kmutt.ac.th
Tel : 0-2470-8215