หัวข้อข่าวปีที่ 6 ฉบับที่ 46 ประจำวันที่ 2005-12-03

ข่าวการศึกษา

จี้จุดอ่อนอุดมศึกษาขาดมืออาชีพ อธิการบดี-อาจารย์ไม่พัฒนาตัว
ศธ.ปัดให้วิทยาฐานะครูอัตโนมัติ 5 หมื่นรายประเมินใหม่-ยันไม่เสียเวลาไม่อิงเอกสาร
เชียงรายเปิดศูนย์หนังสือจีน ส่งนศ.เปลี่ยนยูนนานก.พ.นี้
จุฬาฯเดินหน้าขึ้น 3/ด พนักงานมหาวิทยาลัย
สกศ.เร่งวางเกณฑ์ให้ทุนไปเรียนนอก
สกอ.ประกาศผลสอบวิชาเฉพาะประจำปี49
หวังเป็นฮับการศึกษาภูมิภาค ไทยออกหน้าตั้งม.อาเซียน
โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา สร้างชื่อกระฉ่อนโลก
แก้ตำราเรียนกำหนด"วันยุทธหัตถี"ใหม่
สอศ.จัดงาน1-4ธ.ค. โชว์สิ่งประดิษฐ์อาชีวะ
ร่างพ.ร.บ."ม.พระนครเหนือ"มีผลธ.ค.นี้
ม.เอแบคเปิดป.โท หลักสูตรอีเลิร์นนิ่ง
สนนท.นัดนักศึกษา 7 ธ.ค. ร่วมค้าน ม.นอกระบบ-เปิดเวที ม.บูรพา
ม.รังสิตตั้ง "สถาบันการบิน" ชู 3 หลักสูตรรับอุตสาหกรรมโต

ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี

เครื่องดูดควัน
วัดรู้อายุแน่นอนของดวงจันทร์ เก่าแก่ได้4.5พันล้านปีเศษ
พบก๊าซโลกร้อนพุ่งสูงสุดในรอบ 6 แสนปี
เตือนใช้โฟมบรรจุอาหารร้อนระวังสารเคมี
"มลพิษเสียง"คุกคามสัตว์ทะเล "โซนาร์ทหาร"ตัวการปลาวาฬเกยตื้น
ปาเปโระพี่เลี้ยงหุ้นยนต์
ผุดเทคโนโลยีให้พ่อแม่กอดลูกผ่านเน็ต
บำรุงราษฎร์ปูฐานงานวิจัยรับเมดิคัลฮับ
'ประวิช'สั่งเร่งผลิตถังก๊าซเอ็นจีวี
"สาหร่ายทะเล"ช่วยป้องกัน"ปะการัง"
จีนตั้งเป้าส่งคนเหยียบดวงจันทร์ ตั้งสถานีอวกาศขึ้นภายใน15 ปี
มดใช้กลิ่นเป็นป้ายจราจร พ่นทิ้งเป็นป้ายบอกเส้นทาง
พิสูจน์ลุยสำรวจขั้วโลกใต้พบภูเขาน้ำแข็งร้องเพลง
จีนเปิดตัวถุงยางไฮเทค ฉีด"โฟมนาโน"ฆ่าอสุจิ
มวล.พัฒนาเทคโนโลยี ช่วยวิสาหกิจใต้ตอนบน
หมอน้ำหอมเปลี่ยนหน้าคนสำเร็จรายแรกของโลก
“แมกนีเซียม” สำคัญกับร่างกายอย่างไร
ทีโอทีคิดชุดกันโทรศัพท์ตูมจากฟ้าผ่า
เนคเทคผุดซอฟต์แวร์วัดเสียงดัง
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จับมือทส. เปิดเวทีอนามัยสวล.เอเชียแปซิฟิก
เครื่องฉายสไลด์พลังแสงอาทิตย์ช่วยคนชนบทรู้หนังสือ
รัฐผนึกเอกชนตั้งดิจิทัล คอนเทนท์ ซิตี้
แพทย์รามาผูกกระเพาะลดอ้วน

ข่าววิจัย/พัฒนา

สร้างฟิล์มถ่ายภาพด้วยแบคทีเรีย ชัดกว่าฟิล์มวิทยาศาสตร์
แคลเซียมเสริมไม่ช่วยกระดูกแน่น
เปิดผลวิจัย CSR
กล้องถ่ายรูปฤาจะสู้แบคทีเรีย
มช.เจ๋งวิจัยเปลือกเงาะชลอความแก่
กห.หนุนผลิตบินไร้คนขับ ติดกล้องค้นหา-ควัก97ล.ให้จุฬานำทีมสร้าง
วิจัยว่านหางจระเข้รักษาโรคปริทันต์
เยอรมันผลิตหลอดดูดน้ำช่วยเด็กกินยา
แพทย์จุฬาฯชี้วัคซีนเอดส์ ต้องทดสอบภูมิคุ้มกันซ้ำ
จาก "ขยะข่า" มาเป็นกระดาษ
มอ.คิดได้ไง??? เครื่องวัดการไหลของน้ำในพืช
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลยกย่องนักวิทย์สหรัฐ-เยอรมัน
วิจัยว่านหางจระเข้รักษาโรคปริทันต์
วิศวกรสหรัฐพัฒนารถยนต์ ตรวจความเสียหาย-บอกเวลาซ่อม
ไวน์แดงรักษาโรคปวดตามข้อ ช่วยลดการอักเสบ-เร่งฟื้นฟู
มช.ชี้ลำไยอบแห้งช่วยต้านมะเร็ง
ทีเซลส์ให้ทุน"เภสัชพันธุศาสตร์" ศึกษาสารป้องกันมะเร็งที่สหรัฐ

ข่าวทั่วไป

ยูเนสโก"เผย43มรดกศิลปวัฒนธรรมโลก
ยุงมีนิสัยรักเกลียดเป็นบางคน โดยเฉพาะกับพวกเด็กเล็ก
ตื่นเสียงเล่าลือ พระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด
จุฬาชี้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่งตัวการฟันผุเหตุผสมผงขัดฟันขนาดไม่พอดีกับฟันแต่ละคน
4 จังหวัด-กทม.ส่อจมทะเล
ชี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทำเกิดโรคใหม่
งดอาหารเช้าต้นเหตุหลายโรค





ข่าวการศึกษา


จี้จุดอ่อนอุดมศึกษาขาดมืออาชีพ อธิการบดี-อาจารย์ไม่พัฒนาตัว

ดร.โทมัส ปากเกอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสจากสถาบันนโยบายอุดมศึกษา ของประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวในการประชุมระดมความคิดเห็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสหรัฐอเมริกา จะลดลงจากที่เคยสนับสนุน 74% เหลือ 64% เนื่องจากค่าใช้จ่ายการศึกษาและความต้องการของประชาชนที่จะเรียนสูงขึ้น รัฐบาลจึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งปัจจุบันมีเอกชนเข้าช่วยเพิ่มเป็น 18% รวมทั้งให้ผู้ปกครองและผู้เรียนร่วมรับภาระค่าเรียนเอง โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา เพราะวิจัยพบว่าผู้ที่จบอุดมศึกษาจะมีงานดี รายได้ดี และเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการศึกษาโดยตรง มหาวิทยาลัยในอเมริกา จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงอาจารย์และบุคลากรทุกระดับ เพราะพบปัญหาที่ว่าผู้บริหาร มักคิดว่าตัวเองเก่งแล้วไม่จำเป็นต้องพัฒนา แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ปล่อย จัดให้บุคลากรทุกคนต้องอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้อาจารย์ทำวิจัย โดยที่ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นผู้กำหนดหัวข้องานวิจัยและให้งบประมาณ เพื่อให้ผลของงานวิจัยสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศได้ ด้านนายกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยในอเมริกา จะให้ความสำคัญกับผู้บริหารที่จะต้องมีความรู้ ความสามารถ และเป็นมืออาชีพ ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยการคัดเลือกผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดี คณบดี จนถึงหัวหน้าภาค มักมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง รวมทั้งผู้บริหารไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร อาจารย์ผู้สอนไม่ค่อยได้ทำงานวิจัยที่จะพัฒนาตัวเองหรือพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นจุดที่ทำให้อุดมศึกษาไทยอ่อนแอ (สยามรัฐรายวัน จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





ศธ.ปัดให้วิทยาฐานะครูอัตโนมัติ 5 หมื่นรายประเมินใหม่-ยันไม่เสียเวลาไม่อิงเอกสาร

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติให้ทำการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน 2 กลุ่มคือ ผู้ที่เคยประเมินและผ่านการประเมินแล้ว ประมาณ 12,000 คน แต่เป็นการประเมินตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู 2523 และผู้ที่เคยประเมินเป็นอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ แต่ยังไม่ผ่านการประเมินในส่วนของผลงานทางวิชาการ อีกประมาณ 38,000 คน โดยให้ทำการประเมินใหม่ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อให้ได้รับเงินวิทยฐานะชำนาญการ 3,500 บาท และเงินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท ไม่ใช่ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 54 และมาตรา 55 ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ที่กำหนดไว้ว่าผู้ที่ได้รับวิทยฐานะ จะต้องผ่านการประเมิน “การประเมินครั้งใหม่นี้ จะไม่ประเมินใหม่หมด 100% แต่จะให้เทียบโอนผลการประเมินที่มีอยู่แล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วน เช่น 70-75% และให้ประเมินเพิ่มเติมใหม่ในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 25-30% โดยเน้นในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน เช่น การสอนแบบใหม่ การปฏิรูปการศึกษา การใช้สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย เป็นต้น โดยที่ประชุมได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการหาคณะกรรมการประเมินในระดับเขตพื้นที่ฯ และให้นำเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ. อีกครั้งในวันที่ 16 ธ.ค. และคาดว่าครูอาจารย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้จะสามารถประเมินใหม่ได้ในเดือน ม.ค.2549 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ครู” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว (สยามรัฐรายวัน จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





เชียงรายเปิดศูนย์หนังสือจีน ส่งนศ.เปลี่ยนยูนนานก.พ.นี้

ผศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรช.) เปิดเผยว่า มรช.ได้ทำข้อตกลงกับสำนักพิมพ์มณฑลยูนนาน ให้เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการจำหน่ายหนังสือภาษาจีนจากมณฑลยูนนาน ทุกประเภทที่ตีพิมพ์เป็นภาษาจีน เช่น หนังสือด้านวิชาการทุกสาขา นวนิยาย เรื่องสั้น รายงานการวิจัย วารสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยจะจำหน่ายในราคาเท่ากับราคาปกหนังสือที่จำหน่ายในประเทศจีน ซึ่ง มรช.ได้มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาธุรกิจและสิทธิประโยชน์ เปิดร้านขายหนังสือภาษาจีนโดยเฉพาะและเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการในเร็วๆ นี้ หากร้านค้าในประเทศประสงค์จะนำไปจำหน่าย สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์หนังสือจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายแห่งเดียวเท่านั้น (คมชัดลึก จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





จุฬาฯเดินหน้าขึ้น 3/ด พนักงานมหาวิทยาลัย

คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้จุฬาฯ ได้นำเงินเหลือจ่าย และเงินรายได้อื่น ๆ จ่ายให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว ส่วนการเสนอให้เพิ่มเงินเดือนรอบใหม่ หลังจากข้าราชการได้ขึ้นเงินเดือนอีก 5% นั้น ขณะนี้จุฬาฯได้คิดสูตรการเพิ่มเงินเดือนพนักงานเรียบร้อยแล้ว โดยจะไม่เพิ่ม 5% เท่ากันหมดเหมือนข้าราชการ แต่จะเทียบกับซีของข้าราชการ คือถ้าข้าราชการซีใดได้รับเงินเดือนเพิ่มเท่าไหร่ก็นำตัวเลขนั้นไปบวกเพิ่มให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยที่เทียบเท่ากับซีนั้น ๆ เช่นข้าราชการเพิ่ม 600 บาท ก็บวกให้พนักงานมหาวิทยาลัย 600 บาท เป็นต้น ด้าน ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงบฯ กำลังสำรวจรายละเอียดของแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อจัดสรรงบฯเงินเดือนเพิ่มให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยตามมติ ครม. และขณะนี้ตนได้รับแจ้งจาก ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดีจุฬาฯ เกี่ยวกับหลักการเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย 5% ซึ่งรองอธิการบดีจุฬาฯ เสนอว่าจะไม่ขอขึ้นเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย 5% เหมือนข้าราชการ แต่จะขึ้นเงินเดือนให้ใกล้เคียงกับข้าราชการ โดยเมื่อคำนวณแล้วจะพบว่าพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ จะได้ขึ้นเงินเดือนอีก 3% ส่วนสายช่วยวิชาการเพิ่ม 4% ซึ่ง สกอ. ก็เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เนื่องจากฐานเงินเดือนของพนักงานมหา วิทยาลัยสูงกว่าข้าราชการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องไปสำรวจว่ามหา วิทยาลัยแต่ละแห่งมีพนักงานกี่คน และวงเงินที่ต้องเพิ่มเท่าใด จากนั้นให้ส่งกลับมายัง สกอ. โดยเร็ว. (เดลินิวส์ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





สกศ.เร่งวางเกณฑ์ให้ทุนไปเรียนนอก

ดร.อำรุง จันทวานิช เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาคุณภาพทรัพยากรบุคคลของประเทศ เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ประกอบกับธนาคารออมสินได้มอบเงินจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ โดยเน้นสาขาวิชาที่ขาดแคลนมาก ดังนั้นนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาไปจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางการจัดสรรทุนดังกล่าวเป็นกรณีเร่งด่วน พร้อมทั้งให้มีการจัดสรรทุนการศึกษาแก่บุคคลทั่วไปในวงกว้างด้วย ซึ่งขณะนี้ทางสภาการศึกษาได้ ตั้งคณะทำงาน เพื่อเร่งจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางการจัดสรรทุนการศึกษาอยู่ จากนั้นจะดำเนินการคัดเลือกและประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2549 เชื่อว่าใน 4-5 ปีข้างหน้าผู้ได้รับทุนจะสำเร็จการศึกษาและนำความรู้มาใช้พัฒนาประเทศ (เดลินิวส์ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





สกอ.ประกาศผลสอบวิชาเฉพาะประจำปี49

ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ประกาศผลสอบวิชาเฉพาะที่จะนำไปใช้ในระบบกลางการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่น ประจำปี 2549 แล้ว โดยผู้สอบสามารถตรวจสอบผลได้ทาง เว็บไซต์ www.cuas.or.th, www.ntthailand. com และ www.mua.go.th หรือสอบถามได้ที่ โทร. 0-2576-555 ตลอด 24 ชม. หรือสอบถามอัตโนมัติ โทร.0-2354-5470 โดยใช้เลขที่ใบสมัคร 8 หลัก และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทั้งนี้หากผู้สอบคนใดต้องการผลสอบก็สามารถพิมพ์ข้อมูลจาก เว็บไซต์ดังกล่าวได้ หรือถ้าจะขอข้อมูลมาทาง สกอ. ก็ได้ โดยส่งจดหมายพร้อมจ่าหน้าซองที่ชัดเจนถึงตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียม 20 บาท ส่งมาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เลขที่ 328 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กท. 10400 (สำนักทดสอบกลาง) สำหรับสถิติคะแนนสอบวัดความรู้วิชาเฉพาะปี 2549 ได้แก่ วิชาความถนัดทางวิศวกรรม มีผู้เข้าสอบ 45,725 คน คะแนนเฉลี่ย 33.65 คะแนน ช่วงคะแนนที่มีผู้สอบได้มากที่สุด คือ 30.01-40.00 จำนวน 18,989 คน, วิชาความถนัดทางสถาปัตยกรรม สอบ 8,163 คน เฉลี่ย 22.79 คะแนน ช่วงสอบ 20.01-30.00 จำนวน 3,215 คน, วิชาความถนัดทางวิชาชีพครู สอบ 76,914 คน เฉลี่ย 43.86 คะแนน ช่วงสอบ 40.01-50.00 จำนวน 26,998 คน, วิชาความรู้ความถนัดทางศิลป์ สอบ 1,596 คน เฉลี่ย 37.54 คะแนน ช่วงสอบ 30.01-40.00 จำนวน 640 คน, วิชาทฤษฎีทัศนศิลป์ สอบ 1,108 คน เฉลี่ย 39.56 คะแนน ช่วงสอบ 30.01-40.00 จำนวน 550 คน วิชาปฏิบัติทัศนศิลป์ สอบ 1,039 คน เฉลี่ย 27.16 คะแนน ช่วงสอบ 10.01-20.00 จำนวน 369 คน, วิชาทฤษฎีนฤมิตศิลป์ สอบ 1,530 คน เฉลี่ย 48.81 คะแนน ช่วงสอบ 40.01-50.00 จำนวน 675 คน, วิชาปฏิบัตินฤมิตศิลป์ สอบ 1,484 คน เฉลี่ย 34.28 คะแนน ช่วงสอบ 20.01-30.00 จำนวน 461 คน, วิชาวาดเส้น สอบ 2,087 คน เฉลี่ย 24.40 คะแนน ช่วงสอบ 0.00-10.00 จำนวน 815 คน, วิชาองค์ประกอบศิลป์ สอบ 1,385 คน เฉลี่ย 37.86 คะแนน ช่วงสอบ 0.00-10.00 จำนวน 238 คน และ วิชาความถนัดทางนิเทศศิลป์ สอบ 3,728 คน เฉลี่ย 19.38 คะแนน ช่วงสอบ 0.00-10.00 จำนวน 1,969 คน. (เดลินิวส์ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





หวังเป็นฮับการศึกษาภูมิภาค ไทยออกหน้าตั้งม.อาเซียน

นายพีระพันธุ์ พาลุสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในกรณีที่สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอาเซียน โดยเห็นว่าหากประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอาเซียน จะเป็นเรื่องที่ดี และไทยเองก็จะได้รับประโยชน์ในการชูบทบาทความเป็นผู้นำทางวิชาการ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในเวทีอาเซียน, เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้จากคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะของอาเซียน, นักเรียน นักศึกษาไทย จะมีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ และได้มีประสบการณ์ทางการศึกษาในประเทศสมาชิก, คุณภาพและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยอาเซียนจะดึงดูดนักศึกษา และอาจารย์จากประเทศสมาชิกให้เข้ามาศึกษา มาสอน และมาทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์การศึกษาในภูมิภาค และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยด้วย ที่ประชุมได้มอบให้ สกอ.กลับไปพิจารณาในรายละเอียดในส่วนของงบประมาณให้มีความชัดเจนขึ้น และรีบนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการรับเป็นเจ้าภาพการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียนต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ณ ประเทศมาเลเซีย ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ขณะนี้มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่หากประเทศได้รับให้เป็นเจ้าภาพก็จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียนภายในระยะเวลา 10 ปี (สยามรัฐรายวัน พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา สร้างชื่อกระฉ่อนโลก

คณะครูนักเรียนโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา จ.ลำปาง สร้างชื่อกระฉ่อนโลก คว้าเหรียญทองระดับโลกการประกวดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐคิดค้น งานวันนักประดิษฐโลกที่ประเทศเบลเยี่ยม นายเสกสรร กาวินชัย ตำแหน่งครูและบุคลากรทางการศึกษา 2 อาจารย์สาขาช่างก่อสร้าง หมวดอุตสาหกรรม โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ทางโรงเรียน คณะครูและนักเรียนของโรงเรียนมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ชิ้นงานฝึกทักษะจากเศษไม้ได้รับรางวัลเหรียญทองระดับโลก จากการจัดงาน "วันนักประดิษฐ์โลก (BRUSSELS EURAKA 2005) World Exhibition of Innovation, Research and New Technology" ระหว่างวันที่ 16 -20 พฤศจิกายน 2548 ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม นอกจากนี้ ยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นที่ 1 de Chevaller อัศวินของราชอาณาจักรเบลเยี่ยม โดยเป็นการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แด่นักประดิษฐ์คิดค้นผู้ทำคุณปะโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ สำหรับชิ้นงานฝึกทักษะจากเศษไม้ในชุมชนที่ส่งเข้าประกวด เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางการศึกษา การพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับการฝึกทักษะวิชางานไม้ ที่แตกต่างกันไปจากอดีต ซึ่งมีการใช้เศษไม้ หรือไม้เก่าเหลือใช้ โดยจะไม่เป็นการกระทบต่อสิ่งแวดล้อม





แก้ตำราเรียนกำหนด"วันยุทธหัตถี"ใหม่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุพร ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 7 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำหนดให้วันที่ 25 เมษายน ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แทนวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 โดยให้เป็นวันรัฐพิธีและมีการวางพวงมาลาสักการะ นอกจากนี้ยังกำหนดให้วันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันยุทธหัตถี และเป็นวันรัฐพิธี แทนวันที่ 25 มกราคมของทุกปี โดยทั้ง 2 วันที่กำหนดขึ้นไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้มติดังกล่าวจะมอบให้กระทรวงศึกษาธิการไปปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้ถูกต้องต่อไป (มติชนรายวัน พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





สอศ.จัดงาน1-4ธ.ค. โชว์สิ่งประดิษฐ์อาชีวะ

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวเป็นประธานแถลงข่าวจัดงาน "ประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ เทิดไท้มหาราชัน" โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับบริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทโปรเกรส อินฟอร์เมชั่น จำกัด บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ว่า ศธ.มีนโยบายสนับสนุนให้นักศึกษาอาชีวะพัฒนาองค์ความรู้และทักษะทางวิชาชีพในเชิงบูรณาการ โดยจัดโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ โดย ศธ.ร่วมกับบริษัทเอกชนจัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ในวันที่ 1-4 ธันวาคมนี้ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ กรุงเทพฯ โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 17 และพิเศษกว่าทุกปี โดยจัดงานเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรจำนวนมาก จะขอพระราชทานผลงานมาจัดแสดง รวมถึงแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเข้าประกวดระดับชาติ 125 ผลงานจาก 5 ภาค (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 48 http://www.komchadluek.net)





ร่างพ.ร.บ."ม.พระนครเหนือ"มีผลธ.ค.นี้

นายผ่อง เล่งอี้ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.... ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.... วุฒิสภามีการแก้ไข เพิ่มเติม ตัดออก และบัญญัติเพิ่มสาระสำคัญใหม่จำนวน 24 มาตรา จากเดิม 84 มาตรา ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ในมาตรา 18 ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒินั้น ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติล่าสุดให้ใช้แนวเดียวกันกับร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) โดยผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ในเมืองหลวง ดังนั้น การแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ต้องสรรหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งเอง ผลสรุปดังกล่าวผมเข้าใจว่าเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ให้เร็วที่สุด คาดว่าไม่เกินเดือนธันวาคมร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ (มติชนรายวัน พฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th)





ม.เอแบคเปิดป.โท หลักสูตรอีเลิร์นนิ่ง

ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการและประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยร่วมกับบริษัทสามารถเทเลคอม จำกัด (มหาชน) จัดระบบการจัดการศึกษาทางไกล และเดือนพฤษภาคม ปีการศึกษา 2549 จะเปิดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตการจัดการ เป็นหลักสูตรอีเลิร์นนิ่งเต็มรูปแบบแห่งแรกของไทย โดยผู้จบการศึกษาได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เทียบเท่าปริญญาโทหลักสูตรในชั้นเรียนทุกประการ จะเปิดรับใน 3 ภาคการศึกษาต่อปีในเดือนมกราคม พฤษภาคม และกันยายน ของทุกปี โดยเดือนกันยายน ปี 2549 จะเปิดหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมคือ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา และหลักสูตรระบบการผลิตอีเลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของโลก ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ประธานดำเนินการวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต ม.เอแบค กล่าวว่า หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตการจัดการ เปิดสอนแบบในชั้นเรียนมาแล้ว 5 รุ่น และได้แปลงเนื้อหามาอยู่ในรูปอีเลิร์นนิ่ง โดยผู้สนใจสมัครได้ที่ http://www.cide.auplus.au.edu (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.komchadluek.net)





สนนท.นัดนักศึกษา 7 ธ.ค. ร่วมค้าน ม.นอกระบบ-เปิดเวที ม.บูรพา

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ที่หน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ประมาณ 10 คน นำโดย น.ส.กชวรรณ ชัยบุตร นักศึกษานิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะเลขาธิการ สนนท. ได้รวมตัวเพื่อรณรงค์คัดค้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย โดยเขียนป้ายผ้าสีขาวดำ มีข้อความว่า "ร่วมไว้อาลัย 7 ธันวา มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ" โดยบรรยากาศค่อนข้างจะเงียบเหงา ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่าที่ควร น.ส.กชวรรณ กล่าวว่า ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการร่วมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะเสนอพิจารณาในวุฒิสภามีความเป็นไปได้สูงที่ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะผ่านการพิจารณา รวมทั้งมีร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยบูรพาที่จะพิจารณาในสภาผู้แทนอีกเช่นกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยรัฐ ซึ่ง สนนท.ขอเรียกร้องให้สองสภาไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง เพราะเกรงว่าการออกนอกระบบจะไม่เป็นผลดีต่อระบบการศึกษา จะเห็นได้จากการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ปัจจุบันค่าเล่าเรียนสูงถึงเทอมละ 5 หมื่นบาท ขณะที่ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรัฐอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเทอมละ 8,000 บาทเท่านั้น (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.komchadluek.net)





ม.รังสิตตั้ง "สถาบันการบิน" ชู 3 หลักสูตรรับอุตสาหกรรมโต

มหาวิทยาลัยรังสิต กำลังเตรียมจะจัดตั้งสถาบันการบิน พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่ทางด้านการบิน 3 หลักสูตร ในระดับปริญญาตรี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยา ลัยรังสิต เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยรังสิตจะจัดตั้งสถาบันการบินขึ้นเพื่อบริหารจัดการหลักสูตรและประสานความร่วมมือกับองค์กรภายนอก โดยร่วมกับกองทัพอากาศ ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน สายการบินแอร์ แคนาดา ในการจัดการหลักสูตรด้านการบิน ซึ่งถือเป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลน ไม่เพียงในประเทศ แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย ซึ่งจะจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยจะทำการเปิดรับนักศึกษาในปี 2549 สำหรับหลักสูตรที่จะเปิดแบ่งออกเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนักบิน ในระดับปริญญาตรีและหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรการจัดการการบิน ซึ่งประกอบด้วย การบริหารจัดการสายการบิน การบริหารจัดการสนามบินและการบริหารจัดการธุรกิจการบิน (Airline Management, Airport Management, Aviation Management) รวมไปถึงหลักสูตร เทคโนโลยีทางด้านการบิน ซึ่งประกอบด้วย การควบคุมการบินทางอากาศ และการซ่อมบำรุง (Air Controller, Aircraft Maintenance) รูปแบบการเรียนด้านการบินแบ่งเป็นเรียนวิชาพื้นฐานในมหาวิทยาลัยรังสิต 1 ปี ฝึกบินในประเทศ 2 ปี และฝึกบินระหว่างประเทศ 1 ปีที่ประเทศแคนาดา โดยเมื่อเรียนจบจะมีใบประกาศ นียบัตรรับรองก่อนจบหลักสูตร โดยมีค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตร 2 ล้านบาท (ประชาชาติธุรกิจ เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th/prachachart)





ข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี


เครื่องดูดควัน

หลักการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องดูดควันมีแนวทางประกอบการตัดสินใจซื้อ ดังนี้ 1.ประการแรกเลย เครื่องดูดควันต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าเตา อย่างน้อยข้างละ 10 ซม. เพื่อจะได้ครอบและคลุมพื้นที่ของควันที่เกิดจากการทำอาหารได้ทั้งหมด 2.เครื่องดูดควันที่ดีควรปรับแรงลมดูดได้ เพราะการทำอาหารมีทั้งหนักและเบา แต่ส่วนมากบ้านเรามักจะหนัก ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องดูดควันที่ปรับแรงลมดูดได้ตามประเภทของอาหารที่ทำ โดยแรงดูดสูงสุดควรอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตร/เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ ขณะที่เครื่องทำงาน มอเตอร์ต้องไม่เกิดการสั่นสะเทือน เพราะนอกจากจะทำให้รำคาญแล้ว ยังอาจทำให้เครื่องชำรุดเร็วกว่าปกติอีกด้วย 3.ควรพิจารณาถึงรูปแบบและลักษณะการติดตั้งเครื่องดูดควัน ซึ่งตามปกติแล้วเครื่องดูดควันที่มีจำหน่ายในบ้านเรา จะมีการติดตั้ง 2 แบบคือ แบบที่ติดไว้กลางห้องกับแบบที่ติดกับผนัง ซึ่งแบบติดผนังยังแยกได้เป็นแบบที่ติดโชว์ลอยตัวกับแบบฝังเข้ากับตู้ (Built In) 4.วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดูดควัน ควรเป็นโลหะไร้สนิม เพราะเวลาที่เครื่องดูดควันเลอะคราบไขมันแล้วเราทำความสะอาดด้วยน้ำยาที่ใช้ล้างคราบไขมัน น้ำยาเหล่านั้นซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะกัดกร่อนผิววัสดุ หากวัสดุที่นำมาประกอบเป็นเครื่องดูดควันนั้นเป็นวัสดุที่เกิดสนิมได้ 5.เครื่องดูดควันที่ดี ควรดักเก็บน้ำมันได้ดี และเก็บได้มากที่สุด แผงฟิลเตอร์จึงต้องใหญ่พอที่จะคลุมพื้นที่ของควันที่เกิดจากการทำอาหาร และที่สำคัญต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดได้ นอกจากนี้ยังควรมีภาชนะดักเก็บน้ำมันด้วย ซึ่งก็ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันขังอยู่ในนั้นนาน เพราะจะทำความสะอาดได้ยาก (โดยเฉพาะครัวไทยที่มีการทำอาหารหนักเป็นประจำ จึงควรทำความสะอาดบ่อยๆ) 6.ตามปกติแล้ว เครื่องดูดควันมักจะมีไฟแสงสว่างติดอยู่ด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกหลอดไฟแสงสว่างที่เป็นแบบประหยัดไฟ ให้แสงสว่างได้มากและไม่เกิดความร้อนขึ้นภายใน 7.ประการสุดท้าย สำคัญทีเดียว คือ ต้องมั่นใจได้ว่าเมื่อซื้อเครื่องดูดควันมาแล้ว ใช้งานไประยะแล้วเกิดมีอุปกรณ์บางตัวชำรุด จะหาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนทดแทนได้ทุกชิ้น รวมถึงบริการที่ดีหลังการขายด้วย (มติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 27 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





วัดรู้อายุแน่นอนของดวงจันทร์ เก่าแก่ได้4.5พันล้านปีเศษ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กับมหาวิทยาลัยโคโลญกับมุนสเตอร์ ได้ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ล่าสุด ตรวจวัดอายุของดวงจันทร์ ครั้งใหม่ได้ว่า มีอายุเก่าแก่ 4.527 พันล้านปี คณะนักวิจัยซึ่งประกอบด้วยนักโลหะวิทยาอยู่ด้วย ได้ศึกษาอายุ ของดวงจันทร์ ด้วยการตรวจวิเคราะห์ก้อนหินจากดวงจันทร์ ซึ่งมนุษย์อวกาศของยานอวกาศอพอลโลของสหรัฐฯเก็บเอามา โดยการคำนวณจากอัตราการเสื่อมสลายของไอโซโทปบางชนิด ในแร่ทังสเตนซึ่งมีอยู่ในหินดวงจันทร์อย่างอุดมเป็นหลัก เชื่อว่าการตรวจวัด จะมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่สิบล้านปี (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





พบก๊าซโลกร้อนพุ่งสูงสุดในรอบ 6 แสนปี

ผลการศึกษานี้ได้จากการขุดแกนน้ำแข็งลึกที่สุดในโลก ในบริเวณที่เรียกว่า โดมคอนคอร์เดีย หรือโดมซี ทางตะวันออกของขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่อุณหภูมิติดลบ 54 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี คณะนักวิทยาศาสตร์ยุโรปขุดลึกลงไปถึง 1,000 กิโลเมตร เพื่อนำแกนน้ำแข็งอายุ 6.5 แสนปี ขึ้นมาประเมินอายุได้จากชั้นของหิมะที่ตกทับถมกันในแต่ละปี ผลการวิเคราะห์ฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแกนน้ำแข็งโบราณนี้ พบว่าตลอด 6.5 แสนปี ที่ผ่านมา ไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ก๊าซโลกร้อนมีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับปัจจุบันที่สูงถึง 380 ส่วน ต่อ 1 ล้านส่วน นักวิจัยระบุว่า ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความเข้มข้นเพียง 278 ส่วน ต่อ 1 ล้านส่วน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเฉลี่ย 0.2 องศาเซลเซียส คิดเป็น 100 เท่า ของการเพิ่มขึ้นในอัตราปกติสำหรับช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุด้วยว่า โลกยังขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองในการแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเลี่ยงไม่ให้ระบบสภาพอากาศเกิดความเสียหายในระยะยาว ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น เมืองชายฝั่งจมหาย เกิดน้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง พายุรุนแรง และเกิดคลื่นผู้ลี้ภัยหนีสภาพอากาศจำนวนหลายสิบล้านคน (คมชัดลึก จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





เตือนใช้โฟมบรรจุอาหารร้อนระวังสารเคมี

นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าอาหารตามสั่ง อาหารสำเร็จรูป นิยมใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การนำภาชนะ “โฟม” มาบรรจุอาหารร้อนจำเป็นต้องระมัดระวัง เนื่องจากการสัมผัสกับอาหารร้อนจัดเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ภาชนะเสียรูปและอาจหลอมละลายจนมีสาร “สไตรีน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งออกมาปนเปื้อนกับอาหารที่บรรจุอยู่ได้ โดยปริมาณการละลายออกมาของสไตรีนจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ ไขมันในอาหาร ระยะเวลา และอุณหภูมิระหว่างการสัมผัสของอาหารกับภาชนะ ซึ่งอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้มีการละลายออกมาของสไตรีนมากกว่าอาหารที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบทั้งนี้ในส่วนของการควบคุมคุณภาพของภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารในปัจจุบันนั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 111 (พ.ศ.2531) ที่ควบคุมเกี่ยวกับภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร ซึ่งครอบคลุมพลาสติกชนิดโพลิสไตรีน ที่ใช้ในการผลิตภาชนะโฟม โดยได้กำหนดปริมาณสารอันตรายที่อาจจะมีตกค้างอยู่ในเนื้อภาชนะในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการนำไปใช้งานปกติ ก่อนนำภาชนะโฟมมาใช้ควรกำจัดเศษโฟมที่หลงเหลืออยู่ตามผิวภาชนะออกก่อน หรือใช้ถุงพลาสติกใสรองกล่องโฟมก่อนบรรจุอาหาร สำหรับการอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟนั้น ควรนำอาหารใส่ภาชนะกระเบื้องเคลือบหรือภาชนะแก้วทนไฟ และไม่ควรนำกล่องโฟมที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการละลายออกมาของสารเคมีที่อาจจะเกิดสารพิษสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (มติชนรายวัน จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





"มลพิษเสียง"คุกคามสัตว์ทะเล "โซนาร์ทหาร"ตัวการปลาวาฬเกยตื้น

รายงานของคณะกรรมาธิการป้องกันแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ สหรัฐอเมริกา (เอ็นอาร์ดีซี) ฉบับล่าสุด กระตุ้นให้ หน่วยบริการงานประมงและทะเลแห่งชาติสหรัฐ ออกมาตรการปกป้องชีวิตสัตว์ทะเล เร่งควบคุมมลพิษทางเสียงที่กระทบต่อพฤติกรรมและเส้นทางการอพยพของสัตว์ทะเล รวมทั้งเรียกร้องให้กองทัพเรือควบคุมการใช้คลื่นโซนาร์ ไมเคิล แจสนี่ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบาย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบปลาวาฬมากกว่า 12 ตัว นอกชายฝั่งเกาะคานารี เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2545 พบอาการเลือดออกในสมอง ในช่องหู และอาการบาดเจ็บในตับและไตของสัตว์ทะเลเหล่านี้ "อาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อนในสัตว์ทะเล เป็นหลักฐานทางกายภาพที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าคลื่นโซนาร์มีอันตรายต่อปลาวาฬและเป็นสาเหตุทำให้ปลาวาฬเกยตื้น" แจสนี่ กล่าว และว่า ปลาวาฬก็ป่วยด้วย โรคความกดอากาศเช่นเดียวกับคน ซึ่งมีสาเหตุจากคลื่นโซนาร์ที่ทำให้ปลาวาฬตื่นตกใจและขึ้นมาที่ผิวน้ำเร็วเกินไปหรือลงไประดับน้ำลึกเร็วเกินไปจนร่างกายปรับ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว "เอ็นอาร์ดีซี" เพิ่งยื่นฟ้องกองทัพเรือสหรัฐ กรณีใช้คลื่นโซนาร์ความถี่กลางตรวจสอบศัตรูใต้น้ำและการฝึกซ้อมทางทหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อโลมาและปลาวาฬซึ่งใช้คลื่นเสียงในการหาคู่ หาอาหารและหลบหลีกศัตรู นอกจากนี้ เสียงที่เกิดจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่งผลให้ปลาหลายชนิดเกิดการบาดเจ็บในช่องหู และสูญเสียความสามารถในการอยู่รอด และเอ็นอาร์ดีซียังเรียกร้องให้บริษัทขุดเจาะน้ำมันหลีกเลี่ยงวิธีสำรวจด้วยการวัดค่าคลื่นความสั่นสะเทือนในฤดูปลาผสมพันธุ์ เล (ประชาชาติธุรกิจ จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th/prachachart)





ปาเปโระพี่เลี้ยงหุ้นยนต์

บริษัทเอ็นอีซี คอมพิวเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เอสดีเอ็น บีเอชดี ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ้กเอ็นอีซี ได้นำหุ่นยนต์สำหรับเลี้ยงและดูแลเด็ก หรือ Childcare Robot ชื่อ ปาเปโระ (PaPeRo) ซึ่งสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในประเทศญี่ปุ่น มาสาธิตเพื่อให้เข้าผู้ชมงานได้ทดสอบในงาน คอมมาร์ต คอมเทค ระหว่างวันที่ 24-27 พ.ย. 2548 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปาเปโระ เป็นหุ่นยนต์สีหวาน ใบหน้ายิ้มแย้ม สามารถพูดคุยเป็นเพื่อนเด็ก ๆ หมุนตัว เป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ ได้ พร้อมระบบติดต่อฉุกเฉินหากเด็กไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุ หุ่นยนต์จะติดต่อไปยังระบบรักษาความปลอดภัยประจำบ้านซึ่งเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อกับพ่อแม่ทันที ระหว่างอยู่นอกบ้านพ่อแม่ก็สามารถติดต่อผ่านระบบสื่อสารเพื่อดูลูกผ่านทาง วิดีโอของหุ่นยนต์ได้เช่นกัน. (เดลินิวส์ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





ผุดเทคโนโลยีให้พ่อแม่กอดลูกผ่านเน็ต

หนังสือพิมพ์สเตรท ไทม์สของสิงคโปร์ฉบับวันจันทร์ (28 พ.ย.) รายงานว่า นายเจมส์ เต๊ะ จากศูนย์วิจัยปฏิสัมพันธ์และความบันเทิง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (เอ็นทียู) ได้พัฒนานวัตกรรมที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ หรือเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูแลลูกมีโอกาสสัมผัสลูกน้อย และสัตว์เลี้ยงแสนรักของตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตได้เกือบเป็นผลสำเร็จแล้ว การพัฒนาโครงการนี้ว่า ต้องการทำในสิ่งที่ดูเหลือเชื่อเหมือนในนิยายเพราะผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากต่อการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ขณะที่โครงการถ่ายทอดการกอดผ่านอินเทอร์เน็ตที่จะพัฒนาเป็นโครงการต่อไปนั้นก็จะใช้แนวคิดเดียวกัน ซึ่งได้มาจากการเห็นพ่อแม่ที่ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลลูก ในขณะที่การกอดและการสัมผัสมีความสำคัญมากสำหรับเด็ก สำหรับโครงการนี้จะมีการติดเซ็นเซอร์ตรวจจับความรู้สึกไว้ในชุดนอนของเด็กๆ ซึ่งจะรับสัญญาณจากอินเทอร์เน็ตแล้วแปลงเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงในรูปของแรงกด และอุณหภูมิในชุดทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าถูกพ่อแม่กอดจริงๆ ในขณะเดียวกัน หากพ่อแม่สวมชุดในลักษณะเดียวกันนี้ ก็สามารถรับรู้สัมผัสการกอดตอบจากลูกๆ ได้เช่นกัน (คมชัดลึก อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





บำรุงราษฎร์ปูฐานงานวิจัยรับเมดิคัลฮับ

นายแพทย์ทวิป กิตยาภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนจะมองเพียงด้านการรักษาอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมี 2 ขา เพิ่มเติมคือ การวิจัย และการเรียนการสอนควบคู่ไปด้วย ซึ่งโมเดลนี้เป็นรูปแบบที่โรงพยาบาลในต่างประเทศดำเนินการมานานแล้ว อย่างเช่น โรงพยาบาลเมโย คลินิก ในสหรัฐที่ให้การรักษาพยาบาล และมีหน่วยงานวิจัยของตัวเองด้วย ได้มีความร่วมมือกับบริษัทยาต่างประเทศในการทำโครงการทดสอบยาทางคลินิก (clinical trial) มากถึง 40 โครงการ ส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตยาและวัคซีนจากสมาคมผู้วิจัยและผลิตเวชภัณฑ์ในประเทศไทย (PReMA) ซึ่งเป็นกลุ่มเภสัชอุตสาหกรรมที่มีบริษัทยาต่างประเทศกว่า 40 แห่งเป็นสมาชิก Laboratory Practice และ Good Clinical Practice ซึ่งมาตรฐานสุดท้ายนี้เป็นเกณฑ์สำคัญที่บ่งบอกความน่าเชื่อถือในกระบวนการทดสอบยาก่อนนำมาใช้กับมนุษย์ และงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทยาในกลุ่ม PReMA ถือว่าได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์นี้ โรคที่ศูนย์วิจัยจะมุ่งศึกษา ได้แก่ โรคหัวใจ โรคทางเดินอาหาร มะเร็ง และโรคติดเชื้อ รวมถึงงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค เช่นงานวิจัยด้านรังสีแพทย์ เนื่องจากระบบการเก็บข้อมูลภาพเอกซเรย์ของโรงพยาบาลได้เปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิทัลหมดแล้ว ซึ่งจะรวบรวมเป็นผลงานในวารสารต่างประเทศต่อไป ในการดำเนินโครงการเพื่อทำการทดสอบสรรพคุณของยาในมนุษย์ หรือที่เรียกว่า โครงการทดสอบระยะที่สามนั้น บริษัทยาที่ค้นพบโมเลกุลยาเพื่อการรักษาโรคหรือวัคซีน ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาทางจริยธรรมในการวิจัยในคน (IRB) ในสังกัดทำการอนุมัติ ซึ่งโครงการทดสอบยาระยะที่สามในไทยหลายกรณีเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายสถาบัน ดังนั้น การพิจารณาเพื่อให้ได้มติอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาทางจริยธรรมของแต่ละแห่งพร้อมกันจึงใช้เวลานาน (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





'ประวิช'สั่งเร่งผลิตถังก๊าซเอ็นจีวี

ดร.ประวิช รัตนเพียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยถึงผลการประชุมเรื่องการผลิตถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวีเพื่อใช้เองในประเทศว่า จากการดำเนินการร่วมระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหม ในการทดลองผลิตถังบรรจุก๊าซความดันสูงด้วยเทคนิค Hot Forging โดยใช้เครื่องอัดขึ้นรูปขนาด 800 ตันที่มีอยู่แล้ว ณ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว. ศอพท.) จังหวัดลพบุรี พบว่าชุดแม่พิมพ์ที่มีอยู่สามารถใช้ขึ้นรูปถังที่ทำจากเหล็กกล้าผสมได้สำเร็จ โดยได้ผลผลิตคือถังบรรจุก๊าซความดันสูงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ยาว 50-70 เซนติเมตร คิดเป็นปริมาตรบรรจุเท่ากับ 3 ลิตรน้ำ ที่ประชุมพิจารณาเห็นควรในการผลักดัน ให้เกิดการผลิตถังบรรจุก๊าซความดันสูงอย่างเป็นรูปธรรมภายในเวลาประมาณ 1 ปี และงบประมาณที่ต้องการใช้รวมประมาณ 150 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายประการ เช่น ความมั่นคงของชาติ โดยสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิงและสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาระดับของการใช้น้ำมันให้ต่ำกว่า 60% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ยังเป็นการช่วยลดมลภาวะทางอากาศในกรุงเทพฯ เกิดเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเชิงภูมิปัญญา ก่อให้เกิดรากฐานด้านนวัตกรรมที่แข็งแรงในอนาคต ตัวอย่างของผลงงานพัฒนานี้จะสร้างองค์ความรู้การขึ้นรูปโลหะ และวิธีการพันเส้นใยเสริมแรงให้เป็นถังก๊าซความดันสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถของผู้ประกอบการเอกชนในการผลิตและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคุณค่าต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญาที่แท้จริง (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





"สาหร่ายทะเล"ช่วยป้องกัน"ปะการัง"

ผู้เชี่ยวชาญด้านปะการังระบุถึงสัญญาณการปรับตัวของแนวปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หลังพบกลุ่มปะการังบางส่วนในแนวปะการัง "เกรตแบร์เรียรีฟ" นอกชายฝั่งควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย อยู่รอดได้ในอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดร.เรย์ เบอร์เคลแมนส์ กล่าวว่า สาหร่ายทะเลที่อาศัยอยู่ในปะการังบางกลุ่มมีรูปแบบของการป้องกันตัวเอง และว่า สาหร่ายมีมากกว่าหนึ่งชนิด เพราะถ้ามีชนิดเดียว ตัวอย่างเช่น ชนิด "ซี" จะทนทานต่ออุณหภูมิปกติระดับเดียว แต่ถ้ามีชนิด "ดี" เพิ่มขึ้นมามันก็จะทนทานต่ออุณหภูมิได้อีกระดับอาจจะอย่างน้อย 1-2 องศาเซลเซียส แม้จะดูไม่มากแต่ในทางระบบนิเวศวิทยาของปะการังนั้นอุณหภูมิ 2 องศาที่ว่าเป็นประโยชน์มากแล้วในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม (ข่าวสด อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





จีนตั้งเป้าส่งคนเหยียบดวงจันทร์ ตั้งสถานีอวกาศขึ้นภายใน15 ปี

ผู้บริหารโครงการเดินทางอวกาศจีน ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจีนจะส่งคนไปเหยียบ ดวงจันทร์ และตั้งสถานีอวกาศของตนเอง ขึ้นภายในเวลา 15 ปีนี้ นายฮู ไชเกียง รองผู้อำนวยการโครงการมนุษย์อวกาศกล่าวว่า ระหว่างการนำ 2 มนุษย์ อวกาศของจีน ซึ่งเพิ่งกลับลงมาจากการเดินทางในวงโคจรรอบโลกนาน 5 วัน รวม ระยะทาง 3,200,000,000 กม. เมื่อไม่นานมานี้ไปโชว์ตัวที่ฮ่องกง เขาเชื่อว่าจะมีมนุษย์ อวกาศจีนจะออกไปเดินในอวกาศ รวมทั้งรู้เทคโนโลยีของการต่อเชื่อมยานในอวกาศได้ ภายในปี พ.ศ. 2555 นี้ และย้ำว่า จีนดำเนินการโครงการอวกาศของตนเองตามใจ ชอบ ไม่ได้คิดจะไปแข่งขันกับใคร เหมือนกับการแข่งขันกันของชาติมหาอำนาจ เมื่อสมัยสงครามเย็น ขณะนี้เจ้าหน้าที่โครงการอวกาศจีนกำลังคิดสร้างจรวดขับดันที่สามารถแบกน้ำหนักได้มากถึง 27.5 ตัน ให้มีกำลังมากกว่าจรวดขับดันที่ใช้อยู่ 3 เท่า แต่ยังน่าเสียดายว่ารัฐบาลยังไม่อนุมัติงบให้. (ไทยรัฐ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





มดใช้กลิ่นเป็นป้ายจราจร พ่นทิ้งเป็นป้ายบอกเส้นทาง

วารสาร “วิทยาศาสตร์” รายสัปดาห์ ของอังกฤษ แจ้งว่า นักสัตวศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ของอังกฤษ เป็นผู้รู้ ความลับเรื่องนี้ หลังจากได้เฝ้าดูพฤติกรรมของฝูงมดที่เรียกกันว่ามดฟาโรห์ ในห้องปฏิบัติการแล้วพบว่ามันจะปล่อยกลิ่นไว้ตามกิ่งที่ไม่มีน้ำตาลซูโครสทางปลายกิ่งเท่านั้น สารที่มดปล่อยเป็นสารเฟอราโมน อันเป็นสารเคมีที่สัตว์ปล่อยออกมาภายนอกร่างกาย ทำให้สัตว์พวกเดียวกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสรีรวิทยาบางอย่างได้. (ไทยรัฐ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





พิสูจน์ลุยสำรวจขั้วโลกใต้พบภูเขาน้ำแข็งร้องเพลง

นักวิจัยจากสถาบันวิจัยขั้วโลกและทะเลของเยอรมนี เปิดเผยรายงานในวารสารไซอันซ์ (วิทยาศาสตร์) ถึงผลจากศึกษาการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ที่ทวีปแอนตาร์กติกา สังเกตพบคลื่นเสียงจากก้อนภูเขาน้ำแข็งที่มีความถี่ประมาณ 0.5 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ที่ต่ำเกินกว่ามนุษย์จะได้ยินเสียง แต่เมื่อทดลองบันทึกด้วยเครื่องพิเศษและนำมาเปิดฟัง โดยเร่งความเร็วเสียง ต้องประหลาดใจเมื่องพบว่า ภูเขาน้ำแข็งส่งเสียงหึ่งเหมือนฝูงผึ้ง หรือเหมือนกับเวลาวงดนตรีออเคสตราตั้งสายซ้อมอุ่นเครื่อง ทีมงานสามารถบันทึกเสียงที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนได้อย่างชัดเจน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2545 โดยใช้เครื่องบันทึกสัญญาณที่ใช้สำหรับตรวจจับแผ่นดินไหวและการเคลื่อนตัวของแผ่นทวีป โดยตั้งเครื่องไว้บนภูเขาน้ำแข็งเอคสตรอม เมื่อติดตามต้นตอของสัญญาณ พบว่า ภูเขาน้ำแข็งเอคสตรอม ที่มีขนาด 50x20 กิโลเมตร ปะทะชนกับคาบสมุทรใต้น้ำและครูดไถลไปรอบๆ พอก้อนน้ำแข็งเคลื่อนไปติดพื้นทะเล เสียงจะดังเหมือนกับโยนก้อนหินลงแม่น้ำ น้ำจะดันเข้ามาตามรอยแยกและโพรงน้ำแข็งด้วยแรงดันสูง จากนั้นภูเขาน้ำแข็งเริ่มร้องพลง "เสียงมันมีจังหวะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกับดนตรีจริง สำหรับคนที่อยากฟังเสียงภูเขาน้ำแข็งร้อง เพลงสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ www.sciencemag.org (คมชัดลึก พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





จีนเปิดตัวถุงยางไฮเทค ฉีด"โฟมนาโน"ฆ่าอสุจิ

บริษัทยาในมณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ของประเทศจีน เปิดตัวถุงยางอนามัยชนิดใหม่สุดไฮเทคสำหรับคุณผู้หญิง ใช้ชื่อยี่ห้อว่า "นาโนเมตร ซิลเวอร์ คริปโตมอร์ฟิก คอนด้อม" ทางบริษัทโฆษณาว่าถุงยางรุ่นนี้ใช้ง่าย เพราะอยู่ในรูปของ "โฟมเหลวปลอดเชื้อ" บรรจุมาในขวดสเปรย์ เพียงฉีดเนื้อโฟมเหลวซึ่งมีความละเอียดในระดับนาโนเมตรเข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิง ตัวเนื้อโฟมก็จะทำปฏิกิริยาทำให้ช่องคลอดกลายเป็นถุงยางอนามัยโปร่งใสเนื้อเรียบลื่นที่ป้องกันทำลายเชื้ออสุจิ ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ นอกจากนั้น เนื้อโฟมที่อยู่ในช่องคลอดยังไม่ทำให้สารเคมีในช่องคลอดเสียสมดุล รวมทั้งผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของจีนเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้วางขายในห้างขายยาทั่วประเทศจีน (ข่าวสด พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





มวล.พัฒนาเทคโนโลยี ช่วยวิสาหกิจใต้ตอนบน

ดร.สุพัทธ์ พู่ผกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า ศูนย์บริการวิชาการ มวล. ได้ร่วมงานกับโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือไอทีเอพี ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต และ จ.นครศรีธรรมราช โดยจัดทีมลงพื้นที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อช่วยวินิจฉัยและแนะนำวิธีการแก้ปัญหา จัดหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความช่วยเหลือ พัฒนาเทคโนโลยีลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาด พัฒนาในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้ทันเวลา เพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในตลาด และการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี หรือการวิจัยและพัฒนาจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ จะทำให้ดีได้ต้องเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งจะต้องมีองค์ความรู้ หรือหลักวิชาการที่ถูกต้องเข้าไปช่วยในการพัฒนา ขณะนี้ได้ช่วยเหลือแล้ว 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 7 แสนบาท โดยในปี 2549 ตั้งเป้าผู้ประกอบการเพิ่มอีก 10 โครงการ (คมชัดลึก พฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 48 http://www.komchadluek.net)





หมอน้ำหอมเปลี่ยนหน้าคนสำเร็จรายแรกของโลก

ศาสตราจารย์ฌอง-มิเชล ดูแบร์นาร์ด ศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศสวัย 64 ปีกับศาสตราจารย์แบร์นาร์ต เดอเวาเชลล์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้า เป็นรายแรกของโลก ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองอาเมียงส์ ตอนเหนือของประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย. ถึงวันจันทร์ที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา และเตรียมจัดงานแถลงข่าวชี้แจง รายละเอียด ขั้นตอนการผ่าตัดในวันศุกร์ที่ 2 ธ.ค.นี้ กับคนไข้ผู้หญิงวัย 38 ปี รายหนึ่งไม่ประสงค์ออกนาม แจ้งแต่เพียงมาจากเมืองวาล็องเซียงส์ ตอนเหนือของประเทศ ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกหมากัดบริเวณริมฝีปาก จมูก และคางของเธอจนเสียโฉมเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเธอได้รับการบริจาคอวัยวะส่วนใบหน้าจากผู้ป่วยอีกราย ที่สมองตายแล้วและได้รับเซ็น ยินยอมจากสมาชิกครอบครัวของผู้บริจาค ส่วนอาการของคนไข้หลังการผ่าตัดอยู่ใน สภาพที่ถือว่า “ดีเยี่ยม” และการปลูกถ่ายอวัยวะบนใบหน้าก็ดู “ปกติ” ดี ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหลายคนเผยว่า บริเวณปากและจมูกนั้นเป็นส่วนที่ทำยากที่สุด เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปลี่ยนหนังศีรษะหรือบริเวณใบหู (ไทยรัฐ ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.thairath.co.th)





“แมกนีเซียม” สำคัญกับร่างกายอย่างไร

แมกนีเซียม เป็นธาตุตัวหนึ่งที่จำเป็นต่อกลไกการดำเนินชีวิตของคนเรา นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พบว่า มีโรคอยู่หลายโรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดแมกนีเซียม เป็นต้นว่า เบาหวาน โรคไต และภาวะฮอร์โมนไทรอยด์สูง ใครที่ขาดแมกนีเซียมแล้วเกิดเครียดนานๆ หรือออกกำลังกายหักโหม หรือท้องร่วงจะยิ่งทำให้ภาวะการขาดแคลเซียมเกิดรุนแรงเข้าไปใหญ่ อาการของการขาดแคลเซียมที่ร่างกายแสดงออกมา ได้แก่ คลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย ไม่มีแรง กล้ามเนื้อกระตุก ความคิดสับสน หรือแม้กระทั่งเกิดภาพหลอน แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่ช่วยการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการทำงานที่เป็นปกติของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เมื่อขาดแมกนีเซียมจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทั้งกล้ามเนื้อและประสาท หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของแมกนีเซียมคือ การทำงานร่วมกับธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสในการสร้างกระดูก วิธีง่ายๆ ในการป้องกันการขาดแมกนีเซียมคือ รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมมากพอ เป็นต้นว่า การรับประทานถั่วเปลือกแข็ง ซึ่งจะมีแร่ธาตุแมกนีเซียมค่อนข้างสูง ถั่วเมล็ดเปียก ไม่ว่าจะเป็นถั่วลันเตา ถั่วฝักยาวก็มีแมกนีเซียมไม่น้อยเหมือนกัน คิดจะเสริมแมกนีเซียมด้วยวิธีง่ายๆ คือเลือกรับประทานถั่วงอกหัวโตที่งอกมาจากถั่วเหลือง ผลไม้ที่มีแมกนีเซียมค่อนข้างมากคือ กล้วย ข้าวกล้องเองก็มีแมกนีเซียมไม่น้อย ลองเลือกวิธีการเสริมข้าวกล้องปนเข้าไปกับข้าวขาวที่รับประทานกันอยู่ทุกวันก็ได้ ผักใบเขียวเข้ม ผักกลุ่มนี้มีแมกนีเซียม อยู่ในสีเขียวของคลอโรฟิลล์นั่นเอง แมกนีเซียมเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างสีเขียวของพืช ดังนั้นหากเลือกรับประทานผักใบสีเขียวเข้มบ่อยๆ ร่างกายก็น่าจะได้รับแมกนีเซียมเพียงพอ (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.dailynews.co.th)





ทีโอทีคิดชุดกันโทรศัพท์ตูมจากฟ้าผ่า

นายอนันต์ โชติฑิฆัมพร เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยทีโอที บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุปกรณ์ป้องกันเครื่องโทรศัพท์จากคลื่นไฟฟ้ากระเพื่อมดังกล่าว ชื่อว่า "ทีโอที เซิร์จ โปรเทคเทอร์" ซึ่งขณะนี้ได้ผลิตเป็นสินค้าชุดแรกและพร้อมจะทำการตลาดแล้ว 200 ชุด หลักการทำงานของอุปกรณ์ชนิดนี้ อยู่ที่การป้องกันเป็นสำคัญ จึงออกแบบขั้นตอนการป้องกันขึ้นมาถึง 5 จุด สำหรับจุดแรกจะกักเก็บแรงดันในระดับที่เครื่องโทรศัพท์ยังพอรับได้ หรือประมาณ 20 โอห์ม แต่หากมีกระแสไฟฟ้าไหลเข้าเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์จะตัดวงจรไฟฟ้าทันทีเช่นกัน ส่วนจุดป้องกันที่ 3 จะรับมือกรณีกระแสไฟฟ้าไหลเข้ามากกว่า 100 กิโลโอห์ม โดยจะทำหน้าที่ปลดเครื่องโทรศัพท์ออกจากข่ายสาย แต่กรณีที่เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่ารุนแรง กระแสไฟเข้ามายังสายโทรศัพท์สูงกว่า 750 โวลล์ ส่วนที่ 1, 2 และ 3 อาจจะป้องกันไว้ไม่ได้ เนื่องจากฉนวนภายในส่วนดังกล่าวไม่สามารถทนแรงดันจากไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ต้องออกแบบส่วนที่ 4 เพื่อรับมือกระแสไฟฟ้าในระดับแรงดันเกิน 300 โวลล์ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้ามากในระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้เครื่องเกิดความร้อนสูงและระเบิดได้ จึงต้องออกแบบด่านป้องกันสุดท้าย หรือจุดที่ 5 คืออุปกรณ์สามารถลดค่าความต้านทางไฟฟ้าเหลือเพียง 20 โอห์ม ซึ่งเป็นระดับปกติ ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีมาตรฐานระดับสากล โดยในเบื้องต้นคาดว่า ราคาขายจะประมาณ 1,500 บาท (คมชัดลึก ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.komchadluek.net)





เนคเทคผุดซอฟต์แวร์วัดเสียงดัง

นายประวิช รัตนเพียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดำเนินการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ "ซาวนด์มิเตอร์" (SoundMeter) สำหรับวัดระดับความดังของเสียง โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะติดตั้งในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา (พีดีเอ) ซึ่งมีเป้าหมายให้สถานบันเทิงและประชาชนทั่วไป สามารถวัดระดับความดังของเสียงตามสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกและปลอดภัย การวิจัยครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากบริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมอบพีดีเอ 2 รุ่น คือ ไอแพค เอชเอ็กซ์ 2755 และไอแพค เอชดับเบิลยู 6515 ที่เป็นพีดีเอโฟน ให้นักวิจัยทดสอบโปรแกรม ซึ่งพบว่าสามารถทำงานได้ดี ประสิทธิภาพใกล้เคียงอุปกรณ์วัดระดับความดังเสียงแบบมืออาชีพใช้งาน ทั้งนี้ การใช้โปรแกรมดังกล่าวจะมีประโยชน์จากการช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูตึง โดยโปรแกรมนี้จะให้ข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับระดับความดังของเสียงที่เหมาะสม ช่วยทำให้ผู้ใช้โปรแกรมวัดระดับความดังของเสียง แล้วหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังมากเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูตึงได้ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า โปรแกรมซาวนด์มิเตอร์นี้ ใช้กับระบบปฏิบัติการวินโดว์ส ซีอี 2003 ขึ้นไป คุณสมบัติของโปรแกรมจะแสดงผลเป็นค่า dBA หรือ dBC ความแม่นยำในการวัดตามมาตรฐานไออีซี 651 ด้วยค่าความผิดพลาดไม่เกิน 3 เดซิเบล ในช่วงระดับความดัง 30-120 เดซิเบล วัดและแสดงผลค่าระดับความดังของเสียงทุกๆ 0.50 วินาที เป็นตัวเลขและแถบสี ทั้งยังสามารถแสดงค่าระดับความดังสูงสุดในช่วงทุก 3 วินาที หรือเลือกให้แสดงผลเป็นค่าสูงสุดในช่วงเวลาที่กำหนด และบันทึกค่าสูงสุดในช่วง 4 นาทีที่ผ่านมาลงไฟล์ และโหลดค่าที่บันทึกไว้ในไฟล์มาแสดงเป็นกราฟบนหน้าจอ ส่วนผู้ขายพีดีเอ ที่อยากติดตั้งโปรแกรมนี้กับเครื่องของตัวเอง ให้มาที่แล็บของเนคเทคเพื่อทดสอบเครื่องก่อน โดยจะเทียบกับความดังมาตรฐาน ในการนำไปใช้งานนั้น ขั้นต้นเอชพีจะให้ซอฟต์แวร์ไปผู้ซื้อเครื่องพีดีเอ 2 รุ่นใหม่ ที่ผ่านการทดสอบแล้ว แต่ยังไม่เปิดให้ดาวน์โหลดโปรแกรมโดยทั่วไป (กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จับมือทส. เปิดเวทีอนามัยสวล.เอเชียแปซิฟิก

นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 8-11 ธันวาคมนี้ สถาบันจุฬาภรณ์ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมวิชาการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยจากปัญหามลพิษทั้งทางน้ำและทางอากาศ ปัญหาภัยของสารเคมีตลอดจนปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อสุขภาพและการแพร่กระจายของโรคที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้ นายอภิชัยกล่าวว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรี ทส. สนใจเริ่มโครงการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรง เช่น โครงการนักรบสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นโครงการติดตรวจสอบคุณภาพน้ำและอากาศเพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ประกอบการในการช่วยกันแก้ไขปัญหาน้ำ และอากาศเสีย ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหาร กล่าวว่า การประชุมวิชาการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะเป็นโอกาสดีที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและอนามัยได้มีโอกาสหารือประเด็นเพื่อเสนอแนวทางการดำเนินงานร่วมกันทั้งในระดับประเทศและนอกภูมิภาคต่อการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมและอนามัยของประเทศในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกต่อไป (มติชนรายวัน ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th)





เครื่องฉายสไลด์พลังแสงอาทิตย์ช่วยคนชนบทรู้หนังสือ

องค์กรไม่หวังผลกำไรดีไซน์ แดท แมทเทอร์ส หรือดีทีเอ็ม ซึ่งร่วมกับเอ็มไอทีสร้างเครื่องฉายสไลด์พลังแสงอาทิตย์ราคาถูกสำหรับช่วยคนแอฟริกาและเอเชียในพื้นที่ห่างไกลเรียนรู้หนังสือ ดีทีเอ็มกล่าวว่า โครงการเครื่องฉายสไลด์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือคินคาจู ประสบความสำเร็จใน 45 หมู่บ้านของประเทศมาลี ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการจึงต้องการสานต่อนโยบายรู้หนังสือสำหรับคนชนบททุรกันดานด้วยการขยายโครงการเข้าสู่ประเทศอินเดียและบังกลาเทศ คินคาจูสามารถบรรจุไมโครฟิล์มได้ 10,000 หน้า สำหรับต้นทุนในการสร้างอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเครื่อง ดีทีเอ็มวางแผนติดตั้งเครื่องฉายสไลด์เพิ่มเติมอีกประมาณ 1,500 เครื่องในประเทศมาลี (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





รัฐผนึกเอกชนตั้งดิจิทัล คอนเทนท์ ซิตี้

นางสาวจารุวดี อนุกูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาธุรกิจ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นิคมฯ สนใจธุรกิจดิจิทัล คอนเทนท์ เนื่องจากเป็นแนวโน้มที่จะสร้างรายได้รูปแบบใหม่ให้ประเทศ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที), สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า), มหาวิทยาลัยศิลปากร, สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (เอทีเอสไอ) กำลังศึกษาโครงการจัดตั้ง "ดิจิทัล คอนเทนท์ ซิตี้" ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าด้วยกัน เช่น อุตสาหกรรมไอที แอนิเมชัน ภาพยนตร์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนเอสเอ็มอีให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มกับอุตสาหกรรมได้ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณลงทุน 3 พันล้านบาท จัดหาสถานีที่ เครื่องมือ ให้เป็นอุตสาหกรรมครบวงจร ด้านนายอนุกูล แต้มประเสริฐ นายกสมาคมเอทีเอสไอ กล่าวว่า งบลงทุนดังกล่าวเป็นการประเมินจากขนาดของตลาดไทยที่สามารถลงทุนเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป โดยมุ่งหวังให้มีผลตอบแทนกลับมา 10 เท่าในอนาคต คาดใช้เวลาศึกษาโครงการ 3 เดือน เพื่อนำไปสู่การจัดวางแผนดำเนินการ (กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





แพทย์รามาผูกกระเพาะลดอ้วน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ผศ.นพ.ธีรพล อังกูลภักดีกุล ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แถลงข่าว "ทางออกของคนน้ำหนักเกิน (อ้วน) ด้วยการผ่าตัดส่องกล้องวิธีใหม่" ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า ปัจจุบันมีผู้เข้าข่ายเป็นโรคอ้วนประมาณ 2-4% ของประชากรทั้งหมด และยังพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนมี 20% ทั้งนี้ ผู้ป่วยดังกล่าวจะมีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 40 ซึ่งจะมีน้ำหนักเป็น 2 เท่าของคนปกติ จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง การรักษาในปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง โดยใช้ยางรัดกระเพาะอาหารเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหาร การผ่าตัดจะเจาะผ่านหน้าท้องประมาณ 5 รู มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 ซม. จากนั้นจะใช้กล้องส่องและใช้ยางซิลิโคน(Silicone) เข้าไปรัดกระเพาะอาหารส่วนต้น ให้เหลือปริมาตรความจุของกระเพาะอาหารที่เหนือยางรัดกระเพาะประมาณ 15-20 ซีซี ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง หลังผ่าตัดผู้ป่วยกลับบ้านได้ภายใน 3 วัน และสามารถทานอาหารตามปกติได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลดลงภายใน 1 ปี อย่างน้อย 18-20 กิโลกรัม หรือมากที่สุดประมาณ 52 กิโลกรัม ค่าผ่าตัด 140,000-160,000 บาท ผู้ป่วยที่จะได้รับการผ่าตัด ต้องผ่านการคัดกรองอย่างละเอียด โดยผู้ป่วยต้องมีค่า BMI ประมาณ 40-45 และประสบปัญหาโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน อาทิ เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร มีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ และมีประวัติอ้วนมานานกว่า 5 ปี และรับการรักษาด้วยวิธีอื่นมาก่อนแต่ไม่ได้ผล ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th)





ข่าววิจัย/พัฒนา


สร้างฟิล์มถ่ายภาพด้วยแบคทีเรีย ชัดกว่าฟิล์มวิทยาศาสตร์

นักชีววิทยาแจ้งว่า สามารถทำฟิล์มถ่ายรูป ด้วยแบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้ นับเป็นฟิล์มถ่ายภาพที่มีชีวิต ใช้ถ่ายภาพขาวดำที่มีความคมชัดได้สูงยิ่ง รายงานข่าวในวารสารวิทยาศาสตร์รายสัปดาห์ “ธรรมชาติ” ของอังกฤษ แจ้งว่าคณะนักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อันมีคริสโตเฟอร์ วอร์กต์ หัวหน้าทีม ได้ทำโดยการสกัดเอายีนที่มีหน้าที่สร้างแสงจากตัวแบคทีเรีย แล้วจึงเอาไปเย็บติดกับเยื่อรับแสงของแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่ง เมื่อโดนแสงสีแดง ซึ่งจะไปบังคับให้ผลิตสารสีดำของมันออกมา เป็นภาพลายฉลุบนแผ่นที่ดาดาษไปด้วยแบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงเอาไว้ เพราะเหตุว่าเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยตัวแบคทีเรียที่มีขนาดเล็กจิ๋ว ในพื้นที่เพียง 1 ตารางนิ้ว จะมีแบคทีเรียอยู่หนาแน่นถึง 1 ล้านจุด จึงทำให้ ได้ภาพที่มีความคมชัดสูง ความสำเร็จครั้งนี้ จะส่งเสริมให้มีการสร้างวัสดุใหม่ขึ้น จากสัตว์หรือพืชที่มีชีวิตกันมากยิ่งขึ้น. (ไทยรัฐ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





แคลเซียมเสริมไม่ช่วยกระดูกแน่น

ดร.ซูลิน เชง และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฟินแลนด์ ได้ทำการศึกษาว่า ทำอย่างไรถึงจะให้เด็กในช่วงวัยรุ่นที่ร่างกายเติบโตอย่างรวดเร็วมีกระดูกที่แข็งแรงเต็มที่ได้ เพื่อป้องกันภาวะกระดูกผุเมื่อยามแก่ จึงได้ติดตามสุขภาพเด็กหญิงวัย 10-12 ขวบ จำนวน 195 คน ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม ตามปริมาณที่สภาโภชนาการแห่งชาติแนะนำ (ไม่เกิน 900 มิลลิกรัม/วัน) นักวิจัยยังสุ่มแจกจ่ายยาเม็ดเสริมแคลเซียมขนาด 1,000 มิลลิกรัม ให้กลุ่มศึกษา รวมทั้งยาเม็ดเสริมแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม เพิ่มวิตามินดี 200 ไอยู เนยไขมันต่ำ (ให้แคลเซียมเทียบเท่า 1,000 มิลลิกรัม) และยาหลอก เมื่อวัดผลจากการรับประทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมที่มีต่อกระดูก องค์ประกอบร่างกาย และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลักสถิติทั่วไป เทียบกับสูตรคำนวณใหม่ ที่นำอัตราการเติบโตของร่างกายมาคิดด้วย พบว่ากลุ่มที่กินเนยแข็งเป็นกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมเสริมสร้างกระดูกมากกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด แต่เมื่อนำอัตราการเติบโตของแต่ละคนมาคำนวณด้วย กลับพบว่าไม่มีผลต่อร่างกายเลย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่กินยาเม็ดเสริมแคลเซียม หรือกลุ่มที่กินยาเม็ดเสริมแคลเซียมเพิ่มวิตามินดี และแม้แต่กลุ่มที่กินเนยเสริม เท่ากับว่า เมื่อได้รับปริมาณแคลเซียมอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อแล้ว ไม่ว่าจะกินแคลเซียมเสริมสักแค่ไหน ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้น (คมชัดลึก อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





เปิดผลวิจัย CSR

" นิภวิศน์ ฤทธิรงค์ นักวิจัยจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเหตุผลของจุดเริ่มต้นในการเร่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทำ CSR ในแวดวงลอจิสติก ภายใต้งานวิจัยชื่อ "ความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ให้บริการลอจิสติกในประเทศไทย" โดย ผศ.ดร.รุจิร์ พนมยงค์ ศิริวรรณ ไชยศูรยกานต์ และนิภวิศน์ ฤทธิรงค์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ผลสรุปจากงานวิจัย ชี้ให้เห็นชัดถึงช่องว่างระหว่างบริษัทที่คนไทยเป็นเจ้าของและบริษัทต่างชาติ ในเรื่องความเข้าใจต่อความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในแวดวงลอจิสติก หรือที่งานวิจัยชิ้นนี้ใช้คำว่า LSR (Logistics Social Responsibility ) "ความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ให้บริการลอจิสติก" โดยพบว่า "มีความแตกต่างระหว่างบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยอย่างชัดเจน" โดยบริษัทไทยมองการรับผิดชอบต่อสังคม เฉพาะในเรื่อง "การบริจาค" "การทำบุญ" เท่านั้น ขณะที่บริษัทต่างชาติกลับมองเรื่องการปฏิบัติงานในองค์กร สิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติต่อพนักงาน บริษัทไทยกับจริยธรรมทางธุรกิจ หากพิจารณา LSR ที่งานวิจัยชิ้นนี้มองครอบคลุมใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อม 2.จริยธรรมทางธุรกิจ 3.คุณภาพชีวิตของพนักงาน 4.สุขภาพและความปลอดภัย 5.การให้ หรือการบริจาค/ชุมชน โดยกำหนดจากกรอบงานวิจัยเรื่อง CSR ตามแนวคิดของคาร์เตอร์และเจนนิ่งในปี 2002 สำหรับบริษัทไทย ส่วนใหญ่มอง "ความรับผิดชอบสังคม" ในด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ถึง 34% ขณะที่มองปัจจัยอื่นๆ ในสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก ในด้านสิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิต 22% ด้านความปลอดภัยและสุขภาพ 15% ด้านสิ่งแวดล้อม 15% ด้านการให้และชุมชน 14% ขณะที่บริษัทต่างชาติมอง "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม 25% จริยธรรมทางธุรกิจ 23% สิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิต 23% การบริจาคและชุมชน 20% ความปลอดภัยและสุขภาพ 9% "สิ่งที่เราเห็นชัดจากผลวิจัยก็คือ บริษัทต่างชาติจะให้ความสำคัญในด้านต่างๆ ของความรับผิดชอบต่อสังคมในลักษณะสมดุล มากกว่าบริษัทไทยที่ให้น้ำหนักไปที่จริยธรรมทางธุรกิจ อาจเพราะคำว่าจริยธรรมทางธุรกิจมันสะท้อนความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ซึ่งเห็นถึงความแตกต่างในความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมตามที่เราตั้งสมมติฐานไว้ในตอนต้น" เมื่อมองจากผลวิจัยชิ้นนี้ จะเห็นว่าบริษัทไทยส่วนใหญ่ในแวดวงลอจิสติก ยังมีความเข้าใจต่อความรับผิดชอบเพียงบางมิติเท่านั้น (ประชาชาติธุรกิจ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th/prachachart)





กล้องถ่ายรูปฤาจะสู้แบคทีเรีย

หลายท่านคงประหลาดใจว่าแบคทีเรียจะนำมาใช้ถ่ายภาพได้อย่างไร แต่ด้วยเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมทำให้นักวิจัยจาก University of California สามารถใช้เทคนิคการตัดต่อยีนเพื่อทำให้แบคทีเรียธรรมดาสามารถนำมาใช้ในการบันทึกภาพได้ในที่สุด นักวิจัยทำการวิจัยโดยทำการตัดต่อยีนจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งเป็นสาหร่ายที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ซึ่งกระบวนการสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการที่พืชส่วนใหญ่ใช้ในการเปลี่ยนพลังงานจากแสงแดดให้เป็นพลังงานเคมีภายในเซลล์ โดยนำยีน ดังกล่าวมาใส่ในเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย E. Coli ที่หลายคนอาจจะรู้จักว่าพวกมันเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษนั่นเอง ยีนที่ถูกนำมาตัดต่อลงบนเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย E. Coli นี้จะทำการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีความไวต่อแสงสีแดงเป็นพิเศษ โดยเมื่อมันได้รับการกระตุ้นแล้วมันจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยับยั้งการทำงานของยีนอีกตัวหนึ่งที่อยู่ในแบคทีเรีย E. Coli เปรียบเสมือนการปิดสวิตช์และทำให้สารละลายพิเศษที่ใส่เข้าไปในจานเพาะเลี้ยงแบคทีเรียเปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับกระบวนการที่แสงตกกระทบลงบนฟิล์มแล้วเกิดเป็นภาพนั่นเอง ผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการ นักวิจัยสามารถสร้างภาพถ่ายสีขาวดำที่มีความละเอียดสูงถึง 100 ล้านพิกเซลต่อตารางนิ้ว หรือมีความละเอียดมากกว่าเครื่องพรินเตอร์ความละเอียดสูงกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว การใช้แบคทีเรียในการบันทึกภาพเหมือนกับฟิล์มถ่ายรูปนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นหนทางในการสร้างวัสดุต่าง ๆ ที่มีความเล็กในระดับนาโนเมตร ซึ่งจะมีความถูกต้องทั้งขนาดและตำแหน่งโดยอาศัยลำแสงเป็นตัวกำหนด ทำให้ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะสามารถผลิตวัสดุที่มีโครงสร้างซับซ้อนในระดับนาโนเมตรได้ในที่สุด ขั้นตอนต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือการนำเอา “เรตินอล” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ “รงควัตถุ” (Pigments) ในจอตาหรือเรตินาของคนเรา ซึ่งมีการตอบสนองต่อแสงสีต่าง ๆ ได้หลากหลายทำให้เราสามารถสร้างภาพถ่ายสีจากแบคทีเรียด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้ในอนาคต (เดลินิวส์ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





มช.เจ๋งวิจัยเปลือกเงาะชลอความแก่

รศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ คณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เจ้าของงานวิจัยเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระจากสมุนไพรไทย เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการสกัดสารอนุมูลอิสระจากเปลือกผลไม้ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาในเบื้องต้นพบเปลือกเงาะ มีสารสำคัญซึ่งมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด และมีพิษต่อเซลล์ร่างกายน้อยมากเมื่อเทียบกับเปลือกผลไม้ชนิดอื่นๆ สารสำคัญที่พบในเปลือกผลไม้ เป็นสารประกอบในกลุ่มโพลีฟีโนลิก (olyhenolic) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ที่สามารถช่วยป้องกันการสะสมสารอนุมูลอิสระ โดยหากร่างกายมีการสะสมสารอนุมูลอิสระมากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดภาวะแก่ก่อนวัย หรือบางรายร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งได้เนื่องจากสารอนุมูลอิสระเมื่อไปจับกับเซลล์ชนิดอื่นๆ ในร่างกาย ก็จะทำลายเซลล์นั้นๆ หรือเกิดภาวะการแบ่งตัวมากผิดปกติ เช่น หากไปจับกับเซลล์โปรตีนหรือคอลลาเจนที่ผิวหนังก็จะเกิดการแบ่งเซลล์มากผิดปกติ จนทำให้ผิวหนังเหยี่ยวย่น เป็นต้น ผลวิจัยพบว่าสารสกัดจากเปลือกผลไม้ แต่ละชนิดมีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระแตกต่างกัน เปลือกเงาะพบสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยมาก ดังนั้นทีมวิจัยจึงกำลังพัฒนากระบวนการสะกัดเพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระที่บริสุทธิ์มากขึ้น และคาดว่าจะเห็นผลสำเร็จในปี 2549 (สยามรัฐรายวัน พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.siamrath.co.th)





กห.หนุนผลิตบินไร้คนขับ ติดกล้องค้นหา-ควัก97ล.ให้จุฬานำทีมสร้าง

นายประวิช ชินประเสริฐสุข กลุ่มบริหารและจัดการโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน เปิดเผยว่า สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหารกลาโหม (สพว.กห.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนทุน 97 ล้านบาท สำหรับศึกษาและสร้างอากาศยานไร้นักบิน หรือยูเอวี ขึ้นเองในประเทศ โดยหวังลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออากาศยานไร้นักบินสำหรับกิจกรรมทางทหาร โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับนักวิจัยจาก 12 สถาบันการศึกษา ได้แบ่งการทำงานเป็นกลุ่มๆ อาทิ กลุ่มออกแบบและจัดโครงสร้างอากาศยาน กลุ่มออกแบบระบบควบคุมการบิน กลุ่มออกแบบระบบสื่อสารการบิน และกลุ่มวิเคราะห์ระบบประมวลผล ขณะนี้ การสร้างคืบหน้ากว่า 50% ส่วนที่เหลือคือการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องอากาศยานที่สร้างขึ้น ให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนส่งต่อให้หน่วยงานทางทหารต่อไป (คมชัดลึก พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





วิจัยว่านหางจระเข้รักษาโรคปริทันต์

ผศ.ดร.พสุธา ธัญญะกิจไพศาล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาค คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการวิจัยสามารถสกัดสารโปรตีนจากว่านหางจระเข้ ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นเซลล์ร่างกายให้แบ่งตัวได้รวดเร็ว โดยสารดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้รักษาโรคฟันผุ โรคปริทันต์ และผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพช่องปาก เช่น ยารองพื้นก่อนการอุดฟัน ยาเร่งการหายของกระดูกเบ้าฟัน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพป้องกันโรคฟัน จากการที่ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติพิเศษในการสมานแผลให้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแผลสดภายนอกร่างกาย ทางคณะวิจัยจึงตั้งโจทย์ว่าสารที่มีอยู่ในว่านหางจระเข้ สามารถนำมาใช้กับอวัยวะภายในร่างกายได้หรือไม่ และพบว่าสารสกัดโปรตีนที่อยู่ในสมุนไพรตัวนี้ มีคุณสมบัติกระตุ้นกิจกรรมของเซลล์สร้างเส้นใยของร่างกาย ซึ่งช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้มากขึ้น และรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อทายาที่ได้จากสารสกัดนี้ลงในบริเวณแผลในช่องปาก ก็จะช่วยให้หายเร็วยิ่งขึ้น การคิดค้นวิธีการสกัดสารจากว่านหางจระเข้ ได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว และขณะนี้ได้ศึกษาเพื่อต่อยอดงานวิจัย อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจบริโภคน้ำว่านหางจระเข้เพื่อรักษาโรคฟัน ควรจะปั่นให้ละเอียดจนกลายสภาพเป็นน้ำ ผ่านการกรองยางออกจากตัววุ้นว่านหางจระเข้ แล้วนำไปฆ่าเชื้อให้สะอาด หลังจากนั้นจึงผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นที่ชอบ เนื่องจากน้ำว่านหางจระเข้มีรสฝาด และกลิ่นแรง หากรับประทานเป็นประจำ นอกจากช่วยให้แผลในช่องปากแล้ว ยังช่วยให้แผลภายในร่างกายหายเร็วขึ้นด้วย (กรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





เยอรมันผลิตหลอดดูดน้ำช่วยเด็กกินยา

บริษัทเวชภัณฑ์ในเยอรมันคิดค้น หลอดดูดเคลือบยาปฏิชีวนะไร้รสไร้กลิ่น ช่วยการป้อนยาเด็กกลายเป็นเรื่องง่าย จากการสำรวจโดยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐ พบว่ายาจำนวนมากถูกทิ้งไปเปล่าๆ เมื่อเด็กไม่ยอมกิน เนื่องจากรสชาติที่เหลือรับประทาน บริษัทยาจากเยอรมนีเห็นช่องทางตลาดจึงผลิตหลอดดูดน้ำที่ช่วยเด็กกินยาได้โดยไม่รู้ตัว หลอดดูดน้ำดังกล่าวมีตัวยาปฏิชีวนะ แต่ไม่มีรสชาติของยาแม้แต่น้อย เมื่อเด็กนำไปใช้ดูดน้ำจะไม่รู้เลยว่ากินยาอยู่ หลอดดูดน้ำเคลือบยานี้ สามารถใช้ดูดได้กับทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ดูดพวกน้ำผลไม้ค้นสดๆ และที่ตัวหลอดจะมีเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่ากินยาครบโด๊สหรือยัง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหลอดดูดน้ำพิเศษนี้ต้องมีตัวยาครบถ้วน และต้องใช้ให้ครบตามที่ระบุเพื่อให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ (กรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





แพทย์จุฬาฯชี้วัคซีนเอดส์ ต้องทดสอบภูมิคุ้มกันซ้ำ

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)เกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี(HIV) และสารต้นแบบกระตุ้นภูมิคุ้มกันว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนทดสอบในหนูทดลอง ที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ต้องทดสอบให้ระดับภูมิคุ้มกันในหนูมีมากขึ้น หากผลการทดสอบในหนูสำเร็จ ต่อไปจะทดสอบลิง หากผลการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด เป็นผลสำเร็จจะเริ่มดำเนินการทดสอบเรื่องความปลอดภัย จากนั้นค่อยมาวางแผนผลิตวัคซีนให้มากขึ้น เพื่อทดสอบในคนต่อไป ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7-10 ปี อย่างไรก็ตามวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่มีใครทำสำเร็จเพราะเชื้อเอดส์กลายพันธุ์ง่าย อีกทั้งเชื้อเอดส์จะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงได้เรื่อยๆ (มติชนรายวัน พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





จาก "ขยะข่า" มาเป็นกระดาษ

งานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดจากผลการวิจัยกระบวนการผลิตข่า ของอาจารย์เจษฎา มิ่งฉาย อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาราชภัฏอุตรดิตถ์ ด้วยการนำผลพลอยได้เหลือทิ้งจากการผลิตหัวข่าสด ชุมชนคุ้งตะเภา ที่มีการผลิตข่าหัวสดจำหน่ายให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำพริก มีกระบวนการ คือการนำของเหลือทิ้งจากการจำหน่ายหัวข่าสดไปแล้ว ได้แก่ ลำต้น ใบ รากของหัวข่าไปเป็นปุ๋ยหมัก และนำไปพัฒนาเป็นกระดาษหัตถกรรม โดยจดทะเบียนประเภทอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในชื่อ "กระบวนการผลิตกระดาษข่า" รายละเอียดการประดิษฐ์ คือนำลำต้น ใบของข่าที่ทิ้งแล้วมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษและขึ้นรูปทำแผ่นกระดาษเพื่อใช้ในทางหัตถกรรมและอุตสาหกรรม โดยผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ 2.ขั้นตอนการต้มเยื่อ (Pulping) 3.ขั้นตอนการฟอกเยื่อ (Bleaching) 4.ขั้นตอนการทำแผ่นกระดาษ โดยใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือ โซเดียมไฮดรอกไซด์(NaOH) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์(H2O2) โซเดียมซิลิเกต(Na2SiO3) และแมกนีเซียมซัลเฟต(MgSO4) วัตถุประสงค์ของกระบวนการผลิตกระดาษข่า คือ การผลิตกระดาษหัตถกรรมคุณสมบัติดี มีต้นทุนการผลิตต่ำ และใช้เทคโนโลยีสะอาด รักษาสภาพแวดล้อม(แตกต่างจากการทำเยื่อกระดาษหัตถกรรมในปัจจุบัน) และช่วยเพิ่มพูนค่าเส้นใยของพืชตระกูลข่า ข้อดีของการนำลำต้นและใบของต้นข่ามาทำกระดาษข่า คือใช้ได้ทั้งลักษณะสดและแห้ง มีเส้นใยที่มีลักษณะเฉพาะ ต้นทุนการผลิตต่ำกว่ากระดาษสาประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ (มติชนรายวัน พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





มอ.คิดได้ไง??? เครื่องวัดการไหลของน้ำในพืช

“เครื่องวัดการไหลของน้ำภายในลำต้นพืช” เพื่อหาทางช่วยลดภาวะขาดน้ำในพืชเมื่อถึงช่วงหน้าแล้ง ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น ประจำปี 2548 จากสภาวิจัยแห่งชาติ สิ่งประดิษฐ์นี้เป็นผลงานชิ้นเอกของ นักวิชาการด้านพืชศาสตร์ ร่วมกับวิศวกร ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) โดยมี “รศ.ดร.สายัณห์ สดุดี” จากภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหัวหน้าทีม และ ผศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล, ดร.มณเทพ เกียรติวีระสกุล และอาจารย์สาวิตร ตัณฑนุช ร่วมกันพัฒนาเครื่องต้นแบบของเซนเซอร์วัดการไหลของน้ำโดยพัลส์ความร้อน และได้มีการทดสอบการวัดและปรับปรุงเครื่องมือในสภาพห้องปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนาเป็นเครื่องต้นแบบ ที่สามารถเก็บข้อมูลต่อเนื่องได้ ซึ่งเป็นเครื่องต้นแบบรุ่น PSU-TTSF ในปี 2546 ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ “เครื่องตัวนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาเพียง 780 กรัม สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก ซึ่งเหมาะสมที่จะใช้วัดผลในภาคสนาม เครื่องต้นแบบผลิตขึ้นราคา 5,600 บาทต่อเครื่อง แต่ถ้าเป็นเครื่องนำเข้าจากนอก อย่างของออสเตรเลีย จะตกราคาตัวละ 370,000 บาท สำหรับการทำงานของเครื่องนี้ ต้องนำไปติดตั้งบนลำต้นของต้นไม้ ซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 12 โวลต์ 35 แอมป์ จากนั้นแล้วต่อหัววัด 2 หัว เข้ากับเครื่องที่จะรับสัญญาณ แล้วสั่งงานโดยตรงที่หน้าปัดของเครื่องโดยไม่ต้องใช้ซอฟท์แวร์ ซึ่งเป็นข้อดีเพราะเครื่องนำเข้าจากนอกจะอาศัยคอมพิวเตอร์เพื่อการสั่งการทำงานผ่านซอฟท์แวร์ ทำให้ยุ่งยาก จากนั้นเครื่องก็จะทำการวัดผลและการประมวลผลโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่ง นำเครื่องมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง อาทิที่ศูนย์วิจัยยางคอหงส์ นำไปวัดการใช้น้ำในต้นลองกองที่ปลูกแซมในสวนยาง ในโครงการวิจัยการปลูกไม้ผลเป็นพืชแซมในสวนยาง ณ ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อ.เมือง จ.นราธิวาส หรือที่คณะเทคโนโลยีการเกษตร ม.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ นำไปใช้วัดการไหลของน้ำในต้นลำไย เป็นต้น (สยามรัฐรายวัน พฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 48 http://www.siamrath.co.th)





รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลยกย่องนักวิทย์สหรัฐ-เยอรมัน

นายสีหศักด์ พวงเกตุแก้ว อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2548 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มีมติตัดสินให้ ดร.ยูยีน โกลวาสเซอร์ (Eugene Goldwasser) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ภาควิชาเคมี และอณูชีววิทยา มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ จากผลงานวิจัยฮอร์โมนจนสามารถพัฒนายารักษาภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และ (บุคคลในภาพประกอบ) นพ.ฮารัลด์ ซัวร์ เฮาเซน(Harald zur Hausen) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศูนย์วิจัยมะเร็ง เมืองไฮเดลเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข จากผลงานศึกษาวิจัยสาเหตุมะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบว่า ไวรัสหูด หรือ ฮิวแมนแพ็บพิลโลมา (เอชพีวี) ชนิดเอชพีวี 16 และเอชพีวี 18 เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก นำไปสู่การตรวจรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น และพัฒนาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีความคืบหน้าใกล้จะสำเร็จแล้ว นับเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ทั่วโลก ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2548 ในวันที่ 26 มกราคม 2549 เวลา 17.30 น. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล รางวัลละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับรางวัลพร้อมคู่สมรส ในวันเดียวกัน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เวลา 20.00 น.





วิจัยว่านหางจระเข้รักษาโรคปริทันต์

ผศ.ดร.พสุธา ธัญญะกิจไพศาล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาค คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการวิจัยสามารถสกัดสารโปรตีนจากว่านหางจระเข้ ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นเซลล์ร่างกายให้แบ่งตัวได้รวดเร็ว โดยสารดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้รักษาโรคฟันผุ โรคปริทันต์ และผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพช่องปาก เช่น ยารองพื้นก่อนการอุดฟัน ยาเร่งการหายของกระดูกเบ้าฟัน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพป้องกันโรคฟัน ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติพิเศษในการสมานแผลให้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแผลสดภายนอกร่างกาย ทางคณะวิจัยจึงตั้งโจทย์ว่าสารที่มีอยู่ในว่านหางจระเข้ สามารถนำมาใช้กับอวัยวะภายในร่างกายได้หรือไม่ และพบว่าสารสกัดโปรตีนที่อยู่ในสมุนไพรตัวนี้ มีคุณสมบัติกระตุ้นกิจกรรมของเซลล์สร้างเส้นใยของร่างกาย ซึ่งช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้มากขึ้น และรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อทายาที่ได้จากสารสกัดนี้ลงในบริเวณแผลในช่องปาก ก็จะช่วยให้หายเร็วยิ่งขึ้น สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำสารสกัดจากเปลือกทุเรียนมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค (กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 48 http://www.bangkokbiznews.com)





วิศวกรสหรัฐพัฒนารถยนต์ ตรวจความเสียหาย-บอกเวลาซ่อม

ผช.ศ.ดักลาส อดัมส์ วิศวกรเครื่องกลมหาวิทยาลัยเปอร์ดู ประเทศสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้เสนอรายงานกล่าวว่า ระบบตรวจสอบสุขภาพรถยนต์ดังกล่าวจะทำงานในลักษณะเดียวกับมาตรวัดระดับน้ำมันที่จะบ่งชี้ในทันทีว่าส่วนใดของรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน โดยอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในระบบตรวจสอบสุขภาพลักษณะนี้คือ สัญญาณเตือนความผิดพลาด นักวิจัยทำการทดสอบระบบดังกล่าวกับรถยนต์อีซูซุ อิมพัลส์ ที่จอดอยู่บนเครื่องเขย่าอัตโนมัติเพื่อจำลองการกระทบกระแทกในการขับขี่ โดยติดเครื่องตรวจวัดความสั่นสะเทือนไว้ที่จุดต่างๆ ของรถ จากนั้นป้อนความผิดพลาดให้ระบบด้วยการคลายสลักที่เชื่อมปีกนกกับคันชักของรถ แล้วนำข้อมูลความสั่นสะเทือนมาวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ซึ่งไม่เพียงแต่ระบุตำแหน่งที่เสียหายได้เท่านั้นแต่ยังบอกระดับความเสียหายได้ด้วย อดัมส์เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า รถยนต์จะติดตั้งเครื่องตรวจสอบสุขภาพรถยนต์ที่รวมคุณสมบัติการตรวจสอบและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีผู้ผลิตจะสามารถทำให้อุปกรณ์นี้มีน้ำหนักเบา แสดงผลได้ดีและทนทานกว่าที่เป็นอยู่ (ข่าวสด ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th/khaosod)





ไวน์แดงรักษาโรคปวดตามข้อ ช่วยลดการอักเสบ-เร่งฟื้นฟู

แพทยสมาคมโรคปวดตามข้อและกล้ามเนื้อแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระในองุ่นบางชนิด เป็นคุณแก่ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม สารประกอบที่เรียกว่า “เรสเวราทรอล” ที่มีอยู่ในเหล้าไวน์แดง ดูเหมือนจะช่วยบรรเทาความเสียหายของกระดูกอ่อนและยังช่วยให้กลับฟื้นตัวได้เร็วขึ้น การบำบัดรักษาด้วยสารนี้ ช่วยไม่ให้ก่อสารเคมี ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบน้อยลงไปมากถึง 50-90% ยิ่งกว่านั้นมันยังช่วยเร่งให้ผลิตโปรตีน ที่มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูที่สำคัญขึ้นอีกด้วย ขณะนี้ยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณของสารประกอบเดียวกันนี้ ในการรักษาโรคสมองเสื่อม โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด. (ไทยรัฐ เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.thairath.co.th)





มช.ชี้ลำไยอบแห้งช่วยต้านมะเร็ง

รศ.ดร.อษุณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ม.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงงานวิจัย “ลำไยแห้งมีสานต้านมะเร็ง” ว่า ได้ร่วมกับทีมวิจัย ศึกษาลำไยอบแห้ง ในด้านมีฤทธิ์ต้านสารก่อมะเร็ง ซึ่งผลการทดลองพบว่า เมื่อนำสารก่อมะเร็งมาผสมกับสารสกัดลำไยจะทำให้เซลล์มะเร็งตาย และเมื่อเพื่อความเข้มข้นของสารสกัดลำไย เซลล์มะเร็งจะตายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาษาวิชาการเรียกว่า ตายแบบอะพอพโตซีส หรือตายตามธรรมชาติ ตามอายุขัยของเซลล์ และมีแนวโน้มว่าจะนำไปผลิตเป็นยาต้านมะเร็งได้ ยังค้นพบว่าการรับประทานลำไยอบแห้ง จะช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ นั่นคือสารสกัดจากลำไยอบแห้งไปทำปฏิกิริยาดอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดขาว มีคุณสมบัติการเปลี่ยนแปลงเอนไซม์ ซึ่งในกรณีที่คนไข้มะเร็งบางคน ทานยาต้านมะเร็งไปแล้วเกิดการดื้อยา นั่นเป็นเพราะเอนไซม์บางตัวในร่างกายกับเซลล์มะเร็งไปทำลายยา ทีมวิจัยจึงคาดหวังว่าถ้านำสารสกัดลำไยอบแห้งไปช่วยปรับเอนไซม์ในร่างกาย ควบคู่ไปกับการใช้ยาต้านมะเร็งก็จะมีประโยชน์ต่อรักษาร่วมกับเคมีบำบัด ซึ่งจะช่วยลดขนาดการใช้ยาและผลข้างเคียง นอกจากนี้ ยังได้วิจัยเนื้อลำไยสด ในแง่ของความเป็นพิษตกค้าง จากการให้สารคลอเรตเพื่อเร่งผลผลิต ซึ่งไม่พบสารเป็นพิษแต่อย่างใด (สยามรัฐรายวัน เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.siamrath.co.th)





ทีเซลส์ให้ทุน"เภสัชพันธุศาสตร์" ศึกษาสารป้องกันมะเร็งที่สหรัฐ

นพ.ธงชัย ทวิชาชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(TCELS) เปิดเผยว่า ทีเซลส์ให้ทุน ภญ.ดร.เอื้อมเดือน ประวาฬ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปศึกษาโครงการด้านเภสัชพันธุศาสตร์(Pharmaco-genomics) ระดับหลังปริญญาเอกหรือเทียบเท่าที่มหาวิทยาลัยรัตส์เกอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มหาวิทยาลัยรัตส์เกอร์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นเวลา 1 ปี โดยจะเน้นศึกษาเรื่องสารมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง เพราะโรคนี้มีความซับซ้อนหลายอย่าง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า คนภาคอีสานมักจะติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ และทำให้เกิดโรคมะเร็งในท่อน้ำดี ซึ่งการไปศึกษาครั้งนี้จะสามารถทำให้พบกลุ่มเสี่ยงที่ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น และจะนำความรู้ที่ได้กลับมาเพื่อพัฒนาในการวิจัยต่อไป (มติชนรายวัน เสาร์ที่ 3 ธ.ค. 48 http://www.matichon.co.th)





ข่าวทั่วไป


ยูเนสโก"เผย43มรดกศิลปวัฒนธรรมโลก

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ประกาศรายชื่อมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ซึ่งประกอบด้วยศิลปวัฒนธรรม และประเพณีประจำท้องถิ่นต่างๆ จากประเทศทั่วโลก 43 รายการ ที่กำลังเสี่ยงสูญหายไปตามกาลเวลา ทั้งการเต้นระบำ ละคร ดนตรี บทกวี พิธีกรรมทางศาสนา งานเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ และสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นภูมิปัญญาประจำท้องถิ่น รายชื่อมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรม 43 รายการ ในปีนี้ได้รับการคัดเลือกจากประเทศที่เสนอตัว 64 ประเทศ โดยมีคณะกรรมการนานาชาติ 18 คน เป็นผู้ตัดสิน ประธานกรรมการคือเจ้าหญิงบัสมา บินต์ ทาลัล แห่งจอร์แดน โดย 2 ใน 3 ของรายการมรดกโลกทางวัฒนธรรมปีนี้ มาจากประเทศกำลังพัฒนา และศิลปะท้องถิ่นหลายแขนงยังมาจากประเทศในแอฟริกาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทวีปที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดของโลก ทั้งนี้ มรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมได้เริ่มการคัดเลือกมาตั้งแต่ปี 2544 และมีการประกาศทุก 2 ปี โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ทำให้มีรายการมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมที่รวบรวมได้แล้ว 90 รายการ ส่วนการคัดเลือกมีพื้นฐานจากความเสี่ยงต่อการสูญหาย คุณค่าทางวัฒนธรรมและความสำคัญต่อชุมชน และมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องศิลปวัฒนธรรม และประเพณีที่ตกทอดกันมายาวนานในวิถีชีวิตท้องถิ่นของแต่ละชาติไม่ให้เลือนหายไปตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ (มติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 27 พ.ย. 48 http://www.matichon.co.th)





ยุงมีนิสัยรักเกลียดเป็นบางคน โดยเฉพาะกับพวกเด็กเล็ก

นักกีฏวิทยาที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในอเมริกา อังกฤษ และแอฟริกา รายงานว่าพบว่ายุงไม่ได้กัดกินเลือดทุกคน หากแต่ชอบ กัดเป็นบางคนเท่านั้น อย่างเช่นผู้ป่วยด้วยโรคไข้จับสั่นใหม่ในแต่ละปี ส่วนใหญ่เกือบ 80% จะจำกัดอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนของพลโลกเท่านั้น และ 90% จะเกิดขึ้นแต่ในหมู่ชาติในแถบดินแดนอนุสฮารา กับผู้เคราะห์ร้ายจะได้แก่พวกเด็ก คนชรา หญิงมีครรภ์กับทารกแรกเกิด โรคไข้จับสั่นจะคร่าชีวิตมนุษย์ไปเป็นประจำปีละประมาณ 2 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึง 5 ขวบดี รายงานการศึกษา ซึ่งเปิดเผยในวารสารวิทยาศาสตร์ “ธรรมชาติ” ไม่ได้ระบุสาเหตุ ทั้งในแง่พันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมว่า เหตุใดยุงถึงชอบกัดเป็นบางคน. (ไทยรัฐ จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ตื่นเสียงเล่าลือ พระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด

ชาวเนปาลและอินเดียนับแสนพากันไปพิสูจน์ หลังมีเสียงลือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เด็กหนุ่มวัย 15 ปี นั่งสมาธิภาวนาอยู่ในโพรงต้นโพธิ์ แถบชนบททางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวงกาฎมัณฑุ โดยไม่กินข้าวปลาอาหารหรือดื่มน้ำนาน 6 เดือนแล้ว ทางการต้องออกโรงเรียกร้องกลุ่มองค์กรศาสนา และบรรดานักวิทยาศาสตร์ ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง เดลินิวส์ จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.dailynews.co.th)





จุฬาชี้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่งตัวการฟันผุเหตุผสมผงขัดฟันขนาดไม่พอดีกับฟันแต่ละคน

น.ส.มโนวดี สารพานิช นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ยาสีฟันขัดฟันขาวหรือยาสีฟันไวท์เทนนิ่งที่โฆษณาและนิยมใช้กันในปัจจุบัน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากได้ เพราะผงขัดฟันที่ผสมในไวท์เทนนิ่งจะมีลักษณะหยาบกว่าปกติ และมีปริมาณที่อาจไม่เหมาะสมกับบางคน ทำให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติบางลงเรื่อยๆ และสร้างความเสียหายถึงเนื้อฟันข้างในได้ การใช้ผงขัดฟันบ่อยๆ จะทำให้เคลือบฟันบางลง และจะเห็นสีเหลืองของเนื้อฟันมากขึ้น การที่เราเห็นฟันขาวใสนั้น แท้จริงแล้วเป็นชั้นเคลือบฟัน ซึ่งมีลักษณะเป็นสีขาวใสตามธรรมชาติ แต่ตัวเนื้อฟันจริงๆ แล้วจะมีสีเหลือง ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็จะยิ่งเป็นสีเหลืองเข้มมากขึ้นการที่เคลือบฟันบางลงเรื่อยๆ จะส่งผลให้การบดเคี้ยวแย่ลง และยังจะทำให้เกิดอาการเสียวฟัน เกิดฟันผุได้ง่าย ซึ่งเป็นโอกาสให้แบคทีเรียสะสมและผลิตกรดออกมากัดกร่อนฟันให้บางลงไปอีก ยิ่งเข้าไปถึงส่วนเนื้อฟันก็จะยิ่งผุได้เร็วขึ้น และยังเป็นอันตรายต่อระบบโพรงประสาทข้างในได้ ส่วนการเลือกซื้อยาสีฟันที่เหมาะสม ควรเลือกชนิดที่มีผงขัดแบบละเอียด โดยยาสีฟันทั่วไปที่ไม่ใช่ไวท์เทนนิ่งจะมีผงขัดที่ละเอียดอยู่แล้ว และต้องผสมฟลูออไรด์ด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีจะช่วยถนอมสุขภาพช่องปากได้ดีที่สุด (คมชัดลึก จันทร์ที่ 28 พ.ย. 48 http://www.komchadluek.net)





4 จังหวัด-กทม.ส่อจมทะเล

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สมุทรปราการ รายงานว่า ที่วัดขุนสมุทรธาวาส หมู่ 9 ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เกิดปัญหาน้ำทะเลเข้าท่วมเซาะตลิ่ง จนชายฝั่งพื้นดินถูกกลืนหายไปกับน้ำทะเล ทำให้พระรวมไปถึงประชาชนที่อาศัย ในละแวกดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน รศ.ดร.ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อจ.ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดินทางไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าว กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเกิดปัญหาแผ่นดินทรุดและน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้น 35 เมตร/ปี ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลพบปัญหาดังกล่าว 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กทม. สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีระยะทางรวม 150 กม. กินพื้นที่รวมกว่า 128,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้นักวิชาการได้ร่วมกันวางแนวทางแก้ปัญหา โดยจะสร้างเขื่อนกั้นน้ำรูปแบบใหม่ ที่สามารถยกระดับได้ตามระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังอยู่ระหว่างการทำเรื่องไปขอทุนที่สำนักงานส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. (ไทยรัฐ อังคารที่ 29 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





ชี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทำเกิดโรคใหม่

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาสติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ น.พ.บวร งามศิริอุดม รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รอง ผอ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดประชุมนานาชาติด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ซึ่งจะมีขึ้นวันที่ 8-11 ธ.ค. ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายอภิชัยกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะหารือเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัย ตลอดจนปัญหาการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อสุขภาพ และการแพร่กระจายของโรค โดยจะจัดทำแผนปฏิบัติการบูรณาการนโยบาย และการดำเนินการของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค รวมทั้งจะมีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพื่อจัดทำแผนงาน และผลักดันให้เกิดการดำเนินงานในระดับภูมิภาค และการจัดตั้งสถาบันเพื่อวิจัยและอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งระดับประเทศและภูมิภาค น.พ.บวรกล่าวว่า ต้นเหตุของโรคใหม่ๆ มาจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประมาณ 60% จากสิ่งแวดล้อมประมาณ 30% และจากพันธุกรรมประมาณ 10% จะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับสุขภาพอนามัย ยิ่งปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมโลก ทั้งคุณภาพอากาศ น้ำ สารเคมีอันตรายและระบบนิเวศ การผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมทั้งในเขตเมืองและชนบท และส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในรูปแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดโรคระบาดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส และโรคไข้หวัดนก ด้าน ศ.ดร.วิจิตรกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดประชุมครั้งนี้ในวันที่ 8 ธ.ค. (ไทยรัฐ พุธที่ 30 พ.ย. 48 http://www.thairath.co.th)





งดอาหารเช้าต้นเหตุหลายโรค

อาหารเช้ามีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของวัยเรียนพบว่า เด็กอายุ 6-11 ขวบ ร้อยละ 30 ไม่บริโภคอาหารเช้า และมีพฤติกรรมการไม่บริโภคอาหารเช้าเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนหญิงอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 52 ไม่บริโภคอาหารเช้า และในกลุ่มวัยทำงานอายุ 15-59 ปี ในกรุงเทพฯ บริโภคอาหารเช้าเพียงร้อยละ 53.9 ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีงานวิจัยที่ชัดเจนสำหรับเด็กที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ กับเด็กที่ไม่กินอาหารเช้า ในเด็กโตที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ เห็นได้ชัดจากความสามารถในการตอบคำถาม การรับข้อมูลที่ครูสอนและผลการเรียนของเด็กที่กินอาหารเช้า จะดีกว่าเด็กที่ไม่กินอาหารเช้า แต่ในผู้ใหญ่ที่เคยกินแล้วไม่ได้กิน สิ่งที่เห็นได้ชัดคืออารมณ์หงุดหงิด และในบางคนมีอาการปวดศีรษะ ถ้าเราต้องการใช้ความคิดออกความเห็น จะรู้สึกว่าสมองช้า ไม่แล่น นั่นเป็นเพราะสมองขาดอาหาร “ผู้ที่ไม่กินอาหารมื้อเช้าส่วนใหญ่ จะชอบกินของจุกจิกไปเรื่อย ๆ เพราะหิว ซึ่งจะได้น้ำมันและโซเดียมเยอะ เกิดพลังงานสะสมมาก เป็นต้นเหตุของโรคอ้วน อินซูลินที่เป็นตัวควบคุมน้ำตาลในเลือดก็สูงอยู่ตลอดเวลา ในระยะยาวอาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคอ้วนได้ (เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 48 http://www.dailynews.co.th)






KMUTT Digital Library
Contact Digital Library : info@lib.kmutt.ac.th
Tel : 0-2470-8215